รัฐบาลอนุทิน ลุยสางปม 3 สัมปทาน รถไฟ 3 สนามบิน-ดิวตี้ฟรีคิง เพาเวอร์-BTS ทาง 2 แพร่ง ไปต่อหรือพอแค่นี้
บทความพิเศษ | ศัลยา ประชาชาติ
รัฐบาลเฉพาะกาล 4 เดือน กำลังขะมักเขม้น กับการสร้างผลงานเฉพาะหน้า ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง และความมั่นคง
เฉพาะอย่างยิ่งโครงการสัมปทาน ที่เอกชนคู่สัญญาเป็นยักษ์ใหญ่ในวงการธุรกิจ เจ้าของความมั่งคั่งระดับเบอร์ต้นๆ ของประเทศ
อย่างน้อยมีการเขย่าสัญญา หวังปิดดีล แบบ Big Quick Win ใน 3 โครงการมูลค่าเฉียด 3 แสนล้าน คือ
1. สัญญาสัมปทานบริหารร้านค้าปลอดอาการ หรือ Duty Free ระหว่างกลุ่มบริษัท คิงเพาเวอร์ ของตระกูลศรีวัฒนประภา กับบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT
2. โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ระหว่างบริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด ในเครือซีพี กับการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)
3. ปิดดีลหนี้รถไฟฟ้าสายสีเขียว ระหว่างบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BTS) ของตระกูลกาญจนพาสน์ กับ กทม.
สําหรับโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน 2.2 แสนล้าน โปรเจ็กต์หัวหอกในเขตเศรษฐกิจ EEC ที่ลงนามในสัญญาผ่านมาแล้ว 2 รัฐบาล 3 นายกรัฐมนตรี แต่ยังไม่ได้เริ่มต้นสักที ล่าสุด ยุครัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล สั่งเคลียร์ด่วน ผ่านนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม
รมว.คมนาคม สายตรงจากทำเนียบ งัดเอกสารจากอัยการสูงสุด 18 ข้อ โต้แย้ง-ไม่เห็นด้วยกับสาระสำคัญที่สำนักงานอีอีซี เคยเห็นชอบในหลักการแก้ไขสัญญา 5 ข้อ เตรียมเสนอต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณา ชี้ให้เห็นว่า การแก้ไขสัญญาจะทำให้ รฟท. มีความเสี่ยงเสียเปรียบทางการเงิน และการบังคับใช้สัญญาในอนาคตแบบเต็มๆ
ท่าที รมว.คมนาคม จึงเป็นไปในทิศทาง ที่จะ “เจรจา-กลับไปใช้สัญญาฉบับเดิม” ของอัยการสูงสุด อาทิ หลักการด้านการเงิน วิธีการชำระเงินที่รัฐร่วมลงทุน และค่าสิทธิ์ร่วมลงทุนในแอร์พอร์ตเรลลิงก์, ค่าชดเชยในกรณีที่มีการเลิกสัญญาเพราะเหตุจากความผิดของคู่สัญญา, ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของ รฟท.ในการจ่ายเงินตามความก้าวหน้าของงานโยธา และอีกสารพัดเกณฑ์กฎหมาย ที่ทนายแผ่นดินระบุไว้
การยื้อของบริษัท เอเชีย เอรา วัน ด้วยจังหวะ “ไม่ทำ-แต่ไม่ถอย” ทั้งเรื่องงวดการจ่ายเงิน-การกำหนดชำระค่าสิทธิ์ให้ร่วมลงทุนในโครงการแอร์พอร์ตเรลลิงก์ (ARL) จำนวน 10,671.09 ล้านบาท แบ่งเป็น 7 งวด 7 ปีจำนวนเท่าๆ กัน ปะทะกับข้อโต้แย้งของอัยการสูงสุด 18 ข้อ ทำให้นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการอีอีซี ต้องนัดตั้งวาระการประชุมรอบใหม่ ในสัปดาห์หน้า 5 ฝ่าย ระหว่าง 1. อีอีซี 2. อัยการสูงสุด 3. รฟท. 4. บริษัท เอเชีย เอรา วัน 5. รมว.คมนาคม
สาระที่ต้องเจรจา คือ หากจะต้องเดินหน้ารถไฟความเร็วสูง ต้องลงทุนรูปแบบใด จะยึดสัญญาเดิม หรือสัญญาใหม่มีจุดลงตัวตรงไหน
ท่ามกลางข่าวการปรับ-ลด-ปลด-ย้าย เลขาธิการอีอีซี ที่กระฉ่อนทั่วทั้งกระทรวง
ร้านค้าดิวตี้ฟรี ใน 3 สนามบิน เป็นอีกสัญญาสัมปทาน ที่ยืดเยื้อมาจากยุครัฐบาลเพื่อไทย ระหว่างกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ กับบริษัท AOT ที่คู่สัญญาชิงแจ้งหลักการต่อรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร เมื่อกลางปีที่ผ่านมา “ขอหารือแนวทางยกเลิกสัญญาบริหาร Duty Free ในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ภูเก็ต เชียงใหม่ และหาดใหญ่”
ที่ได้รับสัญญาประกอบกิจการไปจนถึง 31 มีนาคม 2576
ล่าสุด บอร์ด AOT มีมติเห็นชอบให้ฝ่ายบริหารของ AOT เจรจากับบริษัท คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี เพื่อเดินหน้าเจรจา “ไม่เลิกสัญญา” โดยยกเอกสารของ 2 ที่ปรึกษา คือมหาวิทยาลัยมหิดล และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ที่ผลออกมามีนัยว่า การเจรจาต่อรองผลประโยชน์เป็นแนวทางที่เป็นประโยชน์สูงสุดต่อ AOT
กระนั้น นายนิตินัย ศิริสมรรถการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คิง เพาเวอร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ที่เคยเป็นซีอีโอ AOT ก็ยืนยัน 7 ข้อ สำหรับการเจรจา ปรับแก้สัญญาตัวเลขผลประโยชน์ใหม่ หลังวิกฤตโควิด-19 และเหตุผลบริบทธุรกิจใหม่ ให้เกิดความเป็นธรรม
ทั้งนี้ การประมูลร้านค้า Duty Free เมื่อปี 2562 นั้นกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ เสนอวงเงินผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำรายปี 3 สัญญารวมกัน ปีแรกมูลค่ารวม 23,548 ล้านบาท
แบ่งเป็น 1. ดิวตี้ฟรีสนามบินสุวรรณภูมิ 15,419 ล้านบาท
2. ดิวตี้ฟรีสนามบินภูเก็ต เชียงใหม่ และหาดใหญ่ 2,331 ล้านบาท
และ 3. กิจการบริหารจัดการกิจกรรมเชิงพาณิชย์ภายในอาคารผู้โดยสาร ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ 5,798 ล้านบาท
ตัวเลขที่ AOT ขีดเส้นใต้ไว้ในการเจรจารอบใหม่ คือ AOT จะต้องมีรายได้ไม่ต่ำกว่าผู้ประกอบการรายที่ 2 ที่ยื่นเสนอผลประโยชน์ตอบแทนให้ AOT ที่เคยเสนอราคาแข่งขันกันตั้งแต่เปิดประมูล
วัน ว. เวลา น. ที่กลุ่มคิง เพาเวอร์ขีดเส้นตายไว้ คือ AOT ต้องพิจารณาข้อเรียกร้องที่ได้นำเสนอไปก่อนหน้านี้อย่างละเอียดภายในเดือนพฤศจิกายนนี้ ข้อไหนรับไม่ได้ก็ต้องตีมูลค่าความเสียหาย หากบริษัทไปต่อไม่ได้ ต้องเจรจาเพื่อนำไปสู่การยกเลิกสัญญา
คนวงใน-ทำการค้าในสนามบิน คาดการณ์กันว่า AOT จะยอมปรับเงื่อนไขตามที่กลุ่มคิง เพาเวอร์เรียกร้องแน่นอน เพราะเป็นสัมปทานใหญ่ หากมีการยกเลิกสัญญา จะทำให้ขาดรายได้ปีละราว 2 หมื่นล้าน และกว่าจะได้ผู้ร่วมสัญญาสัมปทานรายใหม่ต้องใช้เวลากว่า 2 ปี
ผู้ประกอบการในสนามบิน ระบุว่าการรองรับนักเดินทางไม่สามารถปราศจากร้านค้าดิวตี้ฟรีในสนามบินได้ และเหตุการณ์ยกเลิกสัญญาสัมปทานเช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นในประเทศใดมาก่อน ไม่เพียง AOT เท่านั้นที่เสียหาย ประเทศชาติก็เสียหายด้วย
อีกด้านหนึ่ง สัมปทานรถไฟฟ้าสายยาว หลายส่วนต่อขยาย สายสีเขียว ที่คาราคาซังมา 3 นายกรัฐมนตรี ก็ได้มีการเจรจาและปิดดีล ทั้งสิ้น 36,444 ล้านบาท ไปแล้ว ในยุครัฐบาลอนุทิน นายกรัฐมนตรีคนที่ 4
ล่าสุด นายคีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการ บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BTS) แถลงว่า บริษัทได้รับการชำระหนี้ค่าจ้างเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยาย ที่ กทม.ค้างชำระบริษัทรวมทั้งสิ้น 36,444 ล้านบาท ทั้งเงินต้น 31,482 ล้านบาท และดอกเบี้ย 4,962 ล้านบาท
จากนี้ไปจาก MOU ที่ได้มีการลงนามร่วมกับ กทม. จะจ่ายค่าเดินรถให้บริษัททุกเดือนในวันที่ 20 ของเดือน หลังจากที่บริษัทสรุปยอดให้ กทม. เดือนละ 740 ล้านบาท ส่วนค่าจ้างเดินรถในเส้นทางสัญญาสัมปทานที่จะสิ้นสุดในปี 2572 คาดว่าจะต้องจ่ายอัตรา 1,300-1,400 ล้านบาทต่อเดือน
ส่วนนโยบายโดยสาร 40 บาทต่อวัน ของรัฐบาลใหม่ นายคีรีให้ความเห็นว่า จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและช่วยเพิ่มจำนวนผู้โดยสารรถไฟฟ้าขึ้นอีกราว 50% จากปัจจุบันที่มีผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าทุกสายรวมกันประมาณ 2 ล้านคนต่อวัน
ภายใต้รัฐบาลใหม่ การบริหารโครงการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) จากนี้ไป ต้องเร่งหาแนวทางรวมศูนย์การบริหารจัดการระบบรถไฟฟ้าแบบองค์รวม (Single Ownership) เพื่อให้บริการ “บัตรโดยสารเหมาจ่ายรายวัน” ครอบคลุมกับโครงการรถไฟฟ้าทุกสายนอกเหนือจากรถไฟฟ้าสายสีแดง และสายสีม่วง ที่จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2568-30 พฤศจิกายน 2569
โดย รฟม.ต้องพิจารณาเรื่องเงินชดเชย และการซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้าจากเอกชนกลับมาเป็นของรัฐบาล เมื่อซื้อคืนกลับมาแล้วจะใช้วิธีว่าจ้างให้เอกชนเข้ามาทำหน้าที่บริหารจัดการและเดินรถ ส่วนการจัดหาแหล่งเงินทุนสำหรับซื้อคืนสัมปทานนั้น ต้องไม่สร้างผลกระทบต่อภาระหนี้สาธารณะ
หลังแถลงนโยบายได้ 1 เดือน รัฐบาลอนุทินเร่งเคลียร์บิลโครงการสัมปทานเฉียด 3 แสนล้าน หวังปิดดีลเมกะโปรเจ็กต์ ที่ยืดเยื้อมา 3 นายกรัฐมนตรี ให้จบภายในวาระนายกฯ คนที่ 4 ภายใน 4 เดือน
นี่จึงเป็นจังหวะก้าวที่น่าจับตาเป็นอย่างยิ่ง
