bg-single

สงครามโดรน (9) จักรกลสงครามในอากาศ

05.11.2025

ยุทธบทความ | สุรชาติ บำรุงสุข

Laurie Calhoun
We Kill Because We Can (2016)

ดังได้กล่าวแล้วว่าการกำเนิดของอากาศยานเป็นต้นทางของความพยายามในการสร้าง “อากาศยานไร้คนขับ” เพราะหากความสำเร็จในการประดิษฐ์อากาศยานไม่เกิดขึ้นได้จริงแล้ว การจะสร้างอากาศยานไร้คนขับหรือโดรนน่าจะเป็นไปไม่ได้ด้วย อีกทั้งด้วยเงื่อนไขที่เป็นจริงทางเทคโนโลยีของยุคต้นศตวรรษที่ 20 ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 หรือที่เป็น “ยุคเริ่มต้นของการบิน” นั้น การจะทำให้โดรนประสบความสำเร็จในการใช้งานได้จริงนั้น ย่อมเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก

ดังนั้น ในช่วงเวลาของสงครามโลกครั้งที่ 1 ความพยายามของสหรัฐในการสร้าง “ระเบิดบิน” ซึ่งมีพัฒนาการต่อมาให้เป็น “ตอร์ปิโดอากาศ” หรือการประดิษฐ์ “ตอร์ปิโดร่อน” ของเยอรมนี ล้วนอยู่ในขั้นตอนของการทดลองทั้งสิ้น ไม่สามารถนำมาใช้ได้จริงในทางยุทธการ (operational uses)

แต่อย่างน้อยความสำเร็จในการทดลองในเรื่องเช่นนี้ ทำให้การคิดในเรื่องของโดรนหรืออากาศยานไร้คนขับไม่ใช่เป็นเพียงแค่ความฝันอีกต่อไป โดยเฉพาะความสำเร็จของเอลเมอร์ สเปอร์รี่ ในการสร้าง “ไจโรสโคป” นั้น ต้องถือเป็นอัจฉริยะสำคัญของการเปิดยุคการบินของโลก อีกทั้งไจโรสโคปที่ช่วยรักษาเสถียรภาพของการเดินอากาศนั้น ยิ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้การประดิษฐ์อากาศยานไร้คนขับมีความเป็นไปได้มากขึ้น และยังทำให้การกำเนิดของยุคการบินไม่ใช่เป็นเรื่องของความฝันเช่นตำนานกรีกในเรื่องของ “เดดารัสและอิคารัส” อีกต่อไป

สงครามทางอากาศก้าวกระโดด

เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดขึ้นในปี 1939 เราจึงเห็นความก้าวหน้าของอากาศยานอย่างมาก ไม่น่าเชื่อเลยว่าเพียงระยะเวลา 30 ปีหลังจากการสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่ 1 เครื่องบินมีพัฒนาการอย่างเห็นได้ชัด ดังจะเห็นได้ว่าจากเครื่องบินปีก 2 ชั้น ที่เป็นโครงไม้ที่บุด้วยผ้าใบ กลายเป็นเครื่องบินปีกชั้นเดียว และมีส่วนประกอบที่เป็นโลหะ รวมทั้งเครื่องยนต์มีกำลังมากขึ้น

เราอาจกล่าวได้ว่าสงครามทางอากาศในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้น สะท้อนถึงความก้าวหน้าทั้งทางเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมการบิน ตลอดรวมถึงการสร้างความคิดในทางทฤษฎีการสงคราม ที่อยู่ในบริบทของการรบทางอากาศ และยังนำไปสู่ “หลักนิยมสงครามทางอากาศ” (Air Warfare Doctrine) ที่ทำให้เห็นถึงการใช้อากาศยานรบในภารกิจต่างๆ หรือในอีกด้านก็คือ เครื่องบินถูกสร้างขึ้นโดยมีภารกิจของการใช้ที่แตกต่างกันไป เช่น เครื่องบินขับไล่ (fighters) เครื่องบินทิ้งระเบิด (bombers) เครื่องบินลาดตระเวน (reconnaissance aircraft) และเครื่องบินตรวจการณ์ (surveillance aircraft) เป็นต้น

ฉะนั้น สงครามทางอากาศในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่มีความก้าวหน้ามากขึ้นทั้งในทางเทคโนโลยีและทางความคิด ยังเปิดให้เห็นถึงการเชื่อมต่อระหว่างมิติของสงคราม คือเกิดการเชื่อมต่อของการใช้กำลังทางอากาศกับการยุทธ์ทางบกและกับการรบทางทะเล อันทำให้กำลังทางอากาศมี “วุฒิภาวะ” มากขึ้น

อีกทั้งพัฒนาการทางเทคโนโลยีที่มากขึ้นนั้น ทำให้ก่อนการสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 อากาศยานที่ใช้เครื่องยนต์เจ็ตได้ปรากฏตัวบนน่านฟ้าของสนามรบ เช่น เครื่องบิน Me-262 ซึ่งถือเป็นเครื่องบินเจ็ตลำแรกที่เข้าสู่สมรภูมิทางอากาศในตอนกลางปี 1944 หรือเครื่อง He-162 ของกองทัพอากาศเยอรมัน และเครื่อง Gloster Meteor ของอังกฤษ ล้วนเป็นเครื่องบินเจ็ตที่ปรากฏตัวบนน่านฟ้าในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2

อีกทั้งยังเห็นถึงเครื่องบินทิ้งระเบิดขนาดหนัก 4 เครื่องยนต์แบบ B-29 ที่มีภารกิจในการทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ต่อญี่ปุ่นนั้น มีความเร็วสูงสุด 400 ไมล์/ชั่วโมง มีพิสัยการบิน 3,700-4,200 ไมล์ และบรรทุกน้ำหนักได้มากถึง 20,000 ปอนด์ ในขณะที่เครื่องบินทิ้งระเบิดช่วงต้นสงครามแบบ B-17 สามารถบรรทุกน้ำหนักได้ไม่เกิน 5,000 ปอนด์ เครื่อง B-29 จึงถือเป็นเครื่องบินที่บินได้ไกลที่สุด และบรรทุกระเบิดได้มากที่สุดในโลก

ในอีกด้านของเครื่องบินทิ้งระเบิดขนาดหนักชนิดนี้ คือสัญลักษณ์ทางการเมืองของการเป็น “มหาอำนาจทางอากาศ” ของสหรัฐในเวทีโลกนั่นเอง

ระเบิดเวหา

สงครามโลกครั้งที่ 2 สะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการในอีกส่วนคือ แนวคิดเรื่องการทิ้งระเบิดทั้งในส่วนที่เป็นในระดับทางยุทธศาสตร์และยุทธวิธี อันนำไปสู่การประดิษฐ์ “ระเบิดร่อน” (Glide Bomb) แบบ GB-1 ของสหรัฐ เพื่อจะทำให้ระเบิดในลักษณะนี้สามารถหลีกเลี่ยงระบบการป้องกันทางอากาศของเยอรมันให้ได้ ระเบิดมีขนาด 1,000 และ 2,000 ปอนด์ โดยระเบิดนี้มีปีกและมีหางเสือในส่วนท้าย ซึ่งจะปฏิบัติการโดยการบังคับวิทยุ (คือเป็น “radio-guided bomb” คล้ายกับเครื่องบินบังคับวิทยุของเล่น)

ระเบิดนี้จะถูกปล่อยออกจากห้องเก็บระเบิดของเครื่องบินแบบ B-17 และพลทิ้งระเบิดของเครื่องจะเป็นคนที่ควบคุมบังคับทิศทางด้วยวิทยุให้ระเบิดมุ่งไปยังเป้าหมายบนภาคพื้นดินที่ต้องการ ดังเช่นในปี 1943 สหรัฐได้ใช้ระเบิดนี้จำนวน 108 ลูกโจมตีเมืองโคโลญของเยอรมนี และสร้างความเสียหายได้อย่างมาก

ต่อมาระเบิดแบบนี้มีการพัฒนามากขึ้น อันนำไปสู่การผลิต GB-4 โดยใช้การนำวิถีด้วยสัญญาณโทรทัศน์ (television-guided bomb) และเป็นระเบิดแบบแรกที่มีการใช้สัญญาณโทรทัศน์ในการควบคุมทิศทาง ซึ่งมีประสิทธิภาพมากกว่าการควบคุมด้วยสัญญาณวิทยุ

ระเบิดทั้ง GB-1 และ GB-4 จากการประดิษฐ์ของกองทัพอากาศสหรัฐ คือการปฏิวัติการทิ้งระเบิดของยุคสมัยอย่างแท้จริง และเป็นภาพสะท้อนถึงการปรากฏตัวของโดรนในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ในอีกทางหนึ่งมีคำถามที่คิดไปไกลมากกว่านั้นว่า เป็นไปได้ไหมที่จะดัดแปลงเครื่องบินทิ้งระเบิดทั้งลำ ให้กลายเป็น “ระเบิดบิน” หรือทำเครื่องบินให้เป็น “ระเบิดเวหา” ในตัวเอง ซึ่งไม่ใช่การทิ้งระเบิดร่อนจากเครื่องบินทิ้งระเบิดในแบบที่ดำเนินการมาก่อนหน้านี้ และต้องถือว่าสิ่งนี้เป็นการคิดแบบทันสมัยในเรื่องของโดรนอย่างท้าทาย

ผลจากแนวคิดเช่นนี้ทำให้กองทัพอากาศอเมริกันจัดตั้งโครงการลับสุดยอดในชื่อ “The Operation Aphrodite” ขึ้นในอังกฤษ โดยมีการเตรียมการที่จะใช้เครื่องบินทิ้งระเบิดแบบ B-17 และแบบ B-24 ด้วยการดัดแปลงภายในตัวเครื่องให้สามารถบรรทุกระเบิดได้แบบเต็มอัตรา เพื่อโจมตีเป้าหมายสำคัญของกองทัพเยอรมัน และเนื่องจากในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพสหรัฐได้ใช้อังกฤษเป็นฐานทัพหลักในการโจมตียุโรป

ในทางปฏิบัติ นักบินจะนำอากาศยานออกจากฐานทัพอเมริกันในอังกฤษ และเมื่อเครื่องข้ามช่องแคบอังกฤษแล้ว นักบินจะกระโดดร่มออกจากเครื่อง และยานแม่ที่เป็นเครื่องบินที่อยู่ใกล้เคียงจะทำหน้าที่บังคับเครื่องด้วยสัญญาณโทรทัศน์ ให้เครื่องบินที่บรรทุกระเบิดนั้น ไปยังเป้าหมายที่กำหนดไว้ในแผนยุทธการ แต่การทำเช่นนี้มีความเสี่ยงอย่างมาก เพราะเครื่องบินบรรทุกระเบิดเต็มอัตรา มีโอกาสเสี่ยงต่อการระเบิด และหากการควบคุมมีปัญหาแล้ว เครื่องบินจะกลายเป็น “ระเบิดเวหา” ที่ทำลายตนเอง และรวมถึงชีวิตของนักบินด้วย ซึ่งในกรณีนี้เชื่อกันว่าพี่ชายของอดีตประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดี คือโจเซฟ เคนเนดี จูเนียร์ นั้น เสียชีวิตจากเครื่องบิน B-17 ของเขา ที่ถูกดัดแปลงให้เป็น “ระเบิดเวหา” เหนือพื้นที่ชนบทของอังกฤษ

ด้วยข้อจำกัดของเทคโนโลยีขณะนั้น การคิดในเรื่องของ “โดรนโจมตี” ในแบบที่เป็น “ระเบิดเวหา” เช่นที่เราเห็นโดรนติดอาวุธในโลกปัจจุบันนั้น จึงมีโอกาสที่จะล้มเหลวได้มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การระเบิดอาจเกิดขึ้นก่อนที่ “โดรนระเบิด” จะถึงเป้าหมายที่ต้องการโจมตี ดังนั้น โอกาสที่จะใช้เครื่องบินทิ้งระเบิดขนาดหนักให้แปลงร่างเป็น “ระเบิดเวหา” นั้น จึงไม่สามารถนำมาใช้ได้จริงในทางยุทธการ

ล้มเหลว แต่ไม่เลิก

อย่างไรก็ตาม ความล้มเหลวของโครงการ Aphrodite นั้น ไม่ได้เป็นเหตุให้กองทัพอากาศสหรัฐยุติความคิดในเรื่องของอากาศยานไร้คนขับ ที่จะทำหน้าที่เป็นอาวุธโจมตีในตัวเองแต่อย่างใด แต่ดังได้กล่าวแล้วว่าบนเงื่อนไขที่เป็นจริงในทางเทคโนโลยีนั้น การสร้างโดรนในลักษณะเช่นนั้น ยังเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก

แต่ในทางกลับกัน กองทัพเยอรมันประสบความสำเร็จอย่างมากในการสร้างอากาศยานไร้คนขับ แต่พวกเขาไม่ได้พึ่งอยู่กับการดัดแปลงเครื่องบินในแบบที่อเมริกันทำ หากด้วยความก้าวหน้าทางวิทยาการ นักวิทยาศาสตร์เยอรมันประสบความสำเร็จในการประดิษฐ์ “จรวด” ทั้งแบบ V-1 และผลิตต่อมาในแบบ V-2 หรือกล่าวในอีกมุมก็คือ เยอรมนีประสบความสำเร็จในการสร้างโดรนโจมตีอย่างแท้จริง

ถ้าเปรียบเทียบกับระบบอาวุธในโลกปัจจุบันแล้ว เห็นได้ชัดว่า V-1 ก็คือบรรพบุรุษของอาวุธปล่อยแบบครุยส์ (cruise missile) และ V-2 คือบรรพบุรุษของขีปนาวุธ (ballistic missile) ซึ่งถ้ากองทัพเยอรมันไม่ถูกจำกัดด้วยเงื่อนไขทางเทคโนโลยี ปัญหาของโลหะวิทยา ปัญหาความขาดแคลนวัสดุอันเป็นผลจากการปิดล้อมและโจมตีของฝ่ายสัมพันธมิตรแล้ว เราอาจจะได้เห็นภาพของลอนดอนและเมืองใหญ่ของอังกฤษถูกโจมตีด้วยครุยส์และขีปนาวุธ เช่นที่เรากำลังเห็นถึงการโจมตีของรัสเซียที่กระทำกับกรุงเคียฟเมืองหลวงยูเครนในปัจจุบัน

อีกทั้งนักประวัติศาสตร์ทหารทราบกันดีว่า เยอรมนีมีความพยายามในการผลิตระเบิดนิวเคลียร์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่ง “สมมุติ” ว่า ถ้าฮิตเลอร์ประสบความสำเร็จในการผลิตสารที่มีค่าความเข้มข้นของค่ากัมมันตรังสีแล้ว เยอรมนีจะมีระเบิดปรมาณูก่อนสหรัฐ และเราอาจเห็นลอนดอนถูกถล่มด้วยครุยส์แบบ V-1 และขีปนาวุธแบบ V-2 ที่ติดหัวรบปรมาณูในราวปี 1944

หากกล่าวในบริบทของอากาศยานไร้คนขับก็คือ เมืองหลวงของอังกฤษจะเผชิญภัยพิบัติจาก “โดรนโจมตี” ติดหัวรบนิวเคลียร์ และถ้าจินตนาการให้สุดทางแล้ว อังกฤษจะยอมแพ้ และฐานทัพอากาศของสหรัฐในอังกฤษจะถูกทำลายทิ้ง สงครามโลกครั้งที่ 2 ในยุโรปจะจบลงด้วยชัยชนะของฮิตเลอร์ เช่นที่สหรัฐปิดฉากสงครามโลกครั้งที่ 2 ในเอเชีย ด้วยการทิ้งระเบิดปรมาณูกระทำกับญี่ปุ่น

แต่แน่นอนว่า ชะตากรรมของสงครามโลกไม่ได้เป็นไปเช่นนั้น แม้เยอรมนีจะประสบความสำเร็จในการสร้างอากาศยานไร้คนขับที่เป็นจรวด แต่ทั้ง V-1 และ V-2 ไม่ได้เปลี่ยนทิศทางสงคราม ในท้ายที่สุด ชัยชนะเป็นของฝ่ายสัมพันธมิตร และบรรดาจรวดหรืออากาศยานไร้คนขับเช่นนี้ ได้กลายเป็นต้นแบบในการพัฒนาขีปนาวุธของรัฐมหาอำนาจใหญ่ในเวลาต่อมาเมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุคสงครามเย็น!



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

สิ่งใหม่หลังเลิก MoU ! | สุรชาติ บำรุงสุข
E-DUANG | กรณี สุรพล นิติไกรพจน์ ท่ายาก พรรคประชาชน
ย้อนอ่าน 5 ข้อเสนอ ‘ผ่าทางตันการเมือง’ สุรพล นิติไกรพจน์ ขณะเป็นอธิการบดี มธ.
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (16)
เชลยศึกสงครามลาว (33) เป็นเชลย
ฝังจำ ความคิด ของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ ต่อระบบราชการ
กับดักธูซิดิดิส (1) ทฤษฎีการเปลี่ยนผ่านของอำนาจ
ถ้าผู้ใหญ่ยังเลี่ยงบาลี เรียนฟรีก็จะยังไม่ฟรีจริง
E-DUANG | เลือก บอร์ด ประกันสังคม พลังแห่งอดีต กับ อนาคต
อาเศียรวาท
กราบเรียน ท่านนายกฯ (ฉบับที่ 2) เรื่อง ปัญหาเส้นเขตแดนทางทะเลไทย-กัมพูชา | สุรชาติ บำรุงสุข
ประเทศไม่ไหวแล้ว เด็กรุ่นต่อไปจะอยู่กันอย่างไร เปิดใจ ‘เพียงพนอ’ ร่วมทางพรรคประชาชน