พื้นที่ระหว่างบรรทัด | ชาตรี ประกิตนนทการ
“ไม่คาดหวัง ย่อมไม่ผิดหวัง”
วลีนี้ใช้ไม่ได้เลยสำหรับผมเมื่อมีโอกาสเข้าชมศาลาไทยในงาน Expo 2025 ที่โอซาก้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งการออกแบบเนื้อหาจัดแสดงภายในทั้งหมด ต้องขอบอกว่า สอบตกอย่างรุนแรงเกินความคาดหมาย ทั้งธรรมดาเกินไป น่าเบื่อเกินไป เน้นขายของมากไป อีกทั้งยังเป็นการขายตรงแบบไร้ชั้นเชิงด้วย
คุณภาพโดยรวมห่างไกลเกินไปจากระดับงาน World Expo
และที่สำคัญ แย่กว่าการจัดแสดงครั้งก่อนที่ดูไบในปี 2020 อย่างเทียบกันไม่ได้
ในส่วนรูปทรงอาคารภายนอก แม้ได้รับเสียงชื่นชม อย่างไรก็ตาม หากดูอย่างจริงจัง สิ่งที่น่าชื่นชมก็มีเพียงการเล่นกับภาพสะท้อนบนผนังกระจกขนาดใหญ่เพื่อสร้างรูปทรงหลังคาจั่วที่สมบูรณ์ขึ้นภายใต้ข้อจำกัดของพื้นที่เท่านั้น
แต่ในแง่การออกแบบสร้างสรรค์ “ความเป็นไทย” ร่วมสมัย เพื่อนำเสนอแก่ประชาคมโลก กลับน่าเสียดายที่ไม่สามารถทำได้ดีมากกว่านี้
รูปทรงหลักยังคงยึดติดการแสดงออกถึงความเป็นไทยผ่านหลังคาจั่ว อันเป็นสัญลักษณ์ที่ถูกรัฐไทยสร้างขึ้นยาวนานมากกว่า 100 ปี โดยไม่พยายามสร้างการสื่อสารรูปแบบใหม่ที่สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของโลกและวัฒนธรรมไทยร่วมสมัยแต่อย่างใด
หรือหากจะมองด้วยสายตา “ช่างจารีต” ที่ยึดถือระเบียบสัดส่วนในงานสถาปัตยกรรมไทยเคร่งครัด รูปทรงที่ออกแบบมาก็ต้องถือว่าผิดสัดส่วนที่ควรเป็นไปมากจนไม่มีอะไรยึดโยงย้อนกลับไปที่ต้นแบบได้ เป็นเพียงหลังคาจั่วทั่วไปที่ปรากฏในงานสถาปัตยกรรมทั่วโลก
พูดให้ชัดก็คือ เป็นการออกแบบความเป็นไทยที่จะย้อนกลับไปอ้างอิงอดีตก็ไม่สำเร็จ จะสร้างสรรค์ความเป็นไทยใหม่ก็ไม่ได้ เป็นเพียงอาคารที่ถูกผูกรัดยึดตรึงด้วยมายาคติ “หลังคาทรงจั่ว = ความเป็นไทย” ที่คอยฉุดรั้งให้งานสถาปัตยกรรมไทย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาคารสาธารณะที่มีบทบาทเป็นหน้าตาของชาติ ไม่สามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่ที่เกิดจากการตีความมรดกทางศิลปะและสถาปัตยกรรมในอดีตสู่โลกร่วมสมัยได้

อย่างไรก็ตาม ผมเคยเขียนไว้หลายครั้งแล้วว่า บ่วงที่คอยผูกรัดการสร้างสรรค์นี้ไม่สามารถโทษไปที่สถาปนิกผู้ออกแบบเพียงด้านเดียว เงื่อนไขหลักคือภาครัฐและผู้มีอำนาจในเกือบทุกภาคส่วนของสังคมไทยที่คอยดึงรั้งให้การสร้างสรรค์สถาปัตยกรรมไทยไม่ก้าวหน้าไปถึงไหน ผ่านการแทรกแซงการออกแบบจนเกินพอดี ผ่านข้อกำหนด TOR ซึ่งนิยามความเป็นไทยแบบตื้นเขินและล้าสมัย
รวมถึงขาดความเข้าใจพัฒนาการทางความคิดในการสร้างสรรค์สถาปัตยกรรมร่วมสมัยบนฐานวัฒนธรรมเดิมที่ต้องเปิดกว้างและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
ผู้มีอำนาจส่วนใหญ่ยังหลงอยู่ในโลกสถาปัตยกรรมไทยเมื่อ 100 ปีก่อนที่การแสดงออกถึงอัตลักษณ์ไทยคือการยกรูปทรงหลังคาวัดและวังแบบจารีตมาสอมครอบทับลงบนอาคาร พร้อมทั้งประดับลวดลายไทยที่ลดทอนรายละเอียดลงเอาไว้ตามหัวเสา หน้าบัน ฝาผนัง ประตูหน้าต่าง และฐานอาคาร เป็นหย่อมๆ ซึ่งในวงวิชาการนิยามรูปแบบนี้ไว้รวมกันอย่างกว้างๆ ว่า “สถาปัตยกรรมไทยประยุกต์”
ไม่ปฏิเสธนะครับว่าวิธีการดังกล่าวเคยประสบความสำเร็จ ในอดีตของหลายประเทศทั่วโลก ในยุคสมัยแห่งการเปลี่ยนแปลงจากสังคมจารีตสู่สมัยใหม่ สถาปัตยกรรมของรัฐทั้งหมดจำเป็นต้องเร่งหาสะพานเชื่อมระหว่างอดีตของตนเองกับโลกสมัยใหม่ การย้อนกลับไปใช้รูปทรงหลังคาตลอดจนลวดลายศิลปกรรมโบราณมาสวมครอบและแปะทับลงบนอาคารสมัยใหม่ คือวิธีการที่จำเป็นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แต่สภาวะดังกล่าว ในหลายประเทศ ดำรงอยู่เพียงไม่นานก็เกิดพัฒนาการในการตีความสร้างสรรค์อัตลักษณ์ของตนเองใหม่อย่างกว้างขวาง สามารถผสานกลืนกลายความเป็นสมัยใหม่เข้ากับรากเหง้าเดิมพร้อมทั้งเปิดรับวัฒนธรรมใหม่ จนก่อเกิดเป็นงานสถาปัตยกรรมที่ทั้งสอดคล้องกับวิถีชีวิตสมัยใหม่ มีร่องรอยของอดีต และเป็นที่ยอมรับในระดับโลก
ในขณะที่วงการสถาปัตยกรรมไทยยังคงยืนอยู่จุดเดิมเมื่อ 100 ปีก่อน ปรับเปลี่ยนเพียงวัสดุและเทคโนโลยีการก่อสร้างเท่านั้น
ที่น่าตกใจที่สุดคือ หากมองย้อนกลับไปในอดีตราว 30-50 ปี “สถาปัตยกรรมไทยประยุกต์” มิได้ครอบงำสถาปัตยกรรมของภาครัฐทั้งหมดนะครับ สังคมไทยในยุคนั้นยังเปิดพื้นที่ให้สำหรับความเป็นไทยแบบอื่นด้วย (แม้จะไม่มากนักก็ตาม)
ที่สำคัญเช่น อาคารัฐสภาหลังเดิม (ถูกรื้อลงแล้ว) ที่ออกแบบด้วยงานสถาปัตยกรรมแบบสมัยใหม่เต็มรูปแบบ
กลุ่มอาคารศาลฎีกาหลังเดิม (รื้อลงแล้วเช่นกัน) ที่ออกแบบด้วยรูปทรงที่สะท้อนกลิ่นอายของ Art Deco
หรือแม้แต่สนามบินสุวรรณภูมิ ที่สร้างขึ้นด้วยภาษาทางสถาปัตยกรรมแบบสากลเต็มรูปแบบโดยมีเพียงการประดับตกแต่งด้วยศิลปกรรมไทยแบบจารีตเพียงเล็กน้อยภายในอาคาร เช่น ศาลาไทย ยักษ์ ประติมากรรมกวนเกษียรสมุทร เท่านั้น
ในขณะที่ปัจจุบัน นับตั้งแต่การรัฐประหาร 2549 ที่ตามมาด้วยการรัฐประหารอีกครั้งในปี พ.ศ.2557 ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการสร้างบรรยากาศสังคมแบบอนุรักษนิยมสุดโต่งขึ้นในไทย
วงการสถาปัตยกรรมก็หมุนเปลี่ยนกลายเป็นถูกครอบงำด้วยรูปแบบ “สถาปัตยกรรมไทยประยุกต์” ที่เข้มข้นขึ้น
อาคารสาธารณะของรัฐนับตั้งแต่นั้นมา แทบไม่เปิดโอกาสให้ภาษาสากลและการตีความความเป็นไทยแบบอื่นได้มีพื้นที่อีกเลย
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ กลุ่มอาคารศาลฎีกาใหม่ และรัฐสภาใหม่ ที่ย้อนกลับไปหางานสถาปัตยกรรมแบบจารีตเต็มรูปแบบ
(ดูเพิ่มใน Chatri Prakitnonthakan. Ultra-Thai Architecture after the 2006 coup d’?tat. South East Asia Research, 28(2), 120-139.)
ผมเชื่อเสมอว่า สถาปนิกไทยมีคุณภาพไม่แพ้สถาปนิกในสังคมอื่น มีศักยภาพในการสร้างสรรค์ความเป็นไทยที่สามารถโอบรับความเป็นสากล ตลอดจนความท้าทายของโลกร่วมสมัยได้อย่างมีประสิทธิภาพไปพร้อมกันได้ แต่ศักยภาพดังกล่าวกลับถูกฉุดรั้งไว้ด้วยการกำหนดนิยามความเป็นไทยที่คับแคบและตายตัว วงการสถาปัตยกรรมไทยในปัจจุบันเสมือนอยู่ในกรงขังทางความคิดสร้างสรรค์
การได้มีโอกาสเยี่ยมชมศาลาไทยในงาน Expo ครั้งล่าสุดยืนยันสิ่งนี้ได้ชัดเจนที่สุด บริษัทที่ได้รับมอบหมายให้ทำงานนี้เป็นหนึ่งในบริษัทออกแบบชั้นนำของไทยที่มีผลงานดีๆ มากมาย แต่งานศาลาไทยที่โอซาก้ากลับแตกต่างไปอย่างน่าตกใจ ความสัมพันธ์ระหว่างรูปทรงภายนอกกับพื้นที่ (space) ภายในปราศจากคุณภาพอย่างไม่น่าเชื่อ เสมือนว่ามีกรอบกรงทางความคิดสร้างสรรค์บางอย่างสวมครอบการออกแบบเอาไว้
หลายคนอาจย้อนถามว่า “สถาปัตยกรรมไทยประยุกต์” มันเสียหายอย่างไรจนผมต้องออกมาวิจารณ์หลายครั้ง
คำตอบคือ ปัญหาของรูปแบบนี้มิใช่เพียงแค่หน้าตาอาคารที่ขาดพัฒนาการทางสถาปัตยกรรมเท่านั้น แต่ปัญหาที่แท้จริงคือ การดึงดันที่จะใช้รูปแบบทุกครั้งในทุกอาคารโดยไม่คำนึงถึงความแตกต่างของที่ตั้งและการใช้สอย ได้สร้างความเสียหายมหาศาลที่มากกว่าที่หลายคนคิด
การดื้อดึงที่จะต้องมีหลังคาทรงไทยครอบทับกลุ่มอาคารศาลฎีกาใหม่ ริมท้องสนามหลวง ได้ทำให้ความสูงของอาคารกลายเป็น 27 เมตร ทะลุเกินความสูง 16 เมตร ที่กำหนดไว้ในกฎหมายกำหนดความสูงอาคารที่สร้างใหม่ในพื้นที่เกาะรัตนโกสินทร์ไปมากถึง 11 เมตร สิ่งนี้เป็นการทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายที่เราไม่อาจยอมรับได้
ไม่เพียงแค่นั้น กรณีนี้ยังได้ทำลายความชอบธรรมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์พื้นที่กรุงรัตนโกสินทร์ไปจนหมดสิ้น กลายเป็นเพียงหน่วยงานสองมาตรฐานที่เอาจริงเอาจังแค่คนไร้อำนาจเท่านั้น
อีกกรณีคือ รัฐสภาใหม่ที่ออกแบบด้วยการครอบทับด้วยสถูปเจดีย์และแผนผังที่ถอดออกมาจากคัมภีร์ไตรภูมิอย่างตรงไปตรงมาจนส่งผลให้การใช้งานพื้นที่ภายในเต็มไปด้วยปัญหา
กลายเป็นงานสถาปัตยกรรมที่ไม่ตอบสนองการใช้งานของมนุษย์ ทั้งๆ ที่สิ่งนี้ควรจะต้องเป็นเป้าหมายสำคัญที่สุดของสถาปัตยกรรม
ความเสียหายทั้งหมดนี้ จะไม่เกิดขึ้นเลยหากสังคมไทยเปิดรับการตีความความเป็นไทยที่ไม่คับแคบเพียงแค่ครอบทับอาคารในโลกสมัยใหม่ด้วยหลังคาจั่วทรงสูง สถูปเจดีย์ และแผนผังของวัดวาอารามแบบโบราณ
ควรกล่าวไว้ก่อนว่า งานสถาปัตยกรรมแบบจารีตไม่ใช่ผู้ร้ายที่ต้องรังเกียจนะครับ มีงานหลายประเภทที่การใช้รูปแบบ “สถาปัตยกรรมไทยประยุกต์” ยังสามารถตอบสนองโลกปัจจุบันได้
แต่สิ่งที่เราต้องยอมรับให้ได้คือรูปแบบนี้มิใช่ยาวิเศษสารพัดนึกที่สามารถใช้กับอาคารทุกประเภท ทุกขนาด และทุกพื้นที่ได้อย่างไร้เงื่อนไข
รูปแบบนี้มีข้อจำกัดเยอะมากในการใช้งาน ซึ่งชุดบทความนี้ที่จะนำเสนอในสัปดาห์ต่อๆ ไป จะพยายามแสดงข้อจำกัดดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม โดยหวังว่าจะทำให้ผู้มีอำนาจที่ชอบแทรกแซงการออกแบบสถาปัตยกรรมไทย เข้าใจถึงปัญหาตลอดจนข้อจำกัดทั้งหมด
และยอมที่จะให้มีการ “ปลดล็อก” สถาปัตยกรรมไทยสู่พื้นที่แห่งการสร้างสรรค์อย่างแท้จริง
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
