บทความพิเศษ | พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์
คดีฆ่ายกครัว 5 ศพ ถึงศาล
ฆาตกรสารภาพ
นายแพทย์เกษม ตันติผลาชีวะ อุปนายกสมาคม ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย ได้ทำหนังสือ ลงวันที่ 2 มิถุนายน 2540 ถึง พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก อธิบดีกรมตำรวจ ทราบว่า ตามที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมผู้ต้องหาคดีฆ่าโหดครอบครัว “บุญทวี” และต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ส่งตัวผู้ต้องหาไปรับการตรวจสุขภาพจิตจากนักจิตวิทยานั้น
สมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย ขอทำความเข้าใจว่า
1. การตรวจวินิจฉัยโรค เป็นงานในความรับผิดชอบของแพทย์เท่านั้น
2. ในการตรวจสุขภาพจิต บางครั้งจิตแพทย์อาจส่งผู้ป่วยไปรับการทดสอบทางจิตวิทยาโดยนักจิตวิทยา เช่นเดียวกับที่แพทย์ส่งตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ และเอ็กซเรย์ ผลการตรวจขั้นสุดท้าย แพทย์จะเป็นผู้สรุป และให้การวินิจฉัย ไม่ใช่วินิจฉัยโดยเจ้าหน้าที่ตรวจทางห้องปฏิบัติการ
3. ในการรักษา บางครั้งจิตแพทย์อาจส่งผู้ป่วยให้นักจิตวิทยาช่วยในการบำบัดพิเศษ เช่น การฝึกผ่อนคลายกล้ามเนื้อ และพฤติกรรมบำบัด เช่นเดียวกับที่แพทย์ส่งผู้ป่วยไปทำกายภาพบำบัด แต่มิได้ให้นักกายภาพบำบัดเป็นผู้ตรวจวินิจฉัยโรค
ที่แจ้งให้ทราบเช่นนี้ เพื่อให้ทางตำรวจเข้าใจในบทบาทของหน้าที่จิตแพทย์และผู้ที่วินิจฉัยโรคให้ถูกต้องเท่านั้น
จังหวัดสงขลา เกิดคดีร้ายแรงขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกันในเวลานั้น มีคดีฆาตกรรมโหด 5 ศพ ครอบครัว “บุญทวี” คดีสังหาร ด.ต.ดุสิต รัตนมณี ทั้ง 2 คดี เกิดขึ้นที่ อ.สิงหนคร และเกิดคดียิงนายน้อย อิสระโชติ หรือเสี่ยน้อย หรือน้อย คลองวาด นายบ่อนคนดังของหาดใหญ่ มาจนถึงคดีฆ่าโหด ผศ.ดร.สมพร แซ่เตีย อาจารย์ประจำภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มอ.หาดใหญ่ จนนักข่าวไปถามนายบัญญัติ จันทน์เสนะ ผวจ.สงขลา ว่าขณะนี้กำลังเป็นที่กล่าวขานกันของชาวจังหวัดสงขลา เป็นเพราะดวงเมืองกำลังตกอับหรืออย่างไร
ผวจ.สงขลา ต้องตอบปฏิเสธว่า คงไม่ใช่เช่นนั้น แต่อาจเป็นเพราะช่วงของจังหวะ หรือเวลาเกิดคดีขึ้นมาไล่เลี่ยกัน
วันที่ 5 มิถุนายน 2540 พล.ต.อ.พรศักดิ์ ดุรงควิบูลย์ รอง อ.ตร.ปป.1 พร้อมคณะได้เดินทางมาตรวจราชการที่ภาคใต้ เริ่มที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งมีคดีสำคัญเกิดขึ้น และเดินทางต่อมายัง สภ.อ.สิงหนคร เพื่อตรวจสอบคดีฆ่าแขวนคอ 5 ศพ ครอบครัวของนายประภาส บุญทวี
พ.ต.อ.ชำนาญ เครือบัว ผกก.สภ.อ.สิงหนคร และคณะพนักงานสอบสวน ได้นำสำนวนการสอบสวนให้ตรวจพิจารณา และประชุมสั่งการประมาณ 1 ชั่วโมง
พล.ต.อ.พรศักดิ์ได้กล่าวว่า “รู้สึกพอใจในการทำงานของตำรวจที่สามารถคลี่คลายคดีนี้ลงจนจับฆาตกรได้ คดีนี้เป็นคดีที่ประชาชนทั้งประเทศให้ความสนใจกันมาก การสรุปสำนวนส่งอัยการ ขณะนี้พนักงานสอบสวนทำใกล้เสร็จสิ้นแล้ว”
ในระหว่างที่คณะพนักงานสอบสวนกำลังสรุปสำนวนการสอบสวนคดีที่โหดเหี้ยมที่สุด และโด่งดังไปทั่วเมืองไทยในเวลานั้น ผมได้ติดต่อไปยังร้านที่ออกแบบโปสเตอร์ที่ อ.หาดใหญ่ ให้ออกแบบปกสำนวนการสอบสวน ให้มีสีสันที่สวยงามและมีภาพประกอบ ให้สมกับเป็นคดีสำคัญและคนไทยสนใจกันทั้งประเทศ และไม่เหมือนคดีทั่วไปที่ปกสำนวนเป็นเพียงตราครุฑ เท่านั้น
เมื่อการจัดทำโปสเตอร์เสร็จแล้วจึงนำติดบนปกแฟ้มสำนวนการสอบสวนทุกแฟ้ม
วันที่ 9 มิถุนายน 2540 คณะพนักงานสอบสวนคดีฆาตกรรมโหด 5 ศพ ครอบครัว “บุญทวี” ประกอบด้วย พ.ต.อ.วีระยุทธ สิทธิมาลิก รอง ผบก.ภ.จว.สงขลา พ.ต.อ.ชำนาญ เครือบัว ผกก.สภ.อ.สิงหนคร พ.ต.ท.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ รอง ผกก.(สส.) สภ.อ.สิงหนคร พ.ต.ท.กมล นัยนานนท์ สวส.สภ.อ.เมืองสงขลา ร.ต.อ.สมพร ขัติยะ รอง สวส.สภ.อ.สิงหนคร ได้นำสำนวนการสอบสวนที่สรุปสำนวนเสร็จสิ้นแล้ว เดินทางไปส่งมอบให้แก่ นายนิพล ผดุงทอง อัยการจังหวัดสงขลา เพื่อพิจารณารายละเอียดก่อนจะนำส่งฟ้องศาลจังหวัดสงขลา
วันที่ 10 มิถุนายน 2540 เวลาประมาณ 21.30 น. นายประชบ หรือตุด นุชคง อายุ 26 ปี กับพวกอีก 1 คน ได้ร่วมกันยิงนายประวิทย์ มากสุวรรณ อายุ 22 ปี ถึงแก่ความตาย แล้วขับขี่รถจักรยานยนต์หลบหนีไปได้ เหตุเกิดบนถนนทางเข้าวัดธรรมโฆษณ์ หมู่ที่ 3 ต.สทิงหม้อ อ.สิงหนคร จ.สงขลา
ยังคงมีคดียิงกันตาย เกิดขึ้นในพื้นที่เป็นประจำ
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันพุธที่ 11 มิถุนายน 2540 ได้บรรยายความพิเศษของสำนวนการสอบสวน โดยเฉพาะปกสำนวนการสอบสวนที่ผมได้จัดทำไว้ดังนี้
“สำหรับสำนวนการสอบสวนที่ทางเจ้าหน้าที่คณะกรรมการสรุปสำนวนนำมามอบให้พนักงานอัยการจังหวัดสงขลานั้น ที่หน้าปกสำนวนมีสีสันสวยงามทำเหมือนกับโฆษณาภาพยนตร์ มีภาพเหยื่อโชคร้าย 5 ศพถูกฆ่าทารุณ ภาพผู้ต้องหา ภาพการทำแผนอยู่ด้วย สำนวนทั้งหมดมีจำนวน 586 แผ่น และมีการแบ่งแยกออกเย็บเป็นเล่มรวม 3 ชุด”
“นอกจากสำนวนสอบสวนแล้วยังมีม้วนวิดีโอเกี่ยวกับการทำแผนประกอบคำรับสารภาพในที่เกิดเหตุรวม 2 ม้วน ภาพรอยนิ้วมือแฝงของผู้ต้องหาทั้งสองคน และระบุมีการสอบสวนพยานถึง 75 ปาก โดยตั้งข้อกล่าวหาผู้ต้องหาทั้งสองร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อนอย่างทารุณโหดร้าย ผิดตาม ป.อาญา มาตรา 288, 289 (4) ระวางโทษประหารชีวิต ร่วมกันชิงทรัพย์โดยมีอาวุธและใช้ยานพาหนะในการกระทำผิดและหลบหนี หรือเพื่อพาทรัพย์นั้นไปหรือรับของโจร ตาม ป.อาญา มาตรา 339 วรรคท้าย, 340 ตรี โทษระวางประหารชีวิต และร่วมกันมีอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72 และ 72 ทวิ และพกพาอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืนไปในที่สาธารณะในเมืองหรือหมู่บ้านโดยไม่มีเหตุอันสมควร”
นายนิพล ผดุงทอง อัยการจังหวัดสงขลา ได้กล่าวว่า คดีนี้ทางพนักงานอัยการ ได้มีการเตรียมพร้อมกันอยู่แล้ว เพราะทางอธิบดีอัยการเขต 9 และอัยการสูงสุด ได้สั่งการลงมาเป็นกรณีพิเศษ เพราะเป็นคดีที่สะเทือนขวัญอย่างที่สุด ประชาชนให้ความสนใจกันมาก
เท่าที่ได้มีการตรวจสำนวนสอบสวนเบื้องต้นและตรวจดูพยานหลักฐานประกอบ ค่อนข้างสมบูรณ์ และทางพนักงานอัยการ ได้มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบสำนวนไว้แล้ว 3-4 คน เพื่อพิจารณากลั่นกรอง พยานเอกสารและพยานวัตถุต่างๆ เพื่อให้การตรวจสำนวนรวดเร็วยิ่งขึ้น เพราะก่อนที่จะมีการฟ้องผู้ต้องหา ทางอัยการจะต้องมีหลักฐานพิสูจน์เพื่อให้สิ้นสงสัยเสียก่อน หากสำนวนสมบูรณ์ก็จะส่งฟ้องๆ ได้เร็วยิ่งขึ้น คาดว่าจะสามารถส่งฟ้องได้ไม่เกินวันศุกร์ที่ 13 มิถุนายน 2540 นี้ หรืออาจจะเร็วขึ้นมาอีก เพราะผู้ต้องหาครบขังในวันที่ 15 มิถุนายน 2540 แต่วันที่ 14-15 มิถุนายน ตรงกับวันเสาร์-อาทิตย์
จึงอาจจะเร่งให้ส่งฟ้องได้ไม่เกินวันที่ 13 มิถุนายนอย่างแน่นอน
วันที่ 13 มิถุนายน 2540 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.อ.เมืองสงขลา จำนวน 10 นาย พร้อมด้วยอาวุธปืนครบมือ ควบคุมตัวนายเรืองศักดิ์ ทองกุล หรือไอ้ศักดิ์ ปากรอ และนายสงกรานต์ แก้วอุบล ออกจากเรือนจำพิเศษจังหวัดสงขลา นำไปฟ้องศาลจังหวัดสงขลา โดยนายมงคล ชัยเจริญ อัยการพิเศษประจำกรมจังหวัดสงขลาและนายเลิศชาย ณ นคร รองอัยการจังหวัดสงขลา นำตัวไอ้ศักดิ์ พร้อมคู่หูเข้าห้องพิจารณาที่ 5 ชั้น 2 ศาลจังหวัดสงขลา
นายอิศเรศ ชัยรัตน์ รองอธิบดีผู้พิพากษาภาค 9 นายไมตรี สุเทพากุล ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดสงขลา และ น.ส.อรพรรณพิลาศ โอวาทตระกูล ผู้พิพากษา เป็นองค์คณะผู้พิพากษาได้ออกนั่งบัลลังก์ในห้องพิจารณา เรียกจำเลยขึ้นซักถามว่า มีทนายความสู้คดีและรับสารภาพหรือไม่
สองผู้ต้องหาที่เป็นฆาตกรโหดในฐานะที่ตกเป็นจำเลยได้กล่าวตอบว่า ไม่มีและขอรับสารภาพ แล้วศาลได้แจ้งโทษทัณฑ์ในคดีที่อัตราโทษถึงประหารชีวิต
ศาลได้ดำเนินไปตามพิธีและขั้นตอนของการพิจารณาคดีความ แจ้งถึงรายละเอียดแห่งคดีจนเสร็จสิ้นกระบวนการ ซึ่งทั้งไอ้ศักดิ์และไอ้จ้อง ได้ให้การรับสารภาพด้วยความเต็มใจ แต่เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีอุกฉกรรจ์ มีโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต จะต้องมีการสืบพยานโจทก์ให้หายสงสัย พนักงานอัยการจึงได้ขอให้ศาลมีการสืบพยาน จำนวน 9 ปาก และติดต่อกัน 4 วันรวด จากวันที่ 17-20 มิถุนายน 2540 เวลา 09.00-16.00 น.
นายกำพล ภู่สุดแสวง อธิบดีผู้พิพากษาภาค 9 และนายอิศเรศ ชัยรัตน์ รองอธิบดีผู้พิพากษาภาค 9 กล่าวว่า การพิจารณาคดีนี้เป็นคดีที่สะเทือนขวัญ ประชาชนให้ความสนใจมาก จึงควรมีการพิจารณาตัดสินโดยรวดเร็ว
ส่วนเรื่องการรับสารภาพของจำเลย ก็ต้องดูกันที่หลักฐาน บางครั้งการรับสารภาพก็ไม่มีผล เนื่องจากพยานหลักฐานสามารถนำสืบได้อยู่แล้วว่าจำเลยมีความผิด
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
