ในประเทศ
ใครๆ ก็ย่อมรู้ว่า “ไชยชนก ชิดชอบ” เติบโตทางการเมืองเติบโตในพรรคสีน้ำเงินสู่ระดับแกนนำพรรคได้เพราะอะไร
เอาจริงๆ ไชยชนกก็เฉลยเอง เคยประกาศกลางสภามาแล้ว เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2568 เพื่อแสดงจุดยืนทางการเมืองไม่เห็นด้วยกับนโยบายรัฐบาลเพื่อไทย (ที่มีพรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคร่วมรัฐบาล) ในขณะนั้นว่า
“ผมนายไชยชนก ชิดชอบ ลูกชายคนโตของนายเนวินและนางกรุณา ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย จะไม่มีวันเห็นด้วยกับกาสิโน”
นั่นทำให้แกนนำหลายคนของพรรคเพื่อไทย ต้องตบเท้าออกมาให้สัมภาษณ์ตอบโต้ร้อนจนนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ ในขณะนั้นต้องรีบออกมาตัดบทว่า “ผิดคิว”
ที่ไชยชนกกล้าออกมาแสดงจุดยืนทางนโยบายขัดกับพรรคเพื่อไทยขนาดนั้น คำตอบก็อยู่ในคำประกาศกลางสภาของนายไชยชนกเอง ว่าเขาคือ “ลูกชายของนายเนวิน”
และนั่นก็คือคำตอบที่ทำให้ไชยชนกเติบโต กระทั่งนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีกระทรวงดีอี ด้วยวัย 35 ปี ในรัฐบาลอนุทินสมัยแรก ต่อเนื่องในเก้าอี้รัฐมนตรีตัวเดิมอีกครั้งในปีนี้
ในยุคที่ใครๆ ก็สามารถส่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตั้งคำถามได้โดยง่าย ต้องยอมรับว่า “การเป็นรัฐมนตรี” ด้วยอายุ 35 ปีนั้นไม่ง่าย
ไชยชนกย่อมรู้ตัวดีว่ายังไงก็หนีไม่พ้นสารพัดคำถาม โดยเฉพาะข้อสงสัยว่า เขาประสบความสำเร็จทางการเมืองเพราะพ่อ มากกว่าความสามารถหรือไม่?
วิธีพิสูจน์ก็คือต้องพูดและทำ ให้คนเห็นว่า เขาคือตัวเขา ไม่ได้ทำอะไรเพราะมีพ่อเป็นผู้ควบคุมทุกอย่าง
ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นมาประกาศภารกิจปรับภาพลักษณ์พรรคภูมิใจไทยสู่คนรุ่นใหม่ เพื่อให้เห็นว่าเขาก็มี “วาระทางการเมืองเป็นของตัวเอง”
การเป็นแกนนำ “กลุ่มยังบลัดสีน้ำเงิน” ออกมาแสดงความเห็นบ่อยครั้ง ตั้งแต่จุดยืนเรื่องกาสิโน, แลนด์บริดจ์, แจกเงินดิจิทัล ไปจนกระทั่งการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ
ช่วงหาเสียงเลือกตั้ง ถึงขนาดเคยให้สัมภาษณ์ ถ้าเลือกได้ก็อยากจะเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคประชาชน และไม่อยากจับมือกับเพื่อไทย จนเกิดเสียงวิจารณ์ไปทั่ว
ร้อนจนนายอนุทินต้องมาบอกปัดภายหลังว่าเป็นแค่ความเห็นส่วนตัวทุกอย่างต้องเคารพมติพรรค
นั่นคือตัวอย่างความพยายามสร้าง “ตัวตน” แสดงให้เห็นถึงจุดยืนว่าเขามีความเป็นตัวของตัวเอง
ครั้งได้นั่งรัฐมนตรีกระทรวงดีอีสมัยแรก ยุครัฐบาลอนุทิน 1 แม้จะเป็นระยะเวลาแค่ 4 เดือน ยิ่งชัดเจนถึงความพยายามแสดงให้เห็นถึงการผลักดันนโยบายต่างๆ เช่น การเร่งปราบปรามสแกมเมอร์, มาตรการปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อลดอุปสรรคให้กลุ่มไรเดอร์และผู้ขับขี่, การปรับโครงสร้างเพื่อวางรากฐานเศรษฐกิจดิจิทัล
ต้องทำ เพื่อให้เห็นว่า อายุ 35 ก็ทำงานเป็น-เป็นรัฐมนตรีได้
แต่การเมืองของจริงเริ่มขึ้นเมื่อสมัยรัฐบาลอนุทิน 2
หลังชนะเลือกตั้งปี 2569 ไชยชนกยังมีบทบาทเป็นแกนนำรุ่นใหม่ค่ายสีน้ำเงินจนได้ฉายาจากสื่อมวลชนว่า “แก๊งลูกเทพ”
เมื่อได้นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีกระทรวงดีอีเป็นครั้งที่ 2 รอบนี้ไม่เหมือนเดิม เพราะเป็นการทำหน้าที่จริงๆ แบบไม่ได้อยู่ในสภาวะยกเว้น มิได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์มากเช่นสมัยนั่งรัฐมนตรีรอบแรก
รอบนี้เองที่ “ความจริงอีกด้าน” ของไชยชนกก็ปรากฏ
มันคือด้านของการต้องถูกตรวจสอบ วิพากษ์วิจารณ์ด้วยเหตุผล
มันคือด้านที่การบริหารงบประมาณแผ่นดินและการใช้อำนาจ ต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้
มันคือด้านที่ฝ่ายบริหาร ต้องถูกจับตามองอย่างจริงจังจากฝ่ายค้าน ภาคประชาสังคมและประชาชน
ชิมลางครั้งแรก คือเหตุการณ์ที่รัฐบาลกำลังบริหารสถานการณ์ของประเทศห้วงขณะที่ราคาพลังงานโลกพุ่งสูง ครั้งนั้นไชยชนกออกมาขอให้ประชาชนช่วยกันคนละไม้คนละมือ ปรับลดค่าใช้จ่าย และปรับตัวเข้าหาแนวทาง “ชีวิตพอเพียง”
ก็สร้างความไม่พอใจและเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในสังคม ว่าคนเป็นรัฐบาล แทนที่จะออกมาหาทางแก้ปัญหาเชิงรูปธรรมโดยเร็ว แต่กลับออกมาพูดในทำนอง “สั่งสอน”
นั่นคือบทเรียนแรกๆ ของการนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีของไชยชนก ว่าต้อง “สื่อสารให้เหมาะสมกับบริบท” และสัปดาห์นี้ก็เป็นอีกหนึ่งบททดสอบทางการเมืองของไชยชนก
เมื่อกระทรวงดีอีพยายามผลักดันโครงการ TH-AI Passport สาระสำคัญคือ เป็นโครงการแจก AI ให้คนเข้าถึงเครื่องมือระดับพรีเมียมฟรีเป็นเวลา 1 ปี มีเป้าหมายให้คนไทย 5 ล้าน ด้วยวงเงิน งบประมาณ 1,621 ล้านบาท
เป็นเรื่องใหญ่และเรื่องใหม่ที่ทำให้คนว้าว เพราะถือเป็นนโยบายดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดของรัฐบาล และเป็นครั้งแรกที่รัฐบาลพยายามใช้งบฯ ระดับ “พันล้านบาท” เพื่อผลักดัน AI ให้เป็นนโยบายสาธารณะระดับชาติ
เหตุผลที่รัฐบาลชี้แจงต่อสภาอ้างว่า ต้องเร่งยกระดับทักษะประชาชนและเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ
เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักโดยเฉพาะจากพรรคประชาชนและนักวิชาการด้านเทคโนโลยี แท็กทีมกันโดยมิได้นัดหมาย รุมตั้งคำถามต่อโครงการ
ฟากพรรคประชาชน บุคคลที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ชัดเจน คือ ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ส.ส.ของพรรค ที่ออกมาตั้งคำถามเรื่องความคุ้มค่า
ภาวุธชี้ว่า โครงการมีวงเงินสูงถึง 1.6 พันล้านบาท แต่ลักษณะบริการคล้ายกับแพลตฟอร์มที่มีอยู่แล้วในภาครัฐและเอกชน ทำไมต้นทุนจึงสูงมาก
แถมยังเป็นการทำให้เงินภาษีไหลไปซื้อบริการจากบริษัท AI ต่างประเทศ เช่น OpenAI, Google หรือ Anthropic มากกว่าจะสร้างขีดความสามารถของผู้พัฒนา AI ไทยเอง
ขณะที่นักวิชาการด้านเทคโนโลยีก็มองว่า ควรลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI มากกว่า หรือแทนที่จะซื้อ Subscription ให้ประชาชนจำนวนมาก รัฐควรนำงบฯ ไปสร้าง GPU Cluster, Data Center หรือโมเดล AI ภาษาไทยของประเทศ ซึ่งจะสร้างผลประโยชน์ระยะยาวมากกว่า
ขณะที่โครงสร้างสัญญาและ TOR ก็เต็มไปด้วยปัญหาความไม่ชัดเจนหลายอย่าง ถูกตั้งคำถามว่าเป็นโครงการที่อนุมัติไวสุดในประวัติศาสตร์คือแค่ 34 วัน
ยังไม่นับข้อสงสัยเรื่องการล็อกสเปกประมูล ที่ ส.ส.พรรคประชาชนตั้งคำถามไว้ไม่ว่าจะเป็นความบังเอิญ 3 บริษัทที่ไปวางราคากลาง ก็เป็นกลุ่มเดียวกับที่ไปวางราคากลางโครงการหลักพันล้านอีกหลายโครงการ หรือความบังเอิญที่บริษัทชนะโครงการเป็นบริษัทเดียวกับที่ชนะโครงการโมโตจีพี เป็นต้น
ก็ยังเป็น “ของร้อน” ต้องการคำชี้แจง
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับ ไชยชนก ในฐานะ “กล่องดวงใจ” ค่ายสีน้ำเงิน สะท้อนนัยยะสำคัญทางการเมืองหลายเรื่อง
1. สะท้อนความเปราะบางในโครงสร้างการบริหาร
ด้วยที่มาที่ไปทางการเมืองของค่ายสีน้ำเงินวันนี้ ในแง่หนึ่งก็ทำให้ไว้เนื้อเชื่อใจใครยาก เพราะต้นทุนทางการเมืองสูง เกินกว่าจะให้คนนอกพรรคเข้ามาทำงานสำคัญ นำมาสู่การบริหารหรือการสื่อสารที่ผิดพลาดหลายครั้ง
2. สะท้อนว่ารัฐยังไม่มีเป้าหมายการพัฒนาที่ชัดเจน
ด้วยวิธีการบริหารแบบเครือข่ายอำนาจ ที่มีศูนย์กลางอยู่ที่ 2 น. สามารถเอาชนะเกมเลือกตั้งได้ นำทัพสีน้ำเงินกุมอำนาจฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติสำเร็จ แต่ขาดแคลนเป้าหมายทางนโยบายเศรษฐกิจและการเมืองที่ชัดเจน
ในแง่หนึ่งก็ส่งผลให้รัฐบาลชุดนี้ไม่ดึงดูดให้บรรดา “เทคโนแครต” ที่มีชื่อเสียงและมีความตั้งใจมาทำงานเพื่อประเทศ มาร่วมทำงานด้วย อีกแง่หนึ่ง บรรดาเทคโนแครตที่มาช่วยรัฐบาล ก็จะเจอปัญหามองไม่เห็นปลายทางของการบริหาร ก็ทำงานเอาวันต่อวัน
ยังไม่นับอุปสรรคจากปัญหาทางการเมืองและการไม่ได้รับการยอมรับ/ร่วมมือจากประชาชนจำนวนไม่น้อย
แม้จะเห็นความพยายามของไชยชนก ในการพยายามผลักดัน “โปรเจ็กต์” แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับเขาวันนี้ก็สะท้อนความยากในการบริหารของโจทย์ทางการเมืองยุคใหม่ของบ้านใหญ่และเครือข่ายอำนาจแบบเดิม ที่แม้พยายามปรับตัวแล้ว แต่บางครั้งก็ไม่ทันต่อความเปลี่ยนแปลง
จากการพยายามขายนโยบาย “อัพสกิลเอไอ” เสียงวิจารณ์ที่เกิดขึ้นถ้วนทั่ว คงเป็นบทเรียนให้บรรดา “รัฐมนตรียังบลัดสีน้ำเงิน” ที่สื่อมวลชนให้ฉายาว่า รัฐมนตรีลูกเทพ เข้าใจแล้วว่า บริหารประเทศไม่ง่าย
ตำแหน่งรัฐมนตรีไม่ใช่แค่รันโปรเจ็กต์ “แจก” ไปวันๆ
ยิ่งโลกปัจจุบัน เป็นโลกที่โครงสร้างของประเทศไม่ใช่แค่เรื่องน้ำไหล ไฟสว่าง ทางดี แต่คือยุคแห่งเศรษฐกิจข้อมูล เศรษฐกิจดิจิทัล
ประเทศจะพัฒนาสู่ความเป็นดิจิทัลได้ ยิ่งต้องการนโยบายของรัฐบาลที่ก้าวหน้า กล้าคิดสร้างสรรค์ คิดการณ์ไกล พัฒนาอย่างเป็นองค์รวม
หนักกว่านั้นคือ ยุคนี้เป็นยุคที่ต้องทำอะไรโปร่งใส ต้องชี้แจงข้อกล่าวหาต่างๆ ให้ละเอียด ไม่อย่างนั้นก็อาจจบไม่สวย
จะ “อัพสกิลเอไอ” ให้ประชาชน
ที่เห็นตอนนี้คือ ตอนนี้รัฐมนตรี เจอประชาชน รุมให้ “อัพสกิลการเมือง” ไปเรียบร้อย
ไม่รู้ว่าโครงการ “อัพสกิลเอไอ” จะผ่านไปได้ไหม
แต่ถ้า “รัฐมนตรีไชยชนก” ผ่านศึกนี้ไปได้
โดนหนักขนาดนี้ ต้องอัพสกิลนักการเมืองให้เป็นที่ยอมรับเพิ่มขึ้นหลายเลเวล แน่นอน
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
