บทความพิเศษ | ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์
เงื่อนไขที่คุณอนุทินต้องทำ
เพื่อยุบสภา
ในที่สุดคุณแพทองธาร ชินวัตร ก็ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทย หลังจากทำให้พรรคถึงจุดต่ำสุดอย่างไม่เคยเป็น
2 ปีที่คุณแพทองธารนำพรรคคือ 2 ปีที่พรรคซึ่งเคยมีคนรักเป็นล้านๆ กลายเป็นพรรคแพ้เลือกตั้ง, ถูกคนโจมตีว่าตระบัดสัตย์, ไร้ผลงาน ฯลฯ แบบที่อีกนานกว่าจะกลับสถานะเดิม
แน่นอนว่าภารกิจแรกของหัวหน้าพรรคคนใหม่คือทำให้ ส.ส.หยุดไหลออก
แต่ปัญหาคือการข้ามขั้วและความเป็นรัฐบาลไร้ผลงานทำให้พรรคหมดความน่าเชื่อถือไปเยอะ คนที่ย้ายออกและกำลังจะย้ายทุกคนพูดเรื่องนี้หมด
การเปลี่ยนหัวหน้าจึงทำได้อย่างมากคือห้ามเลือดก่อนเลือดไหลหมดตัว
ตรงข้ามกับเพื่อไทยในอดีตที่เผชิญมรสุมจากภายนอกเรื่องรัฐประหารและนิติสงคราม เพื่อไทยวันนี้ทำตัวเองจนพรรคซึ่งเคยถูกมองว่า “พูดจริงทำจริง” และ “คิดใหญ่ทำเป็น” กลายเป็นพรรคที่ “ดีแต่พูด” และ “คิดไปทำไป” จนไม่ประสบความสำเร็จในการทำอะไรใหญ่ๆ เลย
เทียบกับทศวรรษ 2530 ที่เศรษฐกิจไทยโต 7% จนถูกมองว่าคือ “เสือตัวที่ 5 แห่งเอเชีย” แบบเกาหลีใต้, ไต้หวัน, สิงคโปร์ และมาเลเซีย รัฐบาลเพื่อไทยมีปัญหาเหมือนรัฐบาลอื่นที่ทำให้ประเทศถดถอย ราวฟ้ากับเหว เช่นเดียวกับปัญหาประชาธิปไตยเสื่อมโทรม ปากท้องเลว และเศรษฐกิจโตแค่ 1%
การพัฒนาที่ถดถอยของไทยเกิดจากหลายปัจจัย แต่ “รัฐบาลห่วย” คือหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สุดที่ถ่วงความเจริญจนประเทศถอยหลังลงคลองจนยิ่งนานประเทศยิ่งตกต่ำตามความห่วยของรัฐบาล
คิดง่ายๆ รัฐบาลแต่ละชุดมีงบประมาณบริหารประเทศปีละประมาณ 3 ล้านล้านบาท ถ้าประเทศมีรัฐบาลห่วย 10 ปี ก็เท่ากับเงินถูกล้างผลาญแบบห่วยๆ 30 ล้านล้าน ถ้ามีรัฐบาลห่วย 20 ปีก็เท่ากับเงิน 60 ล้านล้านบาทถูกเผาทิ้ง และถ้ามีรัฐบาลห่วย 30 ปีก็เท่ากับเงิน 90 ล้านล้านหมดไปฟรีๆ
อย่างไรก็ดี สิ่งที่สำคัญมากกว่าความสูญเปล่าของงบประมาณคือ “เวลา” ที่ประเทศเสียไปโดยแทบไม่ได้ความเจริญก้าวหน้าเลย
“รัฐบาลห่วย” หมายถึง “รัฐมนตรีห่วย” แต่ที่มากกว่าความห่วยระดับตัวบุคคลคือ “ระบอบห่วย” ที่ต่อให้เปลี่ยนนายกฯ หรือรัฐบาลก็ไม่มีอะไรดีขึ้น ตัวอย่างง่ายๆ คือการเปลี่ยนนายกฯ และรัฐมนตรีจากยุคคุณประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นยุคคุณเศรษฐา ทวีสิน และคุณแพทองธาร แต่ประเทศแทบไม่เปลี่ยนแปลง
แม้ตัวคนที่เป็น “รัฐมนตรีห่วย” จะมีในทุกรัฐบาล แต่การที่ “รัฐมนตรีห่วย” ปกครองประเทศยาวนานเป็นปรากฎการณ์ที่เพิ่งเกิดในรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ทำให้พรรคใหญ่อ่อนแอ พรรคเล็กเติบโต และนักการเมืองคุณภาพต่ำเป็นรัฐมนตรีได้ถ้ารวบรวม ส.ส.ได้มากพอจะไปต่อรองเก้าอี้ให้ตัวเอง
ขณะที่ข้าราชการหรือพนักงานเอกชนต้องสอบหรือมีคุณวุฒิบางอย่างเพื่อให้ได้งาน รัฐธรรมนูญฉบับนี้ทำให้ผู้บริหารประเทศกลับมาจากการต่อรองและแลกเปลี่ยนผลประโยชน์แบบต่างตอบแทน
ต่อให้ไม่พูดว่าใครคือ “รัฐมนตรีห่วย” คนไทยทั้งประเทศก็นึกออกว่าใครคือรัฐมนตรีขาประจำในทุกรัฐบาลโดยไม่เคยมีผลงาน บางคนเป็น ส.ส.สอบตกในปี 2562 แต่เป็นรัฐมนตรี 2 รัฐบาลแล้ว บางคนเป็น ส.ส.สมัยแรกปี 2562 แต่ปัจจุบันเป็นรองนายกฯ ไปแล้ว หรือบางคนเป็นรัฐมนตรีตลอดกาล
เมื่อเทียบกับรัฐธรรมนูญ 2540 ที่ทำให้พรรคการเมืองแข็งแรงจนเกิดระบบ 2 พรรคใหญ่อย่างไทยรักไทยและประชาธิปัตย์ รายชื่อรัฐมนตรีของ 2 พรรคล้วนมีคุณภาพเฉลี่ยดีกว่ารัฐบาลในรัฐธรรมนูญ 2560 เพราะทั้ง 2 พรรคใหญ่ต้องแข่งกันส่งคนเก่งที่สุดมาดึงคะแนนเสียงจากประชาชน
เมื่อทหารเขียนรัฐธรรมนูญ 2560 ให้ ส.ว.เลือกนายกฯ เพื่อไม่ให้พรรคไหนใหญ่เกินไป พรรคเล็กที่ไม่มีนโยบายระดับชาติกลายเป็นคนกำหนดว่าใครเป็นนายกฯ ไปหมด รัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชา ตั้งได้เพราะพรรคปัดเศษ ส่วนคุณเศรษฐา ทวีสิน และคุณแพทองธารตั้งรัฐบาลโดยรับมรดกพรรคห่วยจากคุณประยุทธ์อีกที
6 ปีภายใต้สี่นายกฯ หลังปี 2562 คือ 6 ปีที่ “รัฐมนตรีห่วย” ปกครองประเทศและบริหารงบประมาณ 21 ล้านล้านบาทโดยประเทศไม่มีอะไรดีขึ้น เวลาของประเทศสูญเปล่า
และนายกฯ ทุกคนทำให้ “รัฐ” ไม่สามารถนำส่งนโยบายหลักให้ประเทศได้มากกว่ามาตรการปะผุหรือสานต่องานราชการ
หนึ่งในข้อเรียกร้องที่สังคมมีต่อพรรคการเมืองในการเลือกตั้งปี 2569 คือทุกพรรคต้องเปิดชื่อรัฐมนตรีให้ประชาชนเห็นก่อนลงคะแนน แต่ข้อเรียกร้องนี้คงมีแต่พรรคประชาชนพรรคเดียวที่คิดจะทำและทำได้ ส่วนพรรคอื่นไม่มีคนเก่งๆ ดีๆ มากพอจะเปิดชื่อให้ประชาชนเห็น ไม่เว้นแม้แต่เพื่อไทย
ในการเลือกตั้งปี 2566 คนที่เพื่อไทยใช้ในการหาเสียงทั้งหมดไม่ใช่รัฐมนตรีหลักในรัฐบาลเศรษฐาและแพทองธาร พรรคชูคนอย่างคุณจาตุรนต์ ฉายแสง, คุณชลน่าน ศรีแก้ว, คุณเผ่าภูมิ โรจนสกุล, คุณสุทิน คลังแสง ฯลฯ แต่รัฐมนตรีหลักจริงๆ คือคนที่พรรคไม่ใช้หาเสียงอย่างคุณสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล, คุณสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ, คุณสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล และคุณภูมิธรรม เวชยชัย
รัฐบาลภูมิใจไทยเกิดจากการรวมตัวของพรรคเล็กๆ จนเต็มไปด้วย “รัฐมนตรีห่วยหน้าใหม่” ที่มาจากหลายพรรคและ “รัฐมนตรีห่วยขาประจำ” ที่ยึดทำเนียบมาตั้งแต่ยุคคุณประยุทธ์, เศรษฐา และคุณแพทองธาร และถึงคุณอนุทิน ชาญวีรกูล จะแก้ปัญหานี้โดยตั้งรัฐมนตรีคนนอกก็ยังไม่แน่ว่าจะดีขึ้นเลย
รัฐมนตรีศุภจี สุธรรมพันธุ์ และรัฐมนตรีสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว มีชื่อหอมหวนแว้บเดียวก่อนหายไปกับสายลม ส่วนรัฐมนตรีคนนอกอื่นๆ ไม่มีใครรู้ว่าทุกวันนี้ทำอะไรกันแล้ว รัฐมนตรีที่มีชื่อเป็นข่าวมากที่สุดคือคุณธรรมนัส พรหมเผ่า สลับกับคุณไชยชนก ชิดชอบ ส่วนรัฐบาลที่เคยมีฉายาว่า “ซูเปอร์ว้าว” ก็ถูกวิจารณ์เป็น “ซูเปอร์ยี้” ขึ้นทุกวัน
ปัญหาของรัฐบาลอนุทินคือความระแวงต่อคุณธรรมนัสเป็นความระแวงที่ยิ่งนานยิ่งเติบโต คนไทยเชื่อมโยงคุณธรรมนัสกับเรื่องที่คนทั้งประเทศไม่พอใจอย่างสแกมเมอร์เขมร และคำอภิปรายทั้งในและนอกสภาโดยคุณวิโรจน์ ลักขณาอดิศร, คุณรังสิมันต์ โรม กับคุณไอซ์ รักชนก ศรีนอก ยิ่งทำให้ปัญหาคุณธรรมนัสไม่มีวันจบได้เลย
ด้วยการตั้งคำถามต่อคุณธรรมนัสจนเกิดคำถามว่าคุณอนุทินอุ้มไปทำไม พรรคประชาชนตั้งโจทย์ซึ่งคุณอนุทินไม่มีทางแก้ได้เรื่องปลดคุณธรรมนัส เพื่อไทยจะโดนตั้งคำถามต่อโดยปริยายว่าทำไมไม่กล้าแตะต้องคุณธรรมนัสไปด้วย และในที่สุดพรรคประชาชนจะเป็นกุม agenda เรื่องนี้ในสังคม
ใครที่คิดว่าพรรคประชาชนอ่อนหัดหรือไม่เก๋าเกม คนนั้นจะได้รับบทเรียนอย่างเจ็บแสบจากพรรคนี้เหมือนเคยได้จากอนาคตใหม่และพรรคก้าวไกล
ทางรอดของรัฐบาลอนุทินคือการแจกเงินและโหนกระแสชาตินิยม ประเด็นคือคะแนนนิยมจากการแจกเงินหายไปทันทีที่ได้เงิน ทุกรัฐบาลที่แจกเงินไม่เคยชนะเลือกตั้งหลังจบเทศกาลแจก ประชาชนตาสว่างจนไม่มีใครคิดว่าเป็นหนี้บุญคุณรัฐบาล และในที่สุด “กระแส” เรื่องนี้จะไม่นำไปสู่คะแนน
สำหรับการโหนกระแสชาตินิยม ด้วยการที่ผู้นำเขมรพัวพันกับสแกมเมอร์ที่คนเป็นล้านเชื่อว่าเกี่ยวข้องกับ “ไทยเทา” และรัฐมนตรี ความไม่พอใจที่รัฐบาลแก้ไม่ได้ทั้งปัญหาชายแดน, ปัญหาสแกมเมอร์ และปัญหารัฐมนตรีจะทำให้กระแสชาตินิยมมองคุณอนุทินเป็นปฏิปักษ์เพิ่มขึ้นโดยไม่ตั้งตัว
แม้ประชาชนจะยังไม่ตำหนิรัฐบาลคุณอนุทินเท่ารัฐบาลแพทองธาร แต่ปัญหา “รัฐมนตรีห่วย” ที่ถูกเซาะกร่อนต่อด้วยกระแสชาตินิยมแบบนี้อันตรายต่อคุณอนุทินจนขนหัวลุก
ยิ่งรัฐบาลมีข้อตกลงกับพรรคประชาชนว่าอยู่ในตำแหน่งแค่ 4 เดือนก็เท่ากับรัฐบาลยิ่งมีโอกาสฟื้นคะแนนได้ยากเหลือเกิน
ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป พรรคภูมิใจไทยจะเข้าสู่เลือกตั้ง 2569 เหมือนพลังประชารัฐในเลือกตั้ง 2562 ที่มีวาระเดียวคือขอให้ได้เป็นรัฐบาล
และอย่างเดียวที่จะเกิดขึ้นหากภูมิใจไทยชนะเลือกตั้งคือรัฐบาลห่วยชุดใหม่ที่ประกอบด้วยรัฐมนตรีหน้าเดิมๆ ที่ถ่วงความเจริญประเทศมากกว่าสร้างความเจริญ
2 ปีที่สูญเปล่ากับรัฐบาลก่อนทำให้ประเทศมีปัญหารอแก้ไขเยอะไปหมด รัฐบาลห่วยและรัฐมนตรีห่วยภายใต้ใบอนุญาตของระบอบห่วยๆ ทำให้ประเทศถอยหลังจนถอยไปไม่ได้อีก
และทางเดียวที่คุณอนุทินจะออกจากปัญหานี้คือตัดเส้นเงินสแกมเกอร์และตัดรัฐมนตรีบางคนออกจากรัฐบาล
การเลือกตั้งเพื่อกำจัดรัฐมนตรีห่วยจะเป็นประเด็นใหญ่ในการหาเสียงปี 2569 ถ้าคุณอนุทินตอบเรื่องนี้ไม่ได้ ก็ไม่ต้องพูดกันเรื่องเป็นนายกฯ 4 เดือนเพื่อเป็นนายกฯ ต่ออีก 4 ปี แต่ถ้าคุณอนุทินยอมทำเรื่องที่สังคมเรียกร้องให้ทำ การเลือกตั้งปี 2569 จะเป็นประตูสู่การเป็นรัฐบาลต่อโดยไม่มีใครปฏิเสธได้เลย
ไม่มีทางที่รัฐบาลภูมิใจไทยจะชนะเลือกตั้งโดยไม่แก้ปัญหาสแกมเมอร์จนคนไทยไว้ใจรัฐบาล แต่ถ้ารัฐบาลภูมิใจไทยทำเรื่องนี้ได้ วันไหนที่ยุบสภาคือวันเตรียมฉลองเป็นรัฐบาล
