ถอดรหัส Toyota Land Cruiser FJ การมาของตำนาน-ขายในไทยปี 2026
ร้อนแรงและสร้างกระแสฮือฮาไปทั่วโลก กับการเปิดตัว Toyota Land Cruiser FJ เอสยูวีระดับตำนานของค่าย
รุ่นนี้เผยโฉมอย่างเป็นทางการในงาน Japan Mobility Show 2025 ที่ประเทศญี่ปุ่น ปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา
ส่วนประเทศไทยยืนยันแน่ชัดว่ามาทำตลาดแน่นอน ในช่วงปี 2026 เพราะเป็นรุ่นที่ผลิตในโรงงานบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา
เชื่อว่านี่จะเป็นรุ่นรถที่สร้างกระแสในบ้านเราไม่น้อยไปกว่าในตลาดโลก
ยานยนต์ สุดสัปดาห์ ทนกระแสความฮอตฮิตไม่ไหว ขอร่วมถอดรหัส SUV ระดับตำนานคันนี้ด้วย
แต่ย้ำว่านี่เป็นสเป๊กต่างประเทศ แต่น่าจะไม่แตกต่างจากรุ่นที่ขายในบ้านเราเท่าไรนัก

พัฒนาบนแพลตฟอร์ม IMV0 แบบ Body-on-Frame เช่นเดียวกับ Hilux CHAMP
ซึ่งไม่แปลกเพราะหน้าตาละม้ายกันพอสมควร
ดีไซน์ภายนอกสไตล์ Retro-Modern
ทรงสี่เหลี่ยม สะท้อนความเพรียวบาง แข็งแกร่ง และความสนุกสนาน
กันชนที่แข็งแกร่งและบังโคลนที่นูนออกมา
จุดเด่นไฟหน้าทรงกลม LED สไตล์รุ่นคลาสสิกยุค FJ40-70 Series พร้อมระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ
มาพร้อมไฟ Daytime Running Lights และไฟตัดหมอก
LED ไฟท้ายก็เป็นรูปทรงกลมเช่นเดียวกัน
กันชนบริเวณมุมทั้งด้านหน้าและด้านหลังเป็นแบบแยกส่วน สามารถถอดเปลี่ยนได้
นัยว่าออกแบบเพื่อง่ายต่อการซ่อมแซม หรือเปลี่ยนยามต้องลุยออฟโรดแล้วเกิดความเสียหาย ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนยกชุด
ซุ้มล้อและกาบข้างสีดำ พร้อมบันไดข้างและราวหลังคา
ฝาเปิดแบบบานสวิง (Swing Doors) ยางอะไหล่แขวนไว้ด้านนอก สไตล์ออฟโรดแท้ๆ
พร้อมชุดแต่งเสริมสำหรับคนชอบ Customize
ที่น่าสนใจคือมิติตัวถัง ที่ย่อมลงมาจากรุ่นพี่ๆ (กว้าง x ยาว x สูง) 1,855 x 4,575 x 1,960 ม.ม. ระยะฐานล้อ 2,580 ม.ม.
ถ้าเทียบกับรุ่นอื่นๆ ของโตโยต้า ความยาวจะมากกว่าโคโรลล่า ครอส แต่สั้นกว่าฟอร์จูนเนอร์

ห้องโดยสารเน้นโทนดำ ดูบึกบึนและคลาสสิก พวงมาลัยทรงคุ้นตาที่เห้นในรถหลายๆ รุ่นของโตโยต้า แตกต่างตรงปุ่มมัลติฟังก์ชั่นที่เพิ่มขึ้นมาทั้งซ้าย-ขวา
มาตรวัดแบบ Full Digital ให้ข้อมูลครบถ้วน คอนโซลออกแบบให้อยู่ระดับ เช่นเดียวกับฝากระโปรงหน้า เพิ่มทัศนวิสัย
ตรงกลางเป็นหน้าจอขนาดใหญ่ รองรับ Apple CarPlay แบบไร้สาย ลำโพงรอบคัน
ระบบปรับอากาศแบบอัตโนมัติแยกอิสระซ้าย-ขวา
ช่องเชื่อมต่อ USB Type C
ปุ่มสตาร์ตเครื่องยนต์ Push Start
ที่น่าสนใจใช้เบรกมือแบบธรรมดา Lever Hand brake เบาะนั่งหุ้มด้วยหนังสีดำตกแต่งด้วยตะเข็บด้ายสีขาว เบาะคนขับปรับด้วยไฟฟ้า 6 ทิศทาง
เบาะหลังปรับได้หลากหลาย แบบแยกพับอิสระ 60 : 40 สามารถปรับเลื่อนหน้า-ถอยหลัง และปรับมุมเอนพนักพิงหลังได้
พนักพิงศีรษะด้านหลังติดตั้งมาให้ครบ 3 ตำแหน่ง

ขุมพลังมี 2 บล็อก ทั้งเบนซินและดีเซล แต่รุ่นที่จะมาทำตลาดในไทยใช้เครื่องยนต์เบนซิน ขนาด 2.7 ลิตร แบบ 4 สูบแถวเรียง กำลังสูงสุด 163 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 246 นิวตัน-เมตร
เกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ Super ECT
ขับเคลื่อน 4 ล้อ Part-Time 4WD เครื่องยนต์บล็อกนี้ต้องถือว่าทนทายาดรุ่นหนึ่ง เหมาะกับการใช้งานทั้งในเมืองและลุยออฟโรด มีแรงบิดที่เพียงพอในการขับเคลื่อน บวกกับตัวรถที่ไม่ใหญ่โตเกินไปนัก และรัศมีวงเลี้ยวที่ไม่มาก ด้วยคุณสมบัติเหล่านี้จะลุยก็ได้ หรือขับขี่ในชีวิตประจำวันก็ไม่ลำบาก
การขับขี่มี 3 โหมด คือ 2H (ขับเคลื่อน 2 ล้อหลัง), 4H (ขับเคลื่อน 4 ล้อ เกียร์สูง) และ 4L (ขับเคลื่อน 4 ล้อ เกียร์ต่ำ)
มีระบบล็อกเฟืองท้าย (Rear Differential Lock) ช่วยเพิ่มเสถียรภาพและแรงยึดเกาะเมื่อลุยในสภาพถนนทุรกันดาร
นอกจากนี้มีระบบตัวช่วยขับขี่แบบออฟโรด อาทิ ระบบ 2nd Start ช่วยให้ออกตัวได้นุ่มนวลบนพื้นผิวลื่นหรือลาดชัน
กล้องรอบคัน 360 องศา พร้อม Transparent Mode – มองเห็นรอบทิศทาง รวมถึงมุมมองโปร่งใสด้านล่างรถ
ระบบรองรับออกแบบสำหรับลุยได้ง่ายขั้น ใช้แพลตฟอร์มที่พัฒนาจากรถกระบะ IMV มีระยะห่างจากพื้นและมุมในการเข้าโค้ง รวมถึงใช้กลไกการยึดเกาะของล้อเช่นเดียวกับ Land Cruiser 70 Series
ช่วงล่างด้านหน้าเป็นแบบ Double Wishbone และด้านหลังเป็นแบบ 4-Links พร้อมคอยล์สปริง

ระบบความปลอดภัยและเทคโนโลยีช่วยขับขี่ Toyota Safety Sense
รวมถึงระบบความปลอดภัยก่อนการชน (Pre-collision Safety System)
เช่น เตือนและเบรกอัตโนมัติเมื่อตรวจจับว่าจะชนสิ่งกีดขวางด้านหน้า
ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน แบบ All-Speed Stop & Go คงความเร็วและระยะห่างจากรถคันหน้า หยุดและออกตัวตามอัตโนมัติในการจราจรติดขัด
ระบบเตือนเมื่อออกนอกเลน, ระบบประคองรถให้อยู่ในช่องจราจร,
ระบบควบคุมการทรงตัว VSC, ช่วยเตือนมุมอับสายตาที่กระจกมองข้าง
เตือนเมื่อมีรถหรือคนตัดผ่านขณะถอยหลัง ฯลฯ
ราคายังไม่เปิดเผยอย่างเป็นทางการ แต่คาดว่าประมาณ 1 ล้านบาทกลางๆ บวกลบ
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
