MatiTalk ดร.เอ้ สุชัชวีร์ หนทางเดียวในการเปลี่ยนแปลงประเทศ คือ การศึกษา ขอแค่ 1 ปี เปลี่ยนได้
สารภาพนะ…โคตรเหนื่อยเลย โคตรเหนื่อย มีแต่คนบอกว่าซื้อเสียงกันเยอะ ไม่มีทุนมหาศาลเป็นพันล้านเป็นหมื่นล้านเข้าการเมืองไม่ได้ ผมเข้าใจโคตรเสียใจเลยที่บอกว่า การศึกษามันขายไม่ได้ แต่ผมถามคำหนึ่งต่อให้การศึกษา ถ้ามันจะขายไม่ได้แต่มันเป็นเรื่องที่ต้องทำหรือเปล่า
ศาสตราจารย์ ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ ให้สัมภาษณ์รายการ MatiTalk มติชนสุดสัปดาห์
ศ.ดร สุชัชวีร์กล่าวต่อว่า “ไม่ว่าจะเจออุปสรรคอะไร ซึ่งผมไม่มี hidden agenda ไม่มีเบื้องหน้า เบื้องหลังผมมีลูกเล็ก ผมออกมาตรงนี้ซึ่งมันเหนื่อยสุดๆ มันเครียดสุดๆ เพียงเพราะว่าผมได้รับโอกาสจากประเทศนี้ ได้ทุนไปเรียนเมืองนอก พ่อแม่ผมเป็นครู ผมเป็นครู แล้วผมก็เห็นว่ามันจะเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ให้เหมือนกับประเทศที่ผมเคยไปเรียน มีอยู่หนทางเดียวคือการศึกษา”
“ซึ่งการทำเรื่องการศึกษาที่ดูแลเด็กเป็นล้านๆ คนได้ มันต้องทำการเมืองเท่านั้น ดังนั้นผมมีความฝันและมีความหวังว่าคนที่ฟังเราอยู่วันนี้จะสนับสนุนให้เรามีโอกาสได้ทำงาน เราขอทำงานเรื่องทุนมนุษย์ คุณภาพลูก ซึ่งจะเป็นอนาคตของครอบครัวของประเทศไทย”
“ผมฝันและหวังเท่านี้ครับ”
การศึกษาไทยรั้งท้าย
ดร.เอ้เล่าว่า พยายามจะหาคำตอบเรื่องนี้ จะว่าไปแล้วก็ตลอดชีวิตการทำงานว่าทำไมเด็กไทยเก่งและดีไม่แพ้ชาติใดในโลกจริงๆ นะ เพราะเราเองเราก็อยู่ในกระบวนการศึกษามา ผมมีโอกาสไปเรียนต่างประเทศกลับมาเป็นอาจารย์ พอมาเป็นพ่อคน เราทุ่มเททุกอย่างให้กับลูกจริงๆ เพื่อให้องค์ประกอบด้านคุณสมบัติของเด็กพร้อม
ครููเราก็ดี พ่อแม่เราก็ทุ่มเทแล้วทำไมการศึกษาไทย มันถดถอยสู้ไม่ได้จริงๆ ไม่ว่าจะจัดอันดับแบบไหนใช้อะไรมาทำการทดสอบตอบได้คำเดียวเลย ก็คือผู้นำการเมือง เพราะว่าถ้าเกิดผู้นำการเมืองยังไม่มุ่งมั่นใส่ใจเรื่องการศึกษาจริงๆ มันไม่มีทางหรอกเพราะว่าเด็กไทยตั้งกี่ล้านเข้ามาสู่ในระบบโรงเรียน
ดังนั้น ระบบโรงเรียนจะพัฒนาสู้กับประเทศอื่นได้มันต้องมาจากผู้นำทางการเมือง
คำว่า ผู้นำทางการเมืองไม่ใช่แค่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษา กระทรวงอว. เท่านั้น แต่มันหมายถึงนายกรัฐมนตรี ซึ่งวันนี้ถ้าถามกันว่าสนใจกระทรวงอะไรมากที่สุดเราก็เห็นอยู่ไม่ใช่กระทรวงในการสร้างคน
เมื่อไม่ได้ทุ่มเทเรื่องการสร้างการศึกษาเป็นอันดับแรกประเทศจะสู้ได้ยังไงและเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศที่เขาประสบความสำเร็จ
ไปถาม ลี กวน ยู บิดาของสิงคโปร์ อะไรเป็นอันดับหนึ่งเขาจะพูดตลอดเลยว่าเรื่องการศึกษา
ถ้าเกิดวันนี้การเมืองยังไม่ใส่ใจ เรื่องการศึกษาเราจะไม่มีทางสู้ใครได้เลย

เริ่มวันนี้ยังสายไปไหม
ในความเป็นจริงเราอยู่ในฐานะผู้ตามไปแล้ว คือบอกว่าช้าก็อาจจะช้าไปก็ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ทำอะไรเลย
จริงๆ แล้วศัพท์ที่บอกว่า “มันไม่มีอะไรช้าไป” มันจริง
ดังนั้น วันนี้การศึกษามันสามารถทำได้ทันทีและไม่ชอบเลยที่ทุกคนมาพูดกันว่าการศึกษาเป็นเรื่องระยะยาวพอพูดอย่างนี้นักการเมืองเขาก็ไม่ทำ
ผิดครับ การศึกษาทำแล้วมันได้ทันที ยกตัวอย่างเรา 2 คน เราไปเรียนเรื่อง AI 1 ชั่วโมง หลังจากหมดคาบ เรารู้ทันทีเลยใช่ไหมว่า AI คืออะไร
เราใช้งานเป็นทันทีเลย
ทุกคนพูดถึงการเรียนฟรี
แต่ไม่พูดถึงคุณภาพ
มันก็ต้องมีสักพรรคการเมืองหนึ่งที่ชูเรื่องการศึกษาเป็นเรื่องสำคัญของการเปลี่ยนแปลง
การเรียนฟรีเป็นแค่องค์ประกอบหนึ่งเท่านั้น แต่เรียนฟรีแล้วต้องมีคุณภาพ
ไม่ฉะนั้นแล้วเห็นไหมผู้ปกครองคนไทยไม่ได้ร่ำรวยนะ แต่เราฝืนเราเขย่งเรากัดฟัน เพราะเราเชื่อว่าการศึกษาที่ดีคือการศึกษาที่มีคุณภาพไม่ใช่แค่ฟรีไม่ฉะนั้นเวลาของลูกเราผ่านไป 15 ปีบวกกับมหาวิทยาลัย รวม 19 ปี ออกไปแล้วทำงานไม่ได้
แบบนี้ต่อให้มันฟรีทั้งหมด มันก็ไม่คุ้มค่า เขาต้องอยู่อีก 60-70 ปี เขาไม่สามารถที่จะเลี้ยงดูตัวเอง

หน้าตาของรัฐมนตรีการศึกษาสะท้อนอะไร
สะท้อนเรื่องผู้นำและการเมืองไม่เคยคิดถึงลูกหลานจริงๆ
การเมืองไปแย่งกระทรวงใหญ่ๆ ที่ต้องมีงบประมาณเยอะๆ ไม่ว่ากัน
แต่อย่างน้อยที่สุดคนที่มาดูแลกระทรวงเหล่านี้ กระทรวงศึกษา กระทรวงอว. กระทรวงดิจิทัล ซึ่ง 3 กระทรวงนี้สำคัญต่ออนาคตและปัจจุบันของทุกชาติมากๆ ควรจะใช้คนมืออาชีพ
ถามผู้ปกครองเลย ผู้ปกครองกล้าเอาคนที่ไม่รู้จักการสอนไม่มีความรู้มาสอนลูกไหม
ทำไมการสอบวัดผลถึงถดถอยลงเรื่อยๆ
การวัดผลเป็นเรื่องสำคัญ เพราะถ้าเกิดไม่มีการวัดผล จะรู้ได้อย่างไรว่าเด็กก่อนเข้ามาเรียนกับหลังเรียนเป็นอย่างไรการวัดผล ยังมีความจำเป็น มีความสำคัญ
แต่วัดผลโดยใคร ตามหลักแล้วการวัดผลต้องการวัดผลที่มีมาตรฐานสากล
ยกตัวอย่าง PISA ซึ่งกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว OECD ครั้งแรกทำเพื่อดูแลลูกหลาน เพราะเขาห่วงลูกหลาน เขารู้ประเทศเขาจะรวยได้มาจากการศึกษาเท่านั้น
คณิตศาสตร์เราสู้ใครไม่ได้เลย ซึ่งเป็นหัวใจของอนาคตวิทยาศาสตร์ก็สู้ใครไม่ได้ แต่ที่เจ็บมากก็คือภาษา ภาษาไทยน ะครับ อย่าเข้าใจผิดว่าเป็นภาษาอังกฤษ
เราก็ยังอ่านจับใจความไม่ได้มันเป็นการบ่งชี้ว่าวันนี้มันเกิดวิกฤตเกี่ยวกับเรื่องการศึกษาของไทยโดยสมบูรณ์
ที่สำคัญมหาวิทยาลัยไทยหลุดท็อป 10 ไปแล้ว 1 ใน 20 มีแค่ 2 มหาวิทยาลัย คือจุฬาฯ กับ มหิดล เท่านั้น
นี่คือจุดตายแล้วนะ เพราะว่ามหาวิทยาลัยนี่คือปราการด่านสุดท้ายของการศึกษาที่เข้มแข็งที่สุด เพราะมหาวิทยาลัยมีอาจารย์ที่เก่งที่สุดถูกไหม แล้วมหาวิทยาลัย ผลิตคนทุกสาขาอาชีพ
วันนี้เราแพ้ทุกด่าน ถ้าวันนี้ประเทศไทยไม่พลิกโฉมการศึกษาจริงๆ ไม่ได้คนที่เป็นความเป็นมืออาชีพและมีความมุ่งมั่นเราจะสู้ไม่ได้ในทุกเรื่องเลย
ประเทศไทยจะเป็นประเทศโลกที่ 3 โดยสมบูรณ์แบบและจะไม่มีทางก้าวเป็นประเทศที่ใกล้เคียงประเทศพัฒนาเลย เพราะอะไร การศึกษาลง เศรษฐกิจลงสภาพสังคมลงหมด
สมัยผมการศึกษาไม่ต่างขนาดนี้ ประเทศไทยกำลังจะเป็นเสือตัวที่ 5 ตอนนี้กำลังจะเป็นประเทศหัวหน้าเต่าในอาเซียน ซึ่งคนไทยจะประสบปัญหาความยากจนต่อเนื่องและปัญหาความยากจนข้ามรุ่น ประเทศไทยจะไม่ฟื้นอีกต่อไป
นี่คือความเป็นจริงถ้าเกิดเราไม่ทำเรื่องการศึกษา

เราได้ยินปฏิรูปการศึกษาอยู่มาโดยตลอด แต่….
ประเทศไทยเก่งในการทำลายคำ คำที่มันแบบดูเหมือนมันจะดีปฏิรูปก็ไม่ปฏิรูป ป้ายอัจฉริยะปรากฏมันไม่ได้อัจฉริยะ เราพูดจนคำมันเสียไปหมดเพราะไม่ทำจริง คือมันจะคำอะไรก็แล้วแต่ขอให้ทำไม่ใช่ดีแต่พูด
ทำให้ชาวบ้านเขาไม่เชื่อแล้วว่าการศึกษาจะเปลี่ยน แต่ผมอยากจะบอกว่าขอให้มีความหวังมันเปลี่ยนได้ เพราะผมย้ำตั้งแต่คำแรกก็คือเด็กไทยเก่งและดีจริงๆ
ครูกว่าจะสอบบรรจุได้ก็เก่ง แต่เขาขาดการพัฒนาขาดการช่วยเหลือ ผู้ปกครองไทยยอมอดยอมเป็นหนี้เข้าโรงรับจำนำเพื่อให้ลูกได้เรียน องค์ประกอบมันพร้อมแล้วมันเหลือ แต่ภาวะความเป็นผู้นำหรือ Leadership ที่จะมาเปลี่ยนการศึกษาอย่างเดียวไม่ใช่แค่ดีแต่พูด มันต้องทำมันต้องมีความเป็นมืออาชีพจริงๆ
ผมการันตีอย่าว่าแต่ 20 ปี ถ้าได้คนมืออาชีพไปปีเดียวก็เปลี่ยน
ผมพูดเลยเพราะองค์ประกอบมันพร้อมแล้วมันเหลือผู้นำอย่างเดียวเท่านั้นแหละครับ
หลักสูตรเราล้าหลัง ?
หลักสูตรบ้านเราไม่ไปไหนเพราะปัญหามาจากผู้นำ มีดราม่าเรื่องคำสั่งผมไม่ได้มีเจตนาว่าใครนะครับ แต่ผมถามเลยวันนี้เลี้ยงลูกยังไงให้ดี ทุกตำราในโลกบอกว่าให้อิสระลูกอย่าไปบังคับ ฉันใดฉันนั้น ถ้าเกิดการศึกษาไทยยังรวมศูนย์อำนาจแล้วออกคำสั่งอย่างเดียว สุดท้ายผู้นำโรงเรียนครูก็รอแต่คำสั่ง มันก็สะท้อนเรื่องการปรับหลักสูตรกลายเป็นว่าหลักสูตรแกนกลาง หลักสูตรวิชาสาระมันติดล็อกกับส่วนกลางไปหมด
พอติดล็อกสิ่งที่กระทบสิ่งแรกก็คือการปรับเปลี่ยนหลักสูตรให้ทันสมัย เพราะวันนี้ทุกคนพูดบอกว่าโลกเปลี่ยนทุกวัน แต่หลักสูตรถ้าเกิดเปลี่ยนทุก 5 ปี 10 ปี มันจะไปสู้อะไร แต่ในต่างประเทศหลักสูตรเปลี่ยนทุกเทอม แล้วให้เด็กเป็นคนออกแบบหลักสูตรร่วมกับครูเอง
สุดท้ายแล้วจะแก้ปัญหาได้ต้องปลดล็อกโรงเรียนที่มีความพร้อมให้มีอิสระ แล้วกระทรวงไม่ต้องไปบีบบังคับโรงเรียนที่มีความพร้อมไปดูแลโรงเรียนที่ต้องการความช่วยเหลือแบบนี้เพียงแค่ 1 ปีการศึกษาไทยเปลี่ยน เด็กไทยเก่งขึ้นทันทีซึ่งมันทำได้เลย เพราะมหาวิทยาลัยออกนอกระบบก็จะเกิดการแข่งขัน มันมีตัวอย่างของการปลดล็อกให้อิสระ กระทรวงศึกษาควรจะยึดแบบแบบมหาวิทยาลัย โรงเรียนที่มีความพร้อมปลดล็อกตรงนี้ โอ้โหเมืองไทยจะเปลี่ยนแค่ไหนโรงเรียนที่ดีๆ ในกรุงเทพฯ ควรจะเป็นอิสระได้แล้ว
ดังนั้น เป็นอะไรที่ผมเองอยากทำมากในเรื่องการปลดล็อกโรงเรียนให้มีอิสระแล้วการศึกษาไทยจะเปลี่ยนทันที เพราะมันจะมีผู้นำเราจะมีคนเก่งๆ ที่กระจายตัวอยู่คิดอยากจะแข่งขันทำเรื่องดีๆ ไม่ใช่จากหน่วยงานจากกระทรวงจากรัฐมนตรีเพียงคนเดียวสั่งการซึ่งไม่มีทางเป็นไปได้ครับแล้วเดี๋ยวนี้ไม่มีใครทำแล้วในโลก
ระบบราชการตีกรอบมากเกินไป
กระทรวงบอกให้อิสระแต่อยู่ในกรอบ เดินซ้าย เดินขวาได้ ขอโทษทีโลกมันหลุดกรอบไปแล้ว วันนี้คนจะไปดาวอังคารอยู่แล้ว วันนี้เด็กรุ่นใหม่คิดถึงดาวพฤหัสแล้วมั้ง
คำว่าตีกรอบเลิกเถอะ เน้นในเรื่องการให้อิสระที่มีความพร้อม แล้วเอาพละกำลังไปช่วยคนที่ยังไม่มีความพร้อมให้พร้อม
ดังนั้น คำว่าตีกรอบคำสั่งจากส่วนกลางเป็นอะไรที่เป็นหนึ่งในต้นตอทำให้การศึกษาไทยล้าหลังจริงๆ
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
