พื้นที่ระหว่างบรรทัด | ชาตรี ประกิตนนทการ
สถาปัตยกรรมไทยแบบจารีตแทบทั้งหมดมีลักษณะเป็น “อาคารเชิงเดี่ยว” ที่พูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ “หนึ่งอาคารหนึ่งพื้นที่และประโยชน์ใช้สอย” ลองนึกถึงวัดขนาดใหญ่สักวัดดู แผนผังโดยรวมอาจแลดูซับซ้อน เต็มไปด้วยอาคารเป็นจำนวนมากภายในวัด แต่หากลองเจาะลงไปแต่ละอาคารจะพบว่า ล้วนแล้วแต่เป็นอาคารเชิงเดี่ยวที่มีเพียงหนึ่งประโยชน์ใช้งานในแต่ละหลังเท่านั้น
โบสถ์ ไม่ว่าจะใหญ่โตแค่ไหนก็มักออกแบบเป็นพื้นที่สี่เหลี่ยมผืนผ้าที่ไม่ซับซ้อน อาจมีการย่อมุม ยกเก็จ ทำมุขเด็จ อยู่บ้างแต่ก็มิได้สร้างความซับซ้อนของพื้นที่มากนัก
สถูปเจดีย์ ไม่ว่าจะอลังการแค่ไหนก็เป็นอาคารที่มีบทบาทเดียว เป็นสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์ศูนย์กลางของวัด อีกทั้งอาคารส่วนมากก็ทึบตันหรือเจาะเป็นช่องคูหาเข้าไปในเรือนธาตุแคบๆ ที่มิได้มีความสลับซับซ้อนในเชิงการใช้สอยมากนัก
วิหาร ก็เป็นอาคารเดี่ยวๆ ที่ครอบทับลงบนพื้นที่สี่เหลี่ยมผืนผ้าอย่างตรงไปตรงมา ในวัดหนึ่งอาจมีวิหารหลายหลัง แต่ทั้งหมดก็มักจะเป็นอาคารเชิงเดี่ยวที่ตั้งกระจายตัวอยู่ห่างๆ กัน โดยมิได้มีการออกแบบพื้นที่เชื่อมต่อกันเป็นหนึ่งเดียว หรือแม้กระทั่งหอไตร หอระฆัง กุฏิ ศาลา ฯลฯ ก็ล้วนแล้วแต่เป็นอาคารเชิงเดี่ยวทั้งสิ้น

อาคารเชิงเดี่ยวทั้งหมดนี้จะถูกจัดวางร่วมกันลงบนแผนผังที่ได้รับแรงบันดาลใจจากคติความเชื่อเรื่องโลกและจักรวาลตามความเชื่อและศรัทธาที่แตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น
แต่ไม่ว่าจะเป็นแบบใด อาคารทั้งหมดจะถูกออกแบบให้วางตัวอยู่แยกห่างออกจากกัน (มากบ้างน้อยบ้างขึ้นอยู่กับแนวคิดและเหตุผลเรื่องการใช้งาน) โดยจะใช้ลานภายนอกซึ่งเป็นพื้นที่เปิดโล่งในการเดินเชื่อมต่อระหว่างอาคาร
มีข้อยกเว้นบ้างเพียงบางกรณี คือ การสร้างระเบียงคดที่สามารถเป็นทางเดินเชื่อมต่อระหว่างตัววิหารหรือโบสถ์ได้โดยที่ผู้ใช้สอยไม่จำเป็นต้องเดินออกนอกตัวอาคาร หรือสถูปเจดีย์ที่ออกแบบให้มีพื้นที่ทับเกษตรโดยรอบซึ่งทำให้มีความซับซ้อนขึ้น แต่ก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
แม้กระทั่งบ้านพักอาศัยแบบจารีตก็ยังมีลักษณะเช่นนี้ เรือนไทยที่เราทุกคนคุ้นตา เอาเข้าจริงแล้วก็เป็นการออกแบบอาคารเชิงเดี่ยว เรือนนอนก็เป็นหนึ่งหลัง เรือนครัวก็แยกออกไปอีกหลัง หากร่ำรวยมีห้องนอนหลายห้อง ก็แยกเป็นอาคารหนึ่งหลังหนึ่งห้อง หากมีฐานะขึ้นไปอีกจนมีการสร้างพื้นที่นั่งเล่น ก็จะออกแบบแยกเป็นเรือนโถงออกมาอีกหลัง และไม่ว่าจะมีกี่หลังก็ตาม ทุกหลังจะตั้งแยกตัวออกจากกันโดยอาศัยพื้นที่ที่เรียกว่า “ชาน” ซึ่งเป็นพื้นที่เปิดโล่งนอกตัวอาคาร ทำหน้าที่เป็นพื้นที่เดินเชื่อมต่อถึงกัน
เมื่อสยามรับวัฒนธรรมตะวันตกเข้ามา ไม่ว่าจะจากยุโรปหรือเปอร์เซียในราวสมัยอยุธยา ความซับซ้อนของอาคารก็ยังไม่ต่างจากเดิมนัก มากที่สุดก็มีเพียงการออกแบบที่มีสองชั้น แต่ก็ยังเรียบง่าย บันไดเชื่อมต่อระหว่างชั้นหนึ่งกับชั้นสองก็แทบไม่ปรากฏ มีเพียงการออกแบบบันไดภายนอกที่เชื่อมตรงไปสู่ชั้นสอง ส่วนชั้นล่างก็เดินเข้าใช้งานโดยแยกออกจากกัน
กลุ่มอาคารแบบจารีตที่มีความซับซ้อนมากที่สุดในวัฒนธรรมไทย คือ หมู่พระมหามณเฑียร (ที่ประทับของกษัตริย์) ภายในพระบรมมหาราชวังที่มีลักษณะที่อาจเรียกได้ว่าเป็น “หนึ่งอาคารหลายพื้นที่และประโยชน์ใช้สอย” ที่ซ้อนอยู่ร่วมกันภายใต้ชุดหลังคากลุ่มเดียวกัน ทั้งพื้นที่ ท้องพระโรงหน้า ท้องพระโรงหลัง ห้องบรรทม ห้องทรงพระสำราญ พระปรัศว์ เป็นต้น
ซึ่งทั้งหมดสามารถเดินเชื่อมถึงกันได้โดยไม่จำเป็นต้องเดินออกไปนอกตัวอาคารก่อน แต่การออกแบบเช่นนี้ก็เป็นลักษณะเฉพาะในปริมาณที่น้อยมากๆ หากมองเทียบกับสถาปัตยกรรมแบบจารีตในสังคมไทยทั้งหมด

ที่มา : หนังสือเรือนไทยเดิม โดย ฤทัย ใจจงรัก
ที่ผมพยายามย่อสรุปลักษณะการออกแบบแผนผังดังกล่าวมาก็เพื่อจะเสนอว่า สถาปัตยกรรมไทยแบบจารีตหากมองเฉพาะที่รูปร่างหน้าตาภายนอกของอาคาร เราจะพบความสลับซับซ้อนของรูปทรงหลังคาไทยตลอดจนรายละเอียดประดับตกแต่งอย่างอลังการที่โดดเด่นไม่แพ้สังคมอื่น
แต่ถ้ามองลงมาในระดับแผนผังตัวอาคาร ช่างไทยแบบจารีตเลือกที่จะออกแบบผังของแต่ละอาคารเรียบง่ายมาก แทบไม่สนใจที่จะออกแบบพื้นที่ใช้สอยหลายอย่างโดยผนึกรวมกันเข้ามาภายใต้ชุดหลังคาเดียวกัน แต่เลือกที่จะออกแบบเป็นอาคารเชิงเดี่ยววางกระจายลงบนพื้นที่กว้างๆ และใช้ลานภายนอกอาคารเป็นตัวเชื่อมต่อกิจกรรมของแต่ละหลังแทน
ยิ่งการออกแบบอาคารซ้อนหลายชั้นยิ่งแทบไม่ปรากฏให้เห็น (ยกเว้นเพียงกรณีเดียวที่นึกออกอย่างเร็วๆ คือ โลหปราสาท วัดราชนัดดาราม) มากที่สุดก็เพียงอาคารสองชั้นอย่างง่ายๆ อีกทั้งยังไม่นิยมออกแบบบันไดภายในด้วย ซึ่งทำให้แม้จะมีสองชั้นแต่ก็ไม่ต่างจากอาคารชั้นเดียวแต่อย่างใด
โดยสรุป ช่างจารีตในสังคมไทยมุ่งเน้นพัฒนาทักษะในการสร้างรูปทรงภายนอกที่พิเศษ ซับซ้อน และเต็มไปด้วยรายละเอียด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของหลังคา เครื่องยอดรูปแบบต่างๆ ลวดลายหน้าบัน และศิลปกรรมตกแต่งตัวอาคารต่างๆ แต่แทบไม่สนใจพัฒนาการออกแบบแผนผังการใช้งาน โดยเฉพาะในส่วนเทคโนโลยีการก่อสร้างที่ซับซ้อนที่จะเข้ามาช่วยการออกแบบแผนผังอาคารให้สามารถมีห้องเป็นจำนวนมากเชื่อมต่อกันภายใน (ทั้งแนวตั้งและนอน) ที่จะทำให้หนึ่งอาคารมีประโยชน์ใช้สอยหลายอย่างภายในหลังคาชุดเดียวได้
ธรรมชาติงานช่างแบบจารีตดังกล่าว เมื่อปะทะเข้ากับความเปลี่ยนแปลงของสังคมยุคสมัยใหม่ที่สยามต้องเผชิญในราวต้นพุทธศตวรรษที่ 25 ได้ก่อให้เกิดช่องว่างมหาศาลในการปรับตัวของงานสถาปัตยกรรมไทยให้ตอบรับกับโลกยุคสมัยใหม่
ภายใต้การปฏิรูปสยามสู่ความศิวิไลซ์ได้นำพาวิถีชีวิตอย่างใหม่มากมายเข้ามาในสังคม เกิดอาชีพอย่างใหม่ เกิดการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของเมืองครั้งใหญ่ ถนนสมัยใหม่ รถไฟ โรงงาน ตึกแถว สถานที่ราชการ โรงเรียน สำนักงาน โรงละคร ฯลฯ ทั้งหมดเรียกร้องงานสถาปัตยกรรมลักษณะใหม่ๆ ที่ต้องตอบสนองวิถีชีวิตและกิจกรรมที่แตกต่างออกไปมากจากอดีต
และสิ่งที่ถูกเรียกร้องมากที่สุดคือ ผังอาคารแบบใหม่ที่สามารถผนึกรวมห้องเป็นจำนวนมากเข้ามาไว้ด้วยกันทั้งทางแนวนอนและแนวตั้ง โดยมีการเดินเชื่อมต่อห้องต่างๆ ได้อย่างสะดวกโดยไม่ต้องออกไปนอกอาคารก่อน ในส่วนของแนวตั้งก็ต้องมีการเชื่อมต่อด้วยบันได (และลิฟต์ในเวลาต่อมา)
ความต้องการดังกล่าว งานสถาปัตยกรรมไทยแบบจารีตไม่สามารถตอบสนองได้ และด้วยสาเหตุนี้จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ชนชั้นนำสยาม ณ ขณะนั้น จำเป็นที่จะต้องเร่งนำเข้านายช่างชาวต่างชาติเป็นจำนวนมากเพื่อเข้ามาทำการออกแบบก่อสร้างอาคารที่สามารถรองรับการใช้งานแบบใหม่ได้
ซึ่งทั้งหมดย่อมช่วยไม่ได้ที่จะต้องเป็นงานสถาปัตยกรรมแบบตะวันตก จนทำให้รูปแบบนี้แพร่กระจายเป็นจำนวนมากในกรุงเทพฯ และหัวเมืองสำคัญในราวกลางพุทธศตวรรษที่ 25 และทำให้งานสถาปัตยกรรมแบบจารีตเสื่อมความนิยมลงไป

ควรกล่าวไว้ก่อนว่า อีกเหตุผลสำคัญคือ ชนชั้นนำสยาม ณ ขณะนั้นต่างหลงใหลได้ปลื้มกับการนำเข้ารูปแบบสถาปัตยกรรมตะวันตกเข้ามาใช้ด้วยเช่นกัน เพราะรูปแบบดังกล่าวคือสัญลักษณ์ที่แสดงว่าตนเองและสยามมีความศิวิไลซ์ที่ไม่แพ้ชนชั้นนำในยุโรป (ประเด็นนี้อยู่นอกเป้าหมายของบทความ ดังนั้น จะไม่ขอกล่าวในรายละเอียด)
อย่างไรก็ตาม ในช่วงครึ่งหลังของพุทธศตวรรษที่ 25 หรือพูดให้ชัดขึ้นก็คือในสมัยรัชกาลที่ 6 ภายใต้แนวคิด “ชาตินิยมไทย” ของพระองค์ ได้เกิดความพยายามที่จะผสานแผนผังการใช้งานในสังคมสมัยใหม่เข้ากับรูปทรงหลังคาสถาปัตยกรรมไทยแบบจารีต
ตลอดจนปรับใช้ศิลปกรรมไทยมาสวมทับลงไปในองค์ประกอบตกแต่งตัวอาคารให้มากขึ้น จนเกิดเป็นรูปแบบที่นักวิชาการเรียกว่า “สถาปัตยกรรมไทยประยุกต์”
แต่กระนั้น แนวทางดังกล่าวก็ประสบความสำเร็จเฉพาะแค่อาคารที่มีขนาดไม่ใหญ่โต และมีความซับซ้อนในเชิงแผนผังไม่มากนักเท่านั้น
เช่น อาคารภายในโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย ตึกบัญชาการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และอาคารบางหลังภายในพระราชวังสนามจันทร์ ที่การหลอมรวมหลังคาสถาปัตยกรรมไทยแบบจารีตกับแผนผังสมัยใหม่แบบตะวันตกมีความลงตัวพอสมควร
เมื่อเวลาผ่านไป สังคมสมัยใหม่ยิ่งทวีความซับซ้อนและเรียกร้องพื้นที่อย่างใหม่ทางสถาปัตยกรรมมากขึ้นไปเรื่อยๆ แนวทาง “สถาปัตยกรรมไทยประยุกต์” ก็เริ่มพบทางตัน รูปแบบดังกล่าวเริ่มดูแปลกแยกออกจากกัน หลังคาสถาปัตยกรรมไทยที่ครอบทับลงมาเริ่มกลายเป็นเพียงสิ่งประดับตกแต่งเพื่อใช้บอกความเป็นไทยเท่านั้น โดยปราศจากเหตุผลในการใช้สอยมากขึ้นเรื่อยๆ
ประเด็นนี้ได้เริ่มกลายเป็นที่ถกเถียงมากขึ้นในแวดวงช่างไทยและสถาปนิกไทยในเวลาต่อมา “สถาปัตยกรรมไทยประยุกต์” เริ่มถูกเรียกว่าเป็นแค่เพียงการออกแบบ “หัวมังกุท้ายมังกร”
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
