หลักหิน ‘ร่างเสมือน’ ของผีบรรพชน ที่หอหลักเมืองใหม่ นครหลวงเวียงจันทน์
On History | ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ
ในคราวที่มีการขุดตรวจสอบพื้นที่เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการปรับปรุงถนนหมายเลข 1 นครหลวงเวียงจันทน์ จากพื้นที่บริเวณใจกลางเมืองเก่าเวียงจันทน์ ไปยังสะพานมิตรภาพไทย-ลาว เมื่อวันที่ 15 มกราคม พ.ศ.2550 นั้น ได้มีการค้นพบกลุ่มหินที่มีการขัดแต่งรูปทรง ขนาดไม่ใหญ่ไม่เล็กตั้งเรียงรายอยู่เป็นกลุ่ม
นักวิชาการชาวลาวอย่าง ท้าว กาบแก้ว ทำมะวง ผู้เขียนหนังสือที่ว่าด้วยความเชื่อของศาสนาผีในลาวอย่าง “เจ้าแม่สีเมือง, แถน, ขวัน, นาก, หลักเมือง, ฮีต 12 และประเพนีความเชื่อของคนลาวในอดีตถึงปัดจุบัน” (เอกสารภาษาลาว พิมพ์เมื่อ พ.ศ.2565) ได้เรียกหินเหล่านี้ว่า “หลักหิน”
และก็เป็นในหนังสือเล่มเดียวกันนี้เอง ที่ท้าว กาบแก้ว ได้เคยนิยามความหมายของคำว่า “หลัก” ในภาษาลาวเอาไว้โดยไม่ได้หมายถึงกลุ่มหินเหล่านี้ว่า หมายถึง “เสา” “สมอ” หรือ “ที่ยึดเหนี่ยว”
แต่ถึงอย่างนั้น ท้าว กาบแก้ว ก็ไม่ได้บอกเอาไว้หรอกว่า ทำไมเขาถึงเรียกหินเหล่านี้ว่า “หลักหิน” และที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือ ยังไม่มีรายงานออกมาว่า กลุ่มหลักหินเหล่านี้คืออะไรแน่?
สิ่งที่น่าสนใจก็คือ พื้นที่บริเวณที่ขุดพบหลักหินเหล่านี้ อยู่ใกล้กันกับ “วัดสีเมือง” ในเขตเมืองเก่าของนครหลวงเวียงจันทน์ โดยคำว่า “สีเมือง” นี้เป็นการสะกดด้วยอักขรวิธีอย่างลาว แต่นครหลวงเวียงจันทน์จะสะกดอีกอย่างได้ว่า “ศรีเมือง”
ชาวลาวเชื่อกันว่า “วัดสีเมือง” นี้เป็นที่สถิตของ “เจ้าแม่สีเมือง” (คือ เจ้าแม่ศรีเมือง) ซึ่งมีชื่อปรากฏอยู่ในตำนานการสร้าง “หลักเมือง” เวียงจันทน์
ตำนานดังกล่าวมีรายละเอียดแตกต่างกันไปมากมายหลายสำนวน แต่โดยรวมแล้วจะมีรายละเอียดตรงกันอยู่ประการหนึ่งคือ ผู้ที่บูชายัญอุทิศชีวิตตนเองเอาไว้ที่ใต้ของหลักเมืองนี้ เป็นผู้หญิงท้องแก่ มีชื่อว่า “สี” และได้กลายเป็น “เจ้าแม่สีเมือง” อารักษ์ประจำกรุงเวียงจันทน์ไปในที่สุด
เรื่องเล่าของการบูชายัญมนุษย์เอาไว้ข้างใต้เสาหลักเมือง หรือเสาของสิ่งปลูกสร้างสำคัญของเมืองอย่างนี้ ก็เป็นไปในทำนองเดียวกันกับตำนานการสร้าง “เสาหลักเมือง” ของไทย และที่อื่นๆ ในอุษาคเนย์ อย่างเช่น เมืองหงสาวดีในยุคที่พวกมอญเรืองอำนาจ ดังปรากฏความอยู่ในพงศาวดารมอญเรื่อง ราชาธิราช ซึ่งได้อ้างถึงการบูชายัญมนุษย์ในการตั้งเสา (เข้าใจว่าเป็น เสาเอก) ของปราสาท คือพระราชวังของมะกะโท หรือพระเจ้าฟ้ารั่ว (ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ.1830-1850) ปฐมกษัตริย์ของเมืองเมาะตะมะ คือหงสาวดีของชนชาวมอญ ซึ่งมีลักษณะก้ำกึ่งระหว่างบุคคลที่เคยมีชีวิตอยู่จริง กับบุคคลในตำนานหรือนิทาน
ดังนั้น ถึงแม้จะเป็นเรื่องที่บันทึกอยู่ในพงศาวดาร แต่เรื่องของการบูชายัญมนุษย์นี้ จึงไม่อาจจะระบุได้อย่างชัดเจนว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงหรือไม่?
แต่ไม่ว่าข้อเท็จจริงจะเป็นเช่นไรก็ตาม การพบนิทาน หรือตำนานเกี่ยวกับการฝังมนุษย์ทั้งเป็นเอาไว้ที่ข้างใต้ของเสาทำนองนี้อย่างแพร่หลายในอุษาคเนย์ ก็แสดงให้เห็นถึงชุดความเชื่อร่วมกันบางอย่างของผู้คนมากบ้าน หลากเมือง ของอุษาคเนย์ในสมัยโบราณ

นักวิชาการชาวลาวคนเดิมอย่าง ท้าว กาบแก้ว ได้อธิบายว่า “เจ้าแม่สีเมือง” นี้ก็คือ “ผีเสื้อเมือง” โดยได้อ้างอิงผลงานวิชาการต่างๆ ต่อไปว่า “เสื้อ” นั้นเพี้ยนมาจากคำว่า “เชื้อ” ดังนั้น จึงรวมความเป็น “ผีเชื้อเมือง” ซึ่งก็คือ “ผีบรรพชน” ของเมืองนั่นเอง
ในปัจจุบันนี้ชาวลาวมักจะเชื่อกันว่า หลักเมืองที่เจ้าแม่สีเมืองสถิตอยู่นั้น เป็นปราสาทขอมหลังหนึ่งที่ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ของวัดสีเมืองในปัจจุบัน แต่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกจัดวางไว้เป็นประธานของวิหารภายในวัดแห่งนี้กลับเป็นก้อนหินใหญ่ ที่ถูกปรับแต่งรูปทรงก้อนหนึ่ง ซึ่งในปัจจุบันก็ยังมีผู้คนไปกราบไหว้บูชา โดยถือว่าศักดิ์สิทธิ์อยู่ไม่คลาย
ดังนั้น หินใหญ่ก้อนนี้คงจะเคยถูกนับถือในฐานะที่เป็น “หินตั้ง” มาก่อน และควรที่จะเชื่อมโยงอยู่กับตำนานเรื่องของเจ้าแม่สีเมือง มากกว่าตัวปราสาทขอม โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาถึงหินตั้งที่มีการฝังศพ หรืออัฐิของมนุษย์อยู่ข้างใต้ ก็ดูจะเชื่อมโยงกับตำนานของเจ้าแม่สีเมืองได้อย่างเหมาะสมมากกว่า
ตัวอย่างของการพบหินตั้ง ที่มีการฝังศพ หรืออัฐิอยู่ข้างใต้ของเสาหินอย่างนี้ ถ้าตัวหินตั้งถูกวางเรียงล้อมกันเป็นวงกลม ก็จะมีคำศัพท์ที่ชาวบ้านใช้เรียกมาตั้งแต่สมัยเก่าก่อนว่า “วงตีไก่” นั่นแหละครับ (แต่ข้างใต้ของวงตีไก่นั้น จะไม่มีการฝังศพ หรืออัฐิของมนุษย์อยู่ก็ได้ เพราะจะมีหรือไม่มีก็เรียก วงตีไก่ เหมือนกันทั้งหมด)
ดังนั้น เมื่อพิจารณาจากประวัติของตำแหน่งสถานที่ค้นพบของหลักหินเหล่านี้ พบอยู่ในบริเวณที่ตั้งอยู่ใกล้ชิดกับ ‘หินตั้ง’ อันเป็นที่สถิตของเจ้าแม่สีเมือง ผู้เป็นผีเสื้อเมือง คือผีบรรพชนของเมืองเวียงจันทน์เป็นอย่างมาก ประกอบเข้ากับรูปร่างลักษณะของหิน และรูปแบบการกระจายตัว ก็ชวนให้นึกถึง “หินกุต” ในสุสานกุต ของชาวจามขึ้นมาอย่างจับจิตจับใจ
กล่าวโดยสรุป อะไรที่เรียกว่า “หินกุต” ของพวกจามนั้นก็คือ ที่สถิตของพลังชีวิตของ “ผีบรรพชน” โดยในพิธีศพที่ซับซ้อนและกินระยะเวลาอันยาวนานนั้น จะเริ่มตั้งแต่พิธีการฝังศพทิ้งไว้จนครบปี จากนั้นจะขุดเอาศพขึ้นมาเผา แล้วนำกระดูกหน้าผากของผู้ตายไปเก็บเอาไว้ในภาชนะที่เรียกว่า “กลอง” จากนั้นจะเก็บไว้ในเรือน เพื่อรอให้มีคนในตระกูลเสียชีวิต จนมีกระดูกของบรรพชนมากประมาณหนึ่ง ค่อยนำออกไปทำพิธีที่เรียกว่า “กุต” ในสุสาน ซึ่งก็เรียกว่า “กุต” เพื่อให้พลังชีวิตของบรรพชนทั้งหลายไปสถิตรวมกันอยู่ในหิน ที่เรียกว่า “กุต” นั่นเอง
“หินกุต” จึงเป็นที่สถิตของ “พลังชีวิต” ของ “ผีบรรพชน” โดยที่ “กุต” หรือ “หิน” แต่ละก้อนนั้นไม่ได้หมายถึงบรรพชนคนไหนเป็นการพิเศษ เพราะเชื่อว่าไปสถิตรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน
“หินกุต” เหล่านี้ จึงทำหน้าที่เป็น “ร่างเสมือน” (substituted body) ของผีบรรพชน ที่ใช้สำหรับให้ลูกหลานสามารถติดต่อเซ่นสรวงขอความสุข ความอุดมสมบูรณ์ หรือให้คุณต่างๆ ต่อลูกหลานได้
เอาเข้าจริงแล้ว “หินกุต” จึงทำหน้าที่ไม่ต่างจาก “หลักเมือง” อันเป็นที่สถิตของ “เสื้อเมือง” คือผีบรรพชนของเมืองมากนัก ต่างกันก็เพียงแต่หินกุตเป็นที่สถิตของผีบรรพชนของตระกูล แต่หลักเมืองเป็นที่สถิตของบรรพชนของเมือง
หินกุตของชาวจามนั้น มีทั้งทำเป็นแผ่นหินคล้ายใบเสมา ที่รูปร่างเหมือนกับเจว็ดของไทย มีทั้งที่เป็นหินก้อนใหญ่พอๆ กับใบเสมาของไทยในปัจจุบัน และที่เป็นหินธรรมชาติ ขนาดเล็กพอๆ กับกลุ่มหลักหินที่พบในลาวนั้นก็มีมาก เช่น กลุ่มหินในสุสานกุต ที่เมืองนิญถ่วน ประเทศเวียดนาม เป็นต้น

เป็นไปได้อย่างยิ่งว่า กลุ่มของ “หลักหิน” ที่พบในลาวเมื่อ พ.ศ.2550 นั้นจะทำหน้าที่คล้ายๆ กับ “หินกุต” คือเป็นที่สถิต “พลังชีวิต” ของ “ผีบรรพชน” คือเป็น “ร่างเสมือน” เพื่อใช้ในการเซ่นสรวงบูชาบรรพชน
ดังนั้น จึงไม่แปลกอะไรเลยสักนิด ที่จะพบอยู่ใกล้กันกับบริเวณอันเป็นที่ตั้งของ “หลักเมือง” ซึ่งเชื่อว่าเป็นที่สถิตของ “เจ้าแม่สีเมือง” ผู้เป็นผีเสื้อเมืองแห่งนครหลวงเวียงจันทน์ ตามความเชื่อของชาวลาว
ที่สำคัญก็คือ ชาวลาวในปัจจุบันยังอาจมีความทรงจำในเรื่องนี้ได้อย่างรางๆ เพราะพื้นที่บริเวณใกล้กับที่ขุดพบกลุ่มหินหลักเมืองเหล่านั้น ได้ถูกสร้างเป็น “หอหลักเมืองใหม่” ซึ่งเทียบได้กับ “ศาลหลักเมือง” ของไทย
แถมยังนำเอากลุ่มหลักหินที่พบในคราวจะปรับปรุงถนนนั้น ไปเก็บและจัดแสดงอยู่ภายในหอหลักเมืองใหม่ที่ว่านี้ด้วยอย่างน่าสนใจ
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
