On History | ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ
เมื่อเรือน พ.ศ.2476 นักภาษาศาสตร์ ควบตำแหน่งนักวิชาการด้านพุทธศาสนา ชาวฝรั่งเศส เชื้อสายโปแลนด์ที่ชื่อ ฌอง เปร์ซิลุสกี (Jean Przyluski, พ.ศ.2428-2487) ที่ได้เสนอเอาไว้ในบทความชื่อ “Pradakshina et Prasavya en Indochine” ว่า อะไรที่เรียกว่า “ปราสาทนครวัด” นั้น เป็น “สุสาน” ของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 (ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ.1656-1693) ดังจะสังเกตว่าปราสาทหลังนี้หันหน้าไปทางทิศตะวันตก แทนที่จะหันไปทางทิศตะวันออกเหมือนปราสาทส่วนใหญ่
แถมภาพสลักนูนต่ำที่ระเบียงคดของปราสาทนครวัด ที่เรียงรายเป็นแถวนั้นต่างก็หันหน้าไปทางซ้ายมือของปราสาท เหมือนเป็นการเวียนอุตราวรรต ในงานอวมงคล ไม่ได้เวียนทักษิณาวรรตเหมือนอย่างที่ใช้ในงานมงคลโดยทั่วไปเลยสักนิด
แน่นอนว่า ข้อเสนอที่ห้าวหาญข้างต้นของเปร์ซิลุสกี ได้รับทั้งดอกไม้ และก้อนหิน เพราะมีทั้งผู้ที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วย แต่ไม่ว่าข้อเสนอของเปร์ซิลุสกีจะถูกต้องหรือไม่ก็ตาม แนวคิดเรื่องเทวาลัย เป็นสุสานก็ได้ถูกทำให้แพร่หลายออกไปมากพอสมควรเลยทีเดียว
นักอ่านจารึก และนักอุษาคเนย์ศึกษาคนสำคัญอย่าง ศ.ยอร์ช เซเดส์ (George Cœdès, พ.ศ.2429-2512) เป็นหนึ่งในนักวิชาการ ที่ได้โต้แย้งกับข้อเสนอของเปร์ซิลุสกีเอาไว้อย่างน่าสนใจ โดยในหนังสือที่มีชื่อว่า “Pour mieux comprendre Angkor” ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกที่เมืองฮานอย ประเทศเวียดนาม เมื่อ พ.ศ.2486 (แปลเป็นภาษาไทยในชื่อ “เมืองพระนคร นครวัด นครธม” โดย อ.ปรานี วงษ์เทศ พิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2529) นั้น มีใจความตอนหนึ่งที่เขียนแย้งแนวคิดเรื่องนครวัดเป็นสุสานเอาไว้ว่า
“สิ่งที่เราเห็นอยู่นี้มิใช่ทิศทางของอาคารซึ่งส่อไปในทางของพิธีศพ แต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับการจัดและวางผังที่เป็นที่ทราบกันดีว่า ไม่สามารถหมายถึงสิ่งอื่นใดได้ นอกจากเทวสถาน ถ้าหากพวกเราคิดถึงคำว่า ‘เทวสถาน’ เช่นเดียวกับที่ข้าพเจ้าคิดคือ มิใช่เป็นสถานที่สำหรับนมัสการ แต่เป็นที่ประทับของพระเจ้า การปฏิเสธการเรียกนครวัดเช่นนี้ก็คือการปฏิเสธหลักฐานนั่นเอง
“ข้าพเจ้ายอมรับว่าการที่โบราณสถานแห่งนี้บรรจุพระบรมอัฐิ และพระอังคารของกษัตริย์ ย่อมเป็นข้ออธิบายว่าเหตุใดโบราณสถานนี้จึงหันหน้าไปทางทิศตะวันตก แต่ข้าพเจ้าปฏิเสธที่จะเชื่อว่านครวัดเป็นเพียงสุสานแห่งหนึ่ง เหมือนฮวงซุ้ยของชาวจีน นครวัดจะเป็นสุสานก็เฉพาะในแง่ที่เป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์หลังเสด็จสวรรคตแล้ว แต่เนื่องจากกษัตริย์เขมรจะ ‘เสด็จสู่สวรรค์’ เมื่อพระองค์สวรรคต สถานที่แห่งนี้ จึงเป็นที่อยู่ของกษัตริย์เขมรในรูปพระราชวังบนสวรรค์ซึ่งตรงศูนย์กลางของพระราชวังจะประดิษฐานเทวรูปซึ่งเป็นรูปของกษัตริย์เอง ซึ่งถูกถือว่าคือเทพเจ้าองค์นั้น”
เอาเข้าจริงแล้ว เซเดส์นั้นจึงไม่ได้ถึงกับปฏิเสธว่า นครวัด (และรวมถึงปราสาทหลังอื่นๆ) ไม่เกี่ยวข้องแนวคิดเรื่องโลกหลังความตายเสียทีเดียวหรอก ซึ่งก็แน่นอนว่า นี่ย่อมรวมถึงพิธีกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับความตาย อย่างการจัดการกับศพด้วย
แต่ก่อนหน้าที่เซเดส์จะได้เขียนหนังสือเล่มข้างต้น ท่านก็ได้เขียนบทความชิ้นหนึ่ง ที่สนับสนุนว่า บรรดาปราสาทเหล่านี้ มีความเกี่ยวข้องกับพิธีกรรมเกี่ยวกับการจัดการศพเสียด้วยซ้ำไป ซึ่งก็คือบทความที่มีชื่อว่า “La destination funéraire des grands monuments khmèrs” ที่ถูกตีพิมพ์ออกมาเมื่อ พ.ศ.2483
ประเด็นสำคัญอย่างหนึ่งในบทความชิ้นดังกล่าวของเซเดส์ก็คือ การค้นพบ “โลงหิน” (พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นเทววงศ์วโรทัย แปลว่า ถังหิน) รูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้ามีลักษณะคล้ายหีบ จำนวน 15 โลง ในเขตละแวกเมืองพระนคร (ปัจจุบันอยู่ใน จ.เสียมราฐ ประเทศกัมพูชา)
ในจำนวนโลงหินทั้งหมดนี้ถ้าส่วนฐานของโลงยังไม่ชำรุดเสียหาย ก็จะมีรูสำหรับระบายของเหลวอยู่ที่ฐาน และมีอยู่โลงหนึ่งที่มีฝาครอบอยู่ด้วย คือโลงหินจากปราสาทบันทายสำเหร่ ใกล้เมืองพระนคร จ.เสียมราฐ ประเทศกัมพูชา
อย่างไรก็ตาม โลงหินเหล่านี้มีขนาดไม่ใหญ่นัก ดูไม่เหมาะที่จะใช้บรรจุศพแบบนอนเหยียดยาว ตามอย่างที่คุ้นเคยกันในปกติ แต่ก็มีขนาดใกล้เคียงกันกับ “โกศ” ที่ใช้บรรจุพระบรมศพของกษัตริย์ หรือเชื้อพระวงศ์กัมพูชา และสยาม ในท่านั่งคุกเข่า ซึ่งมักจะสูงราว 1.20 เมตร และมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 60 เซนติเมตร
ในส่วนของ รูระบายของเหลวที่ส่วนฐานของโลงหินนั้น เซเดส์ยังแสดงความเห็นไว้ในหนังสือ Pour Mieux Comprendre Angkor ด้วยว่า คงจะทำหน้าที่คล้ายท่อพระบุพโพ ของโกศที่ใช้สำหรับระบายน้ำเลือดน้ำหนองของศพ ที่เพิ่งเสียชีวิตไม่นานนัก
นอกจากนี้ยังอาจใช้สำหรับระบายแก๊ส หรือสอดสายสิญจน์ หรือผ้าขาวดังที่ยังมีการใช้กันอยู่ในพิธีศพปัจจุบัน เพื่อเป็นเครื่องหมายของการเชื่อมโยงระหว่างผู้ตายกับผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่
สําหรับการบรรจุศพด้วยท่านั่ง อย่างที่พบอยู่ในโกศนั้น เซเดส์ได้ใส่เชิงอรรถอธิบายความเรื่องนี้โดยอ้างอิงจากข้อคิดเห็นในข้อเขียนของ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ (พ.ศ.2406-2490) ที่เขียนลงในวารสารของสมาคมค้นวิชาประเทศไทย ฉบับภาษาไทย เล่มที่ 32 ภาค 2 ตุลาคม พ.ศ.2483 (สอบค้นต้นฉบับไม่พบบทความชิ้นนี้ของกรมพระยานริศฯ โดยเซเดส์ไม่ได้ให้รายละเอียดของชื่อบทความเอาไว้) ที่ระบุว่า เป็นการจำลองท่าทางของทารกที่อยู่ในครรภ์ของมารดา
นอกจากนี้เซเดส์ยังได้อ้างถึงข้อคิดเห็นของอดีตผู้ตรวจการ และที่ปรึกษารัฐบาลกัมพูชา ในอารักขาของฝรั่งเศสอย่าง อาเดมาร์ เลอแคลร์ (Adhémard Leclère, พ.ศ.2396-2460) ที่เสนอว่า การที่ต้องใช้ผ้าขาวเพื่อห่อศพซ้อนกันถึง 2 ผืนนั้น ก็คือสัญลักษณ์ของเยื่อหุ้มชั้นในของถุงน้ำคร่ำ (amnion) และเยื่อหุ้มรก (chorion, บ้างก็เรียกว่า เยื่อหุ้มชั้นนอกสุดของทารก) อีกด้วยต่างหาก
โดยเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้ว พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นเทววงศ์วโรทัย (พ.ศ.2426-2486) ได้ทรงตั้งข้อสังเกตสนับสนุนเซเดส์เอาไว้อย่างน่าสนใจในข้อเขียนของพระองค์ ที่แปลแบบเก็บความบทความชิ้นดังกล่าวของเซเดส์ลงตีพิมพ์ในวารสารของสมาคมค้นวิชาประเทศไทย ฉบับภาษาไทย เล่ม 2 พฤษภาคม พ.ศ.2485 ในชื่อ “ปราสาทหินเขมรสร้างเพื่ออะไร” ด้วยว่า การเชื่อมโยงกับธรรมเนียมโบราณในสยาม ที่จะมีการเก็บสายสะดือของเด็กเอาไว้จนกระทั่งเจ้าของเสียชีวิต จึงค่อยนำออกมาเผาพร้อมกับศพ เพื่อให้แน่ใจได้ว่าผู้เสียชีวิตนั้นจะได้ไปเกิดใหม่
กรมหมื่นเทววงศ์วโรทัย ยังได้ทรงควงศัพท์คำว่า “มฤตกาลัย” เพื่อใช้แปลคำว่า “temple funéraire” ในภาษาฝรั่งเศส ถึงจะไม่ใคร่จะเป็นที่นิยม หรือเป็นที่รู้จักมากนัก
ในปัจจุบันมีการค้นพบวัฒนธรรมโบราณเป็นจำนวนหลายแห่งทั่วทั้งโลก ที่มีการฝังศพในท่าทางแบบเดียวกับที่พบอยู่ในโกศของอุษาคเนย์ โดยมีศัพท์เฉพาะเรียกในวงการโบราณคดีโลกว่า ‘fetus burial’ และเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่าคือการจำลองท่าทางของเด็กทารกในครรภ์มารดา ความเชื่อในทำนองนี้จึงพบกระจายอยู่โดยทั่วไปในหลากหลายวัฒนธรรมของโลกโบราณ ในกรณีของอุษาคเนย์นั้นยังเห็นได้อยู่แม้กระทั่งในยุคปัจจุบันเลยทีเดียว
ตัวอย่างสำคัญก็คือ พิธีศพของชาวจาม ที่เชื่อว่า มนุษย์เราเมื่อ “เกิด” ขึ้นมานั้น ก็คือได้ “ตาย” ไปจากท้องของแม่ในเวลาเดียวกัน ดังนั้น เมื่อถึงเวลาที่มนุษย์ได้ตายลง เขาก็แค่กลับเข้าไปเกิดอยู่ในท้องแม่อีกครั้งหนึ่ง ดังนั้น จึงได้จัดพิธีการฝังศพครั้งแรกเป็นเหมือนสัญลักษณ์แห่งการปฏิสนธิในครรภ์ของมารดา
ในการฝังศพครั้งแรกพวกจามจะตั้งปะรำพิธี ในงานศพ เพื่อใช้เป็นสัญลักษณ์ของผู้หญิงที่กำลังตั้งท้อง (ดังนั้น จะเรียก “ปะรำ” ก็ไม่ถูกต้องนัก เพราะปะรำที่พวกจามสร้างในงานศพมีหลังคาโค้งเหมือนกระดองเต่า หรือท้องของแม่ ไม่ได้เป็นหลังคาเรียบเหมือนปะรำพิธีบ้านเรา) และ “ศพ” ของผู้ตายก็คือ “เด็ก” ที่อยู่ในท้องของแม่
ภายในปะรำพิธีจะประดับไว้ด้วย “ลึงค์” (จามเรียกว่า “ลิงคัม” [lingam]) ที่ทำขึ้นจากไม้ ตั้งเอาไว้เพื่อเป็นเครื่องหมายของอวัยวะเพศชาย ที่กำลังสอดใส่เข้ามาภายในมดลูกของมารดา ราวกับเป็นการจำลองฉากการร่วมรักของชายกับหญิง โดยเชื่อว่าเป็นการสร้าง “ร่างกาย” ขึ้นในโลกใหม่ให้กับผู้ตาย ภายในท้องของแม่ ซึ่งก็คือปะรำที่มีหลังคาทรงโค้ง
และก็เป็นเพราะความเชื่ออย่างนี้เอง ที่ทำให้พวกบาจามต้องคอยเซ่นไหว้ผู้ตายด้วย ข้าว, เกลือ แล้วก็น้ำ เพราะถือว่า ผู้ตายนั้นยังมีชีวิตอยู่
สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นสัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์ ความตายของบรรพชนนั้น นอกจากที่จะเป็นการเริ่มต้นรอนแรมทางครั้งใหม่ของชีวิต ในเชิงปัจเจกบุคคลแล้ว จึงยังเป็นการนำความสมบูรณ์พูนสุขมาให้กับลูกหลานอีกด้วย
การบรรจุศพด้วยท่าทางแบบเดียวกันในโกศที่พบทั้งในไทย และกัมพูชา ก็ควรจะเป็นไปด้วยความคิดในทำนองเดียวกันนี้ เช่นเดียวกับโลงหินที่พบอยู่ตามปราสาทต่างๆ นั้น ก็ควรจะเป็นไปในทำนองเดียวกันนี้ด้วย (มีต่อ)
