กาแฟดำ | สุทธิชัย หยุ่น
เลือกตั้งครั้งหน้านอกจากจะมีความน่าตื่นตาตื่นใจเพราะหลายพรรคกำลัง “ยกเครื่อง” กับ “ผลัดใบ” กันขนานใหญ่แล้ว ยังจะมี “ปัญญาประดิษฐ์” เข้ามามีบทบาทที่น่าติดตามมาก
คำว่า EI หรือ Election Intelligence ได้รับการกล่าวขานจากณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือ “เท้ง” หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ที่ให้สัมภาษณ์สื่อเครือ “มติชน” ว่าพรรคนี้จะใช้อัลกอริธึ่มช่วยให้ชนะ 20 ล้านเสียง
เชื่อได้ไหมนี่?
ถ้าการเมืองไทยเป็นเกมหมากรุก – “เท้ง” ก็คือคนที่กำลังพยายามเล่นหมากรุกด้วย “AI” แทน “หัวคะแนน”
เป้าหมายของเขาไม่เล็กเลย : 20 ล้านเสียง กับ 250 ที่นั่งในสภา 500 ที่นั่ง เพื่อจัดตั้ง “รัฐบาลของประชาชน” ให้ได้สำเร็จ
พูดอีกอย่างคือ เท้งอยากเป็นพรรคที่ “ไม่ได้แค่ลงสนามเลือกตั้ง” แต่ลงพร้อมระบบข้อมูลระดับศัลยแพทย์
ใช้เครื่องมือชื่อเท่ๆ ว่า Election Intelligence (EI) วิเคราะห์ทุกหน่วยเลือกตั้ง เหมือนอ่านแผนที่สงครามเลือกตั้งด้วยกล้องดาวเทียม
จากหัวคะแนนสู่อัลกอริธึ่ม
สมัยก่อน พรรคการเมืองลงพื้นที่แบบพึ่ง “ลางสังหรณ์” ของผู้ใหญ่บ้านกับข้าวเหนียวไก่ย่างหน้าวัด
พรรค ปชน. ใช้ระบบ EI ที่พัฒนามาเกือบปีเต็ม เก็บข้อมูลการเลือกตั้งครั้งก่อน วิเคราะห์คะแนนเสียงระดับหน่วย เช็กปัญหาในพื้นที่จากแพลตฟอร์ม “ทั่วไทย” ที่ทีมพรรคลงพื้นที่เดือนละกว่า 3,000 ครั้ง
ทุกพื้นที่ถูกวิเคราะห์เหมือนแผนที่ยุทธศาสตร์ – ว่าตรงไหนเป็น “ฐานเดิม” ตรงไหน “ช่วงชิงได้” และตรงไหน “ต้องเทแรง”
เรียกได้ว่า การเมืองสมัยนี้ไม่ใช่แค่เรื่อง “หัวคะแนน” แล้ว แต่เป็นเรื่องของ “หัวคิด” และ “หัวคำนวณ”
ถ้าทำได้จริง เจ้า AI จะช่วยปักหมุดสนามรบหลักของพรรคเป็น 104 เขตยุทธศาสตร์
คือ 104 เขตที่เคยได้อันดับสอง ในปี 2566
แบ่งเป็น ภาคอีสาน 45 เขต, ภาคกลาง 22, ภาคเหนือ 14, ภาคใต้ 9, ภาคตะวันออก 5, กทม.กับปริมณฑลอีก 5
“ถ้าได้ครึ่งหนึ่งจากนี้ ก็บุกถึงทำเนียบแล้ว” หนึ่งในทีมยุทธศาสตร์พูดติดตลก
แต่ถึงระบบจะเทพแค่ไหน มันก็ยังตอบไม่ได้ว่าคนไทยจะ “อิน” กับอะไรในวันเลือกตั้ง
เช่น ตอนปี 2566 กระแส “มีลุงไม่มีเรา – มีเราไม่มีลุง” โหมแรงจนพัดพรรคก้าวไกลทะลุโพลทุกสำนัก
AI ตัวไหนจะไปเดาได้ว่า “หัวใจคนไทย” เปลี่ยนทิศเร็วกว่า TikTok เทรนด์เสียอีก!
พอจะเดาได้ไม่ยากว่า ‘เท้ง’ จะเปลี่ยนแคมเปญ จาก “ไม่มีลุง” สู่ “รัฐบาลของประชาชน”
หรือ “มีเทาไม่มีเรา”?
อีกยุทธศาสตร์ใหม่อีกประเด็นหนึ่งคือการเปิดรายชื่อ ครม. ก่อนเลือกตั้ง!
ให้ประชาชนเห็น “ของจริง” ว่าถ้าได้เป็นรัฐบาลแล้ว ใครจะทำงานด้านไหน
ไม่ต้องรอจับมือหลังม่าน ไม่ต้องรอลงชื่อแบ่งเค้ก
ครั้งก่อนใช้ What, When คราวนี้ต้องเติม How, Who ให้ครบ
ต่างจากบางพรรคที่ต้องรอ “ลุงใหญ่” หรือ “บ้านใหญ่” มากระซิบหลังเลือกตั้งว่าใครจะได้กระทรวงอะไร
ถ้าการเมืองไทยจะมีมาตรฐานใหม่ก็บอกประชาชนล่วงหน้าว่าพรรคมีทีมงานที่จะเอานโยบายหาเสียงไปทำให้เกิดขึ้นจริงเป็นใครบ้าง
ไม่ใช่เลือกก่อน ค่อยรู้ทีหลังว่าใครได้อะไร
อีกทั้งให้ประชาชน “ตรวจการบ้าน” ของ ส.ส. ของพรรคได้ตลอด
ด้วยระบบ “ผู้แทนของฉัน” ให้ประชาชนเช็กได้หมดว่า ส.ส.คนไหนลงพื้นที่ไหม, เข้าประชุมไหม, อภิปรายไหม, โหวตยังไง
ถ้าขาดประชุมบ่อย ระบบจะส่ง LINE เตือนอัตโนมัติ
เรียกได้ว่า “ส.ส.” ขาดประชุมก็จะมีสัญญาณดังในกระเป๋า
ที่เคร่งครัดกว่านั้นคือพรรคยังสำรวจความพึงพอใจจากสมาชิกในแต่ละเขตว่าอยากให้ส่งคนเดิมไหม
ผลคือ มีถึง 21 เขตที่คนในพรรคอยากเปลี่ยนผู้สมัครใหม่!
พูดง่ายๆ คือ ไม่ทำงานก็มีสิทธิ์ถูกแทนที่
คําถามใหญ่คือ ระบบ Election Intelligence จะพา ปชน. ถึง 20 ล้านเสียงได้จริงหรือ?
คำตอบอาจเป็น “ได้บางส่วน”
เพราะข้อมูลช่วยให้พรรควางแผนแม่นขึ้น รู้ว่าควรคุยกับใคร พูดเรื่องอะไร ลงแรงตรงไหน
แต่สิ่งที่ AI ยังวิเคราะห์ไม่ได้คือ “อารมณ์ของคน”
และการเมืองไทยไม่เคยขาดอารมณ์ – ไม่ว่าจะเป็นโกรธ ดีใจ หรือประชดประชันในคูหา
นั่นคือหลักคิดที่จะเดิมพันอนาคตของการเมืองไทยด้วยข้อมูล
หากทำสำเร็จก็จะกลายเป็นโมเดลใหม่ของการเมืองไทยที่อิง “ข้อมูล” มากกว่า “หัวคะแนน”
แต่ถ้ามันล้ม ก็จะกลายเป็นบทเรียนว่า “อัลกอริธึ่ม” ยังไม่เข้าใจหัวใจคนไทยเท่า “ป้าในตลาด”
เพราะหัวใจคนไทยไม่ใช่สูตรคณิตศาสตร์
AI นี่มันจะรู้ใจคนไทยจริงหรือ?
นี่ย่อมไม่ใช่คำถามประชด แต่เป็นความสงสัยที่จริงจังมาก
เพราะการเมืองไทยไม่ได้มีแค่ข้อมูล หากแต่มี “อารมณ์” ผสมอยู่เต็มไปหมด
และอย่างที่เรารู้กันดี “อารมณ์” คนไทยเปลี่ยนเร็วกว่าอากาศเดือนเมษายน
ต้องไม่ลืมว่า AI เก่งทุกอย่าง ยกเว้นอ่านใจคนที่ยังลังเล
ระบบ EI อาจจะรู้ว่าเขตนี้ชอบนโยบายเกษตร
เขตนั้นนิยมพรรคฝั่งก้าวหน้า
หรืออีกเขตหนึ่งโหวตตามเจ้าอาวาส
แต่สิ่งที่มันไม่รู้คือ “ลุงข้างบ้านเปลี่ยนใจเพราะดูคลิปใน TikTok เมื่อคืน”
หรือ “ป้าคนขายกล้วยทอดเลิกชอบพรรคหนึ่งเพราะลูกสาวโดนตำรวจเรียกตอนขี่มอเตอร์ไซค์กลับบ้าน”
เรื่องเล็กๆ เหล่านี้แหละ ที่มักจะเปลี่ยนผลเลือกตั้งทั้งจังหวัดได้เฉยๆ
AI อาจเก่งคำนวณ แต่ “การเมืองไทย” ไม่ใช่สมการ หากแต่มันคือ “ละครหลังข่าว” ผสม “เรียลิตี้โชว์” ที่อัพเดตทุกชั่วโมงบนโซเชียล
ข้อมูลอาจวิเคราะห์ได้ว่าคนในพื้นที่นี้มีแนวโน้มสนใจเรื่องปากท้องมากกว่านโยบายใหญ่ระดับประเทศ
แต่ถามว่าคนในพื้นที่นั้น “อยากกินอะไรวันนี้?” ไม่มีกราฟไหนตอบได้
การเมืองไทยจึงเหมือนร้านอาหารตามสั่ง นั่นคือเมนูเดิม แต่รสชาติเปลี่ยนทุกครั้ง ขึ้นอยู่กับว่าคนผัดใส่พริกกี่เม็ด
มันจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่บ่อยครั้ง Big Data เจอกับ Big Drama
EI สามารถวิเคราะห์ข้อมูลได้ละเอียดขนาดนับยอดไลก์ต่อวัน แต่สิ่งที่มันยังวัดไม่ได้คือ “ดราม่าที่ไม่คาดคิด”
เพราะในการเมืองไทย บางครั้งเสียงหัวเราะหนึ่งครั้งบนเวที หรือคำพูดพลาดคำเดียว ก็เปลี่ยนผลเลือกตั้งได้ทั้งภาค
ตัวอย่างมีให้เห็นมากมาย จาก “ส้มหวาน” กลายเป็น “ส้มขม” ภายในไม่กี่สัปดาห์ เพราะคลิปเดียวในโลกออนไลน์
AI ไม่มีทางรู้ล่วงหน้าว่า “คลิปนั้น” จะถูกแชร์ตอนตีสาม และกลายเป็นไวรัลตอนเจ็ดโมงเช้า
เพราะสิ่งที่ทำให้คนเปลี่ยนใจ ไม่ได้มาจากข้อมูล แต่มาจาก “ความรู้สึก”
และความรู้สึกของคนไทย มักจะซับซ้อนกว่าโครงสร้างพรรคการเมืองเสียอีก
ใครคนหนึ่งเตือนว่า “อย่าลืมว่าคนไทยไม่ได้เลือกจากสถิติ แต่อาจเลือกจากรอยยิ้มเดียวตอนเดินตลาด”
EI อาจคำนวณออกมาว่าพรรคควรได้กี่ล้านเสียง
แต่ความจริงแห่งชีวิตนักการเมืองคือคะแนนจริงอาจ “แกว่ง” ได้ทุกวัน เพราะอารมณ์ประชาชนเปลี่ยนได้ทุกโพสต์
AI อาจรู้ว่าพรรคมี “ฐานเสียง”
แต่ฐานเสียงที่แท้จริงคือ “ฐานอารมณ์”
จึงมีคำเตือนตลอดว่าให้ “ใช้ข้อมูลเป็นเข็มทิศ ใช้หัวใจเป็นพลังขับเคลื่อน”
จะไม่พูดแห้งๆ ด้วยกราฟอีกต่อไป แต่จะเล่าเรื่องคนจริงในแต่ละพื้นที่
จะเอาข้อมูลจริงไปผสมกับ “เรื่องเล่าที่จับใจ” เช่น
ป้าคนหนึ่งที่ใช้มือถือเก่าแต่แชร์นโยบายพรรคทุกวัน
หรือลุงคนหนึ่งที่ไม่รู้จักคำว่า Algorithm แต่รู้จักคำว่า “ความหวัง”
นี่แหละคือวิธีใหม่ของพรรคประชาชน : เอา “AI” มาผสมกับ “I Feel”
บทเรียนราคาแพง แต่คุ้มค่าทางการเมือง
AI อาจไม่อ่านใจคนไทยออกในวันนี้
แต่สิ่งที่พรรคการเมืองกำลังเรียนรู้ คือ “ข้อมูล” ทำให้พวกเขาเข้าใจประเทศนี้ลึกขึ้น
เข้าใจว่าแต่ละภาคมีความฝันต่างกัน
เข้าใจว่า “ประชาชน” ไม่ใช่กลุ่มตัวเลข แต่คือคนจริงๆ ที่อยากเห็นอนาคตที่ดีขึ้น
ดังนั้น แม้ระบบ EI จะยังไม่แม่นพอจะทำนายผลเลือกตั้ง
แต่มันกำลังทำหน้าที่ได้ดีที่สุด – คือ “ทำให้คนทำการเมืองหัดฟังมากกว่าพูด”
ใครจะรู้ บางที “รัฐบาลของประชาชน” อาจเกิดจาก “สมองของ AI”
แต่จะอยู่รอดได้ ก็ต้องมี “หัวใจของคนไทย” ด้วยเหมือนกัน
