bg-single

ปลดล็อกสถาปัตยกรรมไทย (1)

06.11.2025

พื้นที่ระหว่างบรรทัด | ชาตรี ประกิตนนทการ

“ไม่คาดหวัง ย่อมไม่ผิดหวัง”

วลีนี้ใช้ไม่ได้เลยสำหรับผมเมื่อมีโอกาสเข้าชมศาลาไทยในงาน Expo 2025 ที่โอซาก้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งการออกแบบเนื้อหาจัดแสดงภายในทั้งหมด ต้องขอบอกว่า สอบตกอย่างรุนแรงเกินความคาดหมาย ทั้งธรรมดาเกินไป น่าเบื่อเกินไป เน้นขายของมากไป อีกทั้งยังเป็นการขายตรงแบบไร้ชั้นเชิงด้วย

คุณภาพโดยรวมห่างไกลเกินไปจากระดับงาน World Expo

และที่สำคัญ แย่กว่าการจัดแสดงครั้งก่อนที่ดูไบในปี 2020 อย่างเทียบกันไม่ได้

ในส่วนรูปทรงอาคารภายนอก แม้ได้รับเสียงชื่นชม อย่างไรก็ตาม หากดูอย่างจริงจัง สิ่งที่น่าชื่นชมก็มีเพียงการเล่นกับภาพสะท้อนบนผนังกระจกขนาดใหญ่เพื่อสร้างรูปทรงหลังคาจั่วที่สมบูรณ์ขึ้นภายใต้ข้อจำกัดของพื้นที่เท่านั้น

แต่ในแง่การออกแบบสร้างสรรค์ “ความเป็นไทย” ร่วมสมัย เพื่อนำเสนอแก่ประชาคมโลก กลับน่าเสียดายที่ไม่สามารถทำได้ดีมากกว่านี้

รูปทรงหลักยังคงยึดติดการแสดงออกถึงความเป็นไทยผ่านหลังคาจั่ว อันเป็นสัญลักษณ์ที่ถูกรัฐไทยสร้างขึ้นยาวนานมากกว่า 100 ปี โดยไม่พยายามสร้างการสื่อสารรูปแบบใหม่ที่สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของโลกและวัฒนธรรมไทยร่วมสมัยแต่อย่างใด

หรือหากจะมองด้วยสายตา “ช่างจารีต” ที่ยึดถือระเบียบสัดส่วนในงานสถาปัตยกรรมไทยเคร่งครัด รูปทรงที่ออกแบบมาก็ต้องถือว่าผิดสัดส่วนที่ควรเป็นไปมากจนไม่มีอะไรยึดโยงย้อนกลับไปที่ต้นแบบได้ เป็นเพียงหลังคาจั่วทั่วไปที่ปรากฏในงานสถาปัตยกรรมทั่วโลก

พูดให้ชัดก็คือ เป็นการออกแบบความเป็นไทยที่จะย้อนกลับไปอ้างอิงอดีตก็ไม่สำเร็จ จะสร้างสรรค์ความเป็นไทยใหม่ก็ไม่ได้ เป็นเพียงอาคารที่ถูกผูกรัดยึดตรึงด้วยมายาคติ “หลังคาทรงจั่ว = ความเป็นไทย” ที่คอยฉุดรั้งให้งานสถาปัตยกรรมไทย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาคารสาธารณะที่มีบทบาทเป็นหน้าตาของชาติ ไม่สามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่ที่เกิดจากการตีความมรดกทางศิลปะและสถาปัตยกรรมในอดีตสู่โลกร่วมสมัยได้

ศาลาไทยในงาน Expo 2025 ที่มา : มติชน

อย่างไรก็ตาม ผมเคยเขียนไว้หลายครั้งแล้วว่า บ่วงที่คอยผูกรัดการสร้างสรรค์นี้ไม่สามารถโทษไปที่สถาปนิกผู้ออกแบบเพียงด้านเดียว เงื่อนไขหลักคือภาครัฐและผู้มีอำนาจในเกือบทุกภาคส่วนของสังคมไทยที่คอยดึงรั้งให้การสร้างสรรค์สถาปัตยกรรมไทยไม่ก้าวหน้าไปถึงไหน ผ่านการแทรกแซงการออกแบบจนเกินพอดี ผ่านข้อกำหนด TOR ซึ่งนิยามความเป็นไทยแบบตื้นเขินและล้าสมัย

รวมถึงขาดความเข้าใจพัฒนาการทางความคิดในการสร้างสรรค์สถาปัตยกรรมร่วมสมัยบนฐานวัฒนธรรมเดิมที่ต้องเปิดกว้างและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

ผู้มีอำนาจส่วนใหญ่ยังหลงอยู่ในโลกสถาปัตยกรรมไทยเมื่อ 100 ปีก่อนที่การแสดงออกถึงอัตลักษณ์ไทยคือการยกรูปทรงหลังคาวัดและวังแบบจารีตมาสอมครอบทับลงบนอาคาร พร้อมทั้งประดับลวดลายไทยที่ลดทอนรายละเอียดลงเอาไว้ตามหัวเสา หน้าบัน ฝาผนัง ประตูหน้าต่าง และฐานอาคาร เป็นหย่อมๆ ซึ่งในวงวิชาการนิยามรูปแบบนี้ไว้รวมกันอย่างกว้างๆ ว่า “สถาปัตยกรรมไทยประยุกต์”

ไม่ปฏิเสธนะครับว่าวิธีการดังกล่าวเคยประสบความสำเร็จ ในอดีตของหลายประเทศทั่วโลก ในยุคสมัยแห่งการเปลี่ยนแปลงจากสังคมจารีตสู่สมัยใหม่ สถาปัตยกรรมของรัฐทั้งหมดจำเป็นต้องเร่งหาสะพานเชื่อมระหว่างอดีตของตนเองกับโลกสมัยใหม่ การย้อนกลับไปใช้รูปทรงหลังคาตลอดจนลวดลายศิลปกรรมโบราณมาสวมครอบและแปะทับลงบนอาคารสมัยใหม่ คือวิธีการที่จำเป็นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แต่สภาวะดังกล่าว ในหลายประเทศ ดำรงอยู่เพียงไม่นานก็เกิดพัฒนาการในการตีความสร้างสรรค์อัตลักษณ์ของตนเองใหม่อย่างกว้างขวาง สามารถผสานกลืนกลายความเป็นสมัยใหม่เข้ากับรากเหง้าเดิมพร้อมทั้งเปิดรับวัฒนธรรมใหม่ จนก่อเกิดเป็นงานสถาปัตยกรรมที่ทั้งสอดคล้องกับวิถีชีวิตสมัยใหม่ มีร่องรอยของอดีต และเป็นที่ยอมรับในระดับโลก

ในขณะที่วงการสถาปัตยกรรมไทยยังคงยืนอยู่จุดเดิมเมื่อ 100 ปีก่อน ปรับเปลี่ยนเพียงวัสดุและเทคโนโลยีการก่อสร้างเท่านั้น

ที่น่าตกใจที่สุดคือ หากมองย้อนกลับไปในอดีตราว 30-50 ปี “สถาปัตยกรรมไทยประยุกต์” มิได้ครอบงำสถาปัตยกรรมของภาครัฐทั้งหมดนะครับ สังคมไทยในยุคนั้นยังเปิดพื้นที่ให้สำหรับความเป็นไทยแบบอื่นด้วย (แม้จะไม่มากนักก็ตาม)

ที่สำคัญเช่น อาคารัฐสภาหลังเดิม (ถูกรื้อลงแล้ว) ที่ออกแบบด้วยงานสถาปัตยกรรมแบบสมัยใหม่เต็มรูปแบบ

กลุ่มอาคารศาลฎีกาหลังเดิม (รื้อลงแล้วเช่นกัน) ที่ออกแบบด้วยรูปทรงที่สะท้อนกลิ่นอายของ Art Deco

หรือแม้แต่สนามบินสุวรรณภูมิ ที่สร้างขึ้นด้วยภาษาทางสถาปัตยกรรมแบบสากลเต็มรูปแบบโดยมีเพียงการประดับตกแต่งด้วยศิลปกรรมไทยแบบจารีตเพียงเล็กน้อยภายในอาคาร เช่น ศาลาไทย ยักษ์ ประติมากรรมกวนเกษียรสมุทร เท่านั้น

ในขณะที่ปัจจุบัน นับตั้งแต่การรัฐประหาร 2549 ที่ตามมาด้วยการรัฐประหารอีกครั้งในปี พ.ศ.2557 ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการสร้างบรรยากาศสังคมแบบอนุรักษนิยมสุดโต่งขึ้นในไทย

วงการสถาปัตยกรรมก็หมุนเปลี่ยนกลายเป็นถูกครอบงำด้วยรูปแบบ “สถาปัตยกรรมไทยประยุกต์” ที่เข้มข้นขึ้น

อาคารสาธารณะของรัฐนับตั้งแต่นั้นมา แทบไม่เปิดโอกาสให้ภาษาสากลและการตีความความเป็นไทยแบบอื่นได้มีพื้นที่อีกเลย

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ กลุ่มอาคารศาลฎีกาใหม่ และรัฐสภาใหม่ ที่ย้อนกลับไปหางานสถาปัตยกรรมแบบจารีตเต็มรูปแบบ

(ดูเพิ่มใน Chatri Prakitnonthakan. Ultra-Thai Architecture after the 2006 coup d’?tat. South East Asia Research, 28(2), 120-139.)

ผมเชื่อเสมอว่า สถาปนิกไทยมีคุณภาพไม่แพ้สถาปนิกในสังคมอื่น มีศักยภาพในการสร้างสรรค์ความเป็นไทยที่สามารถโอบรับความเป็นสากล ตลอดจนความท้าทายของโลกร่วมสมัยได้อย่างมีประสิทธิภาพไปพร้อมกันได้ แต่ศักยภาพดังกล่าวกลับถูกฉุดรั้งไว้ด้วยการกำหนดนิยามความเป็นไทยที่คับแคบและตายตัว วงการสถาปัตยกรรมไทยในปัจจุบันเสมือนอยู่ในกรงขังทางความคิดสร้างสรรค์

การได้มีโอกาสเยี่ยมชมศาลาไทยในงาน Expo ครั้งล่าสุดยืนยันสิ่งนี้ได้ชัดเจนที่สุด บริษัทที่ได้รับมอบหมายให้ทำงานนี้เป็นหนึ่งในบริษัทออกแบบชั้นนำของไทยที่มีผลงานดีๆ มากมาย แต่งานศาลาไทยที่โอซาก้ากลับแตกต่างไปอย่างน่าตกใจ ความสัมพันธ์ระหว่างรูปทรงภายนอกกับพื้นที่ (space) ภายในปราศจากคุณภาพอย่างไม่น่าเชื่อ เสมือนว่ามีกรอบกรงทางความคิดสร้างสรรค์บางอย่างสวมครอบการออกแบบเอาไว้

หลายคนอาจย้อนถามว่า “สถาปัตยกรรมไทยประยุกต์” มันเสียหายอย่างไรจนผมต้องออกมาวิจารณ์หลายครั้ง

คำตอบคือ ปัญหาของรูปแบบนี้มิใช่เพียงแค่หน้าตาอาคารที่ขาดพัฒนาการทางสถาปัตยกรรมเท่านั้น แต่ปัญหาที่แท้จริงคือ การดึงดันที่จะใช้รูปแบบทุกครั้งในทุกอาคารโดยไม่คำนึงถึงความแตกต่างของที่ตั้งและการใช้สอย ได้สร้างความเสียหายมหาศาลที่มากกว่าที่หลายคนคิด

การดื้อดึงที่จะต้องมีหลังคาทรงไทยครอบทับกลุ่มอาคารศาลฎีกาใหม่ ริมท้องสนามหลวง ได้ทำให้ความสูงของอาคารกลายเป็น 27 เมตร ทะลุเกินความสูง 16 เมตร ที่กำหนดไว้ในกฎหมายกำหนดความสูงอาคารที่สร้างใหม่ในพื้นที่เกาะรัตนโกสินทร์ไปมากถึง 11 เมตร สิ่งนี้เป็นการทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายที่เราไม่อาจยอมรับได้

ไม่เพียงแค่นั้น กรณีนี้ยังได้ทำลายความชอบธรรมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์พื้นที่กรุงรัตนโกสินทร์ไปจนหมดสิ้น กลายเป็นเพียงหน่วยงานสองมาตรฐานที่เอาจริงเอาจังแค่คนไร้อำนาจเท่านั้น

อีกกรณีคือ รัฐสภาใหม่ที่ออกแบบด้วยการครอบทับด้วยสถูปเจดีย์และแผนผังที่ถอดออกมาจากคัมภีร์ไตรภูมิอย่างตรงไปตรงมาจนส่งผลให้การใช้งานพื้นที่ภายในเต็มไปด้วยปัญหา

กลายเป็นงานสถาปัตยกรรมที่ไม่ตอบสนองการใช้งานของมนุษย์ ทั้งๆ ที่สิ่งนี้ควรจะต้องเป็นเป้าหมายสำคัญที่สุดของสถาปัตยกรรม

ความเสียหายทั้งหมดนี้ จะไม่เกิดขึ้นเลยหากสังคมไทยเปิดรับการตีความความเป็นไทยที่ไม่คับแคบเพียงแค่ครอบทับอาคารในโลกสมัยใหม่ด้วยหลังคาจั่วทรงสูง สถูปเจดีย์ และแผนผังของวัดวาอารามแบบโบราณ

ควรกล่าวไว้ก่อนว่า งานสถาปัตยกรรมแบบจารีตไม่ใช่ผู้ร้ายที่ต้องรังเกียจนะครับ มีงานหลายประเภทที่การใช้รูปแบบ “สถาปัตยกรรมไทยประยุกต์” ยังสามารถตอบสนองโลกปัจจุบันได้

แต่สิ่งที่เราต้องยอมรับให้ได้คือรูปแบบนี้มิใช่ยาวิเศษสารพัดนึกที่สามารถใช้กับอาคารทุกประเภท ทุกขนาด และทุกพื้นที่ได้อย่างไร้เงื่อนไข

รูปแบบนี้มีข้อจำกัดเยอะมากในการใช้งาน ซึ่งชุดบทความนี้ที่จะนำเสนอในสัปดาห์ต่อๆ ไป จะพยายามแสดงข้อจำกัดดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม โดยหวังว่าจะทำให้ผู้มีอำนาจที่ชอบแทรกแซงการออกแบบสถาปัตยกรรมไทย เข้าใจถึงปัญหาตลอดจนข้อจำกัดทั้งหมด

และยอมที่จะให้มีการ “ปลดล็อก” สถาปัตยกรรมไทยสู่พื้นที่แห่งการสร้างสรรค์อย่างแท้จริง



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

“ลิณธิภรณ์” ดันท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ สู่ศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ ชูอัตลักษณ์ดาราศาสตร์ เชื่อมคนทุกวัย
มือที่สามที่ไม่มีมือ
วิชาชีพสถาปนิก ในวิกฤตความชอบธรรม (1)
เชลยศึกสงครามลาว (53)
พระเครื่อง ของขลัง ผ้ายันต์ กับสงครามมหาเอเชียบูรพา (1)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (198)
E-DUANG | เส้นทาง ของ แถลงการณ์ คำพูด เส้นทาง ความจริง และ การไล่ล่า
“อนุทิน” โต้กระแสน้ำท่วมงบหมด ยันใช้งบกลางเยียวยา เผยอัดฉีดเพิ่มอีก 1 หมื่นล้าน จ่ายไวแบบ First Come First Serve
สส.ปารเมศ ชี้“ข้าวสารแซนด์บ็อกซ์” ต้องรื้อที่ต้นตอ! ขอชวนภูมิใจไทย ร่วมแก้ พ.ร.บ. สถานบริการ 2509
สุดารัตน์ จี้ต้องเข็นเศรษฐกิจไทยออกจาก “หล่ม” ที่ติดมายาวนานให้ได้ หลังไทยเจ้าภาพจัดประชุม IMF และ World Bank
ปฎิมา นักเขียน ชีวิต กับ ความใฝ่ฝัน นักเขียน ‘อาชีพ’
ดินแดง ราชปรารภ อารมณ์ ‘ร่วม’ ของ ‘มวลชน’ เบื้องหน้า การตาย ของเพื่อน