bg-single

เจาะความ COOL ‘4 รถต้นแบบ’ ญี่ปุ่น ‘โตโยต้า-ฮอนด้า-นิสสัน-มาสด้า’

15.11.2025

ยานยนต์ สุดสัปดาห์ | สันติ จิรพรพนิต

ในงาน “Japan Mobility Show 2025” เป็นที่รวมรวบของสุดยอดรถต้นแบบ ที่นำมาอวดโฉมประชันกัน โดยเฉพาะแบรนด์จากญี่ปุ่น

นำมาเสนอ 4 ค่ายหลักๆ ที่คุ้นเคยกันดีในบ้านเรา

เริ่มจากเจ้าพ่อตลาดรถของไทย “โตโยต้า” ส่ง “Corolla Concept” เข้าประกวด

รถต้นแบบที่บ่งบอกอนาคตของโคโรลลา เจเนอเรชั่นที่ 13 ที่จะโฉบเฉี่ยว ล้ำสมัย และยืดหยุ่นกว่าที่เคยเห็น

การออกแบบที่แตกต่างจากรุ่นก่อนอย่างสิ้นเชิง จนแทบจำเค้าเดิมไม่ได้

เด่นด้วยไฟหน้ารูปทรงตัว C และไฟท้ายแบบ LED Light Bars ที่พาดยาวสะดุดตา พร้อมสปอยเลอร์ท้ายที่รวมเป็นส่วนหนึ่งของตัวถัง

กระจกข้างมีเส้นสายลาดลงอย่างลงตัว และที่พิเศษสุดคือบริเวณขอบประตูด้านหน้าใต้กระจกมองข้างถูกออกแบบให้เป็นหน้าจอแสดงระดับแบตเตอรี่ได้อีกด้วย

“ฝาเติมเชื้อเพลิง” ที่มีถึงสามจุดบนตัวรถ ซึ่งบ่งชี้ถึงความพร้อมในการรองรับระบบขับเคลื่อนหลากหลายรูปแบบ

ล้ออัลลอยขนาดใหญ่ถึง 21 นิ้ว

ห้องโดยสารถือว่าล้ำสมัยไม่แพ้ภายนอก คอนโซลกลางถูกออกแบบให้ลอยตัว พร้อมคันเกียร์ดีไซน์คล้ายตัวรถที่ติดตั้งไว้สูง ให้ความรู้สึกโปร่งโล่งเหมือนรถมินิแวน

พวงมาลัยแบบสามก้านดีไซน์แปลกตา มาพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่

หน้าจอกลางถูกวางไว้ทางฝั่งผู้โดยสาร

สวิตช์ควบคุมต่างๆ ออกแบบเป็นระบบสัมผัสและจัดกลุ่มไว้ด้านหลังพวงมาลัย

ขุมพลังค่อนข้างยืดหยุ่นตามแนวทาง Multi-Pathway

มีให้เลือกถึง 4 รูปแบบ

ระบบไฟฟ้าล้วน (BEV) ระบบไฮบริด – ทั้ง Full Hybrid และ Plug-in Hybrid (PHEV) เครื่องยนต์สันดาปล้วน และเครื่องยนต์รุ่นใหม่ ขนาด 1.5 และ 2.0 ลิตร ที่เล็กลง เบาลง และประหยัดยิ่งขึ้น

ต่อกันด้วยฮอนด้า “Super-ONE” เก๋ง EV ขนาดเล็ก แนวคิดใหม่ที่ไม่ได้เน้นแค่ความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แต่ยังมุ่งมั่นส่งมอบ “ความสนุกในการขับขี่”

พัฒนาภายใต้แนวคิด “e : Dash BOOSTER” เปลี่ยนการเดินทางประจำวันให้กลายเป็นประสบการณ์สุดเร้าใจ

ดีไซน์ภายนอกโดดเด่นด้วยซุ้มล้อแบบลิสเตอร์ที่โอบล้อขนาดใหญ่ ทำให้ตัวรถดูเตี้ยและกว้าง สื่อถึงความสปอร์ต

ช่องระบายอากาศที่เพิ่มประสิทธิภาพการไหลเวียนของอากาศ และระบายความร้อนห้องโดยสาร

เบาะสไตล์สปอร์ตโอบกระชับลำตัว มอบท่าทางการขับขี่ที่มั่นคง

วัสดุพื้นผิวสีฟ้าและการจัดวาง Asymmetric Layout เพิ่มความสนุกสนานอย่างมีสไตล์

ขณะที่แผงหน้าปัดแบบระนาบช่วยลดสิ่งรบกวนสายตา

ขุมกำลังยังเพิ่ม “Boost Mode” พัฒนาขึ้นพิเศษสำหรับรุ่นนี้ ปลดปล่อยกำลังขับเคลื่อนเต็มที่ ผสานกับระบบเกียร์จำลอง 7 สปีด และ Active Sound Control ที่สร้างเสียงเครื่องยนต์เสมือนจริง ทำให้รู้สึกเหมือนขับรถสปอร์ตเครื่องสันดาป

แสงภายในห้องโดยสารปรับเปลี่ยนตามโหมดการขับขี่

รุ่นนี้เตรียมวางตลาดอย่างเป็นทางการทั่วโลกภายในปี 2026

ค่ายนิสสัน มี “Elgrand” ใหม่ มินิแวนพรีเมียมไฮบริด ที่ผสานเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้ากับเอกลักษณ์ญี่ปุ่น

เป็นเจเนอเรชั่นที่ 4 เปิดตัวอย่างเป็นทางการปี 2026 แม้ไม่ใช่รถต้นแบบเป๊ะๆ แต่ถือว่าเป็นรุ่นเด่นของงานเช่นกัน

กระจังหน้าได้แรงบันดาลใจจากลวดลายคุมิโกะ (Kumiko) แบบญี่ปุ่นโบราณ

สีใหม่ Fuji Dawn สะท้อนแสงอรุณเหนือภูเขาไฟฟูจิ และ Shigoku สีแดงม่วงเข้มสง่างามภายในห้องโดยสาร

ภายในจอแสดงผลคู่ขนาด 14.3 นิ้วรุ่นแรกในเซ็กเมนต์นี้ผสานข้อมูลการขับขี่และระบบอินโฟเทนเมนต์ไว้ด้วยกัน เสริมด้วยระบบเสียง Bose พรีเมียม 22 ลำโพง และไฟห้องโดยสารปรับได้ถึง 64 สี

เบาะนั่งแถว 2 แบบ captain seat ตกแต่งด้วยวัสดุ TailorFit ให้สัมผัสคล้ายหนังแนปปา พร้อมลวดลายคุมิโกะบนแผงประตูและเบาะนั่ง

พลังขับเคลื่อนจาก e-POWER เจเนอเรชั่นที่ 3 พร้อมเครื่องยนต์ใหม่และระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าแบบ modular 5-in-1 ให้สมรรถนะดีขึ้น เงียบและประหยัดมากขึ้น

นอกจากนี้ Elgrand เป็นรถรุ่นแรกในไลน์ผลิตของนิสสันที่ติดตั้งระบบขับเคลื่อนสี่ล้อไฟฟ้า e-4ORCE รุ่นปรับปรุงใหม่ล่าสุด

จุดเด่นใช้แรงบิดของมอเตอร์ไฟฟ้าด้านหลังช่วยลดการส่ายของรถ ทำให้การขับขี่นุ่มนวลและลดอาการเมารถของผู้โดยสาร

ระบบช่วงล่างอัจฉริยะแบบไดนามิก (Intelligent Dynamic Suspension) ลดการโคลงของตัวถังและรักษาการทรงตัว

เทคโนโลยีขับขี่อัจฉริยะ ระบบ Pro PILOT รุ่นล่าสุดรองรับการควบคุมรถแบบไม่ต้องใช้มือครั้งแรกเมื่อความเร็วต่ำกว่า 50 ก.ม./ช.ม.

ยังมี Pro PILOT 2.0 ที่มาพร้อมระบบช่วยขับขี่บนทางหลวงแบบแฮนด์ฟรี และระบบช่วยเปลี่ยนช่องจราจร ทำให้การเดินทางระยะไกลสะดวกสบายและปลอดภัยยิ่งขึ้น

ปิดท้ายที่มาสด้ากับ “Vision Models 2” มา 2 รูปแบบ “VISION X-COUPE” และ “VISION X-COMPACT”

รุ่นแรก ถ่ายทอดแนวทาง KODO-Soul of Motion และจินบะ-อิไต ความเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างคนกับรถ

ระบบขับเคลื่อนแบบปลั๊ก-อิน ไฮบริด ผสานเทคโนโลยี 3 อย่างเข้าด้วยกัน ทั้งเครื่องยนต์โรตารี่เทอร์โบแบบ 2 โรเตอร์ กำลังสูงสุด 510 แรงม้า

ขับขี่ด้วยไฟฟ้าไกลสุด 160 กิโลเมตร และเมื่อทำงานร่วมกับเครื่องยนต์เพิ่มเป็น 800 กิโลเมตร

ส่วน VISION X-COMPACT เด่นด้วยเทคโนโลยี AI และดิจิทัลโมเดล จำลองระบบการรับรู้ของมนุษย์

เข้าใจพฤติกรรมและความต้องการของผู้ขับขี่

ปรับตัวให้เข้ากับสไตล์การขับขี่ของแต่ละคน

ขณะที่ AI สื่อสารกับผู้ขับขี่ได้อย่างเป็นธรรมชาติ

แนะนำเส้นทางที่เหมาะสมตามสถานการณ์



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

E-DUANG | ปรากฎการณ์ แบงค์ ศุภณัฐ ต่อเนื่อง มายัง โจ เบอร์สิบ
กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี
E-DUANG | จังหวะก้าว ประชาคม เนิร์ด กับTH-AI PASSPORT
หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ