จาก ‘ปฏิญญาสันติภาพ’ สู่ ‘เอ็มโอยูแรร์เอิร์ธ’ รัฐบาล ‘หนู’ เสียต้นทุนการเมือง
บทความในประเทศ
จาก ‘ปฏิญญาสันติภาพ’
สู่ ‘เอ็มโอยูแรร์เอิร์ธ’
รัฐบาล ‘หนู’ เสียต้นทุนการเมือง
ถ้าคิดกันเล่นๆ ในกรอบ “เกมการเมือง” บางทีก็อดคิดไม่ได้ว่าเป็นความโชคดีของพรรคประชาชน ที่ไม่ได้เข้ามากุมอำนาจนำฝ่ายบริหารในช่วงเวลานี้
แน่นอน ปัจจัยการเมืองภายในประเทศเป็นปัญหาและอุปสรรคใหญ่ระดับหนักหนาสาหัส ใครๆ ก็รู้ แต่ที่คาดเดาไม่ได้ แถมยังมีอิทธิพลอย่างมากคือ “สมรภูมิการเมืองภูมิรัฐศาสตร์โลก”
ที่นับวันยิ่งเข้ามาเกี่ยวโยง ส่งผลต่อความเป็นไปในบ้านเมืองเรามากขึ้นๆ ทุกวัน
จากปัจจัยภายนอกที่ร้อนระอุ ผสมปัจจัยภายในที่ใกล้ระเบิดออก ใครมาเป็นนายกฯ ก็คงต้องกุมขมับ
ดูจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี-แม่ทัพค่ายสีน้ำเงินวันนี้
ที่มาที่ไปมาจากการโหนกระแสชาตินิยมจังหวะถีบตัวพ้นค่ายสีแดง ก่อนฝ่าวิกฤตรัฐธรรมนูญ เข้านั่งเก้าอี้นายกฯ มีอำนาจเต็มได้ยังไม่ถึงเดือนดี ก็เจอกระแสชาตินิยมย้อนกลับหาตัวเองแล้วในวันนี้
ดอกแรกคือกรณีลงนามดีลสันติภาพกับกัมพูชา โดยมีมาเลเซียเป็นเจ้าภาพ และมีโดนัลล์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ เป็นพยานสำคัญ
แม้นายอนุทินจะจับมือถือไลฟ์สดก่อนเดินทาง ยืนยัน นั่งยัน นอนยันว่า การลงนามครั้งนี้ไม่ได้ทำประเทศไทยเสียประโยชน์ เสียอำนาจอธิปไตยใดๆ แต่ยังลดกระแสความไม่พอใจในสังคมไทยไม่ได้
จากไทม์ไลน์สถานการณ์ มันดูเหมือนข้อเสนอทั้งหมดไม่ได้ถูกคิดมาอย่างตกผลึก และโดยเฉพาะคิดมาบนฐานของการให้ชนชั้นนำกัมพูชาในฐานะผู้จุดชนวนสงครามอย่างสำคัญ “มีส่วนรับผิดชอบอย่างเพียงพอ” แต่มาจากการบังคับกดดันของชาติมหาอำนาจ เป็นการลงนามบนเงื่อนไขที่ปฏิเสธมิได้
พูดอย่างตรงไปตรงมาก็คือคนไทยจำนวนมากยังอารมณ์ค้าง อยากเอาคืน 2 พ่อลูกตระกูลฮุน ที่เล่นเกมการเมืองจนประชาชนชายแดนต้องสูญเสียชีวิต มากกว่านี้
ยังไม่นับลีลาทางการเมืองของฮุน มาเนต วันลงนามดีลสันติภาพ ที่ออกอาการ “เชลียร์” โดนัลด์ ทรัมป์ แบบออกนอกหน้า พูดวนอยู่แต่จะส่งชื่อทรัมป์ชิงโนเบลสันติภาพ ประธานาธิบดีแห่งการยุติสงคราม กลายเป็นอันว่าดีลสันติภาพวันนั้น เป็นอีเวนต์ “หาทางลง” ทางการเมืองให้กับ 2 พ่อลูกตระกูลฮุน ไปเสียชิบ
ขณะที่การ “รุก” ทางการเมือง และวิธีทางการทูตของไทยต่อกัมพูชาในมุมของผู้นำรัฐบาล ยังไม่เข้าเป้า ตรงอกตรงใจประชาชนเท่าที่ควร กลายเป็นฝ่ายค้านยังดีเสียกว่าที่ไปเปิดแนวรุกยกระดับวาระเรื่องสแกมเมอร์บนเวทีรัฐสภาโลก
ผู้ชนะมีแต่ได้ในอีเวนต์นี้อันดับ 1. คือ สหรัฐ นอกจากโดนัลด์ ทรัมป์ จะได้ผลงานไว้ชิงโนเบลสันติภาพ สหรัฐยังใช้โอกาสนี้เขี่ยจีนลงจากเวทีระดับภูมิภาคได้อีก 1 เรื่อง
2. คือมาเลเซีย มีแต่ได้กับได้ นายกฯ มาเลเซียได้ซีน ช่วงกระแสนิยมตกต่ำส่อจะเกิดม็อบไล่ ส่วนประเทศได้ผลงานในฐานะการทำหน้าที่ประธานอาเซียน
3. คือกัมพูชา โดยเฉพาะ 2 พ่อลูกตระกูลฮุน ได้ทางลงทางการเมืองอย่างสวยงาม ซ้ำยังใช้ปัญหาความขัดแย้งรอบนี้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ต่อรองประเทศมหาอำนาจ เอาผลประโยชน์เข้าประเทศได้อีกด้วย
ที่ยังอมปัญหาไว้เห็นจะมีแต่ฝ่ายไทย แม้กระแสชาตินิยมจะดุเดือดน้อยลงจากเมื่อ 2 เดือนก่อน แต่ก็ยังดำเนินต่อและพร้อมปะทุขึ้นมาเสมอ ตรงกันข้ามกับกระแสความไว้วางใจรัฐบาลกรณีปัญหากัมพูชา ที่นับวันยิ่งมีแนวโน้มลดลง
แต่ความวัวคือปัญหา “ปฏิญญาดีลสันติภาพ” ยังไม่ทันหาย ความควาย “แร่แรร์เอิร์ธ” ก็เข้ามาแทรกอีก
เพราะวันที่ลงนามดีลสันติภาพปัญหาไทย-กัมพูชา ฟากประธานาธิบดีทรัมป์ได้โพสต์ข้อความผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย Truth Social ของเขา ว่า “ขอขอบคุณราชอาณาจักรไทย-พันธมิตรที่แท้จริงในการร่วมสร้างความมั่นคงด้านแร่ธาตุสำคัญ เพื่อโลกที่สะอาดและเสรี เรากำลังร่วมกันสร้างความมั่นคงด้านพลังงานและสันติภาพทั่วทั้งเอเชีย”
กลายเป็นข่าวดัง เรื่องใหญ่แซงหน้าดีลสันติภาพไปอีก เพราะ “แร่ธาตุสำคัญ” ตามคำที่ทรัมป์ใช้นั้นก็คือ “แรร์เอิร์ธ” หรือ “แร่หายาก” ซึ่งมีความสำคัญมากที่สุดในระบบเศรษฐกิจโลกปัจจุบัน
ที่เป็นปัญหาก็คือ กระบวนการได้มาซึ่ง “แรร์เอิร์ธ” ไม่ง่าย แยกสกัดทำได้ยาก เหมืองแรร์เอิร์ธมักตามมาด้วยปัญหามลพิษระดับสูง
คนไทยเพิ่งคุ้นกับเรื่องนี้อย่างมากในรอบปีที่ผ่านมา จากกรณีการทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ธในเมียนมา ที่ปล่อยมลพิษมาทางแม่น้ำกกและแม่น้ำสาย จนเกิดผลกระทบและได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์แล้วว่ามีปัญหาขึ้นจริง
ในระดับโลก “แรร์เอิร์ธ” กลายเป็นสนามวัดกำลังของมหาอำนาจโลกอย่างสหรัฐและจีน โดยจีนถือเป็นประเทศที่มีกำลังการผลิต “แรร์เอิร์ธ” สูงที่สุดในโลก
แต่หลังการขึ้นมาของทรัมป์และนโยบายกำแพงภาษี จีนจึงตอบโต้กลับสหรัฐ ด้วยการจำกัดการส่งออกจนส่งผลกระทบอย่างหนักในอุตสาหกรรมหลายสาขาของสหรัฐ
ในระยะแรก สหรัฐจึงขยายความร่วมมือมาที่ออสเตรเลีย ตามมาด้วยยูเครน ล่าสุดก็คือ ไทย มาเลเซีย กัมพูชา และญี่ปุ่น
การที่ประเด็นแรร์เอิร์ธไม่เคยถูกพูดถึงโดยภาครัฐของไทยมาก่อน แต่จู่ๆ ไปปรากฏการลงนามความร่วมมือกับชาติมหาอำนาจ คนไทยรับรู้เรื่องนี้ผ่านทางการสหรัฐ ก็กลายเป็นเรื่องร้อนแรงเลยทีเดียว
งงกันทั้งประเทศ ไม่ว่าจะเป็นภาคประชาสังคม นักเคลื่อนไหว อินฟลูเอนเซอร์ พรรคฝ่ายค้าน ต่างออกออกมาแสดงความเห็นในเชิงกังวลไปจนกระทั่งคัดค้านท่าทีของรัฐบาลดังกล่าว โดยเฉพาะการไม่บอกกล่าวเปิดให้สังคมได้ถกเถียงกันก่อน
แม้รัฐบาลจะออกมาชี้แจงภายหลังว่าเป็นเพียงการลงนามเพื่อร่วมมือกัน ยังไม่มีผลทางกฎหมายใดๆ และทุกอย่างต้องทำตามกฎหมายไทยอย่างถูกต้อง หากผิดจากนี้ไทยก็พร้อมจะยกเลิกข้อตกลงกันได้ทันที แต่ก็ไม่ทำให้ความกังวลลดลง
กลายเป็นว่าวันนี้ไทยได้กระโจนเข้าร่วม “สมรภูมิแร่หายากของโลก” เป็นที่เรียบร้อย พร้อมๆ กับทิ้งคำถามไว้ในใจคนไทยจำนวนมากว่าทำไมรัฐบาลต้องปกปิดคนไทย มีอะไรแอบแฝงหรือไม่? ซึ่งล้วนยังไม่รับการตอบคำถามอย่างเพียงพอ
เพิ่งจะผ่านวิกฤตศรัทธาจากปัญหาสแกมเมอร์อาชญากรรมออนไลน์ เชื่อมโยงนักการเมืองไทยมาหมาดๆ
จะเห็นว่าเพียงสัปดาห์เดียว นายกฯ หนูมีเรื่องปัญหาใหญ่ระดับข้ามชาติวิ่งเข้าใส่รัฐบาลถึง 2 เรื่อง
ไม่ต้องหวังว่ารัฐบาลจะสร้างคะแนนบวกจากเรื่องดังกล่าว เพียงประคองตัวเองให้เสมอตัวก็ทำได้ยาก
ยังไม่ถึงเดือนเศษของการมีอำนาจเต็มในฐานะรัฐบาล ยังเจอขนาดนี้ เหลืออีก 3 เดือนจากนี้จะขนาดไหน?
“ความสงสัยในตัวรัฐบาล” เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ตรงข้ามกับ “ระยะเวลาอยู่ในอำนาจ” ที่ลดลงเรื่อยๆ
อย่าลืมว่าพรรคเพื่อไทยยังมีไพ่ศึกซักฟอกเหลืออยู่ เห็นค่ายสีแดงนิ่งๆ กับบทบาทตรวจสอบและดูเหมือนวุ่นวายกับการสรรหาผู้นำพรรคคนใหม่ ก็อย่าประมาทไป ให้ย้อนนึกถึงบทบาทค่ายสีแดงช่วงรัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็แล้วกัน
ยิ่งรอบนี้ค่ายสีแดง “สะสมพลังแค้น” แบบเต็มพิกัดแล้วด้วย หากศึกซักฟอกรัฐบาลอนุทิน จะเกิดขึ้นจริงก็คงดุเดือดไม่น้อย
อาการหลุดคำพูดในเชิงขู่ของนายกฯ หนู เมื่อไม่นานมานี้ว่า ยังมีอำนาจยุบสภาอยู่ หากอยู่ได้ก็อยู่ อยู่ไม่ได้ก็พร้อมหนี เป็นอำนาจนายกฯ จึงไม่น่าจะเกิดขึ้นอย่างไร้บริบท
หลายวิกฤตที่รุมเร้า จากปัจจัยทั้งภายนอกและภายใน ต้องยอมรับว่า หลายเรื่อง รัฐบาลที่มีอำนาจและทรัพยากรเช่นปัจจุบัน ยากที่จะรับมือ
เช่นสัปดาห์ที่ผ่านมาคือเรื่อง “ปฏิญญาดีลสันติภาพ” ต่อด้วย “ดีลแรร์เอิร์ธ”
หากประเมินแล้วไม่คุ้มกับการสูญเสียต้นทุนทางการเมือง
การยุบสภาแบบที่มีข่าวลือคือปลายเดือนธันวาคม ก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น!
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
