เจาะความ COOL ‘4 รถต้นแบบ’ ญี่ปุ่น ‘โตโยต้า-ฮอนด้า-นิสสัน-มาสด้า’
ยานยนต์ สุดสัปดาห์ | สันติ จิรพรพนิต
ในงาน “Japan Mobility Show 2025” เป็นที่รวมรวบของสุดยอดรถต้นแบบ ที่นำมาอวดโฉมประชันกัน โดยเฉพาะแบรนด์จากญี่ปุ่น
นำมาเสนอ 4 ค่ายหลักๆ ที่คุ้นเคยกันดีในบ้านเรา
เริ่มจากเจ้าพ่อตลาดรถของไทย “โตโยต้า” ส่ง “Corolla Concept” เข้าประกวด
รถต้นแบบที่บ่งบอกอนาคตของโคโรลลา เจเนอเรชั่นที่ 13 ที่จะโฉบเฉี่ยว ล้ำสมัย และยืดหยุ่นกว่าที่เคยเห็น
การออกแบบที่แตกต่างจากรุ่นก่อนอย่างสิ้นเชิง จนแทบจำเค้าเดิมไม่ได้

เด่นด้วยไฟหน้ารูปทรงตัว C และไฟท้ายแบบ LED Light Bars ที่พาดยาวสะดุดตา พร้อมสปอยเลอร์ท้ายที่รวมเป็นส่วนหนึ่งของตัวถัง
กระจกข้างมีเส้นสายลาดลงอย่างลงตัว และที่พิเศษสุดคือบริเวณขอบประตูด้านหน้าใต้กระจกมองข้างถูกออกแบบให้เป็นหน้าจอแสดงระดับแบตเตอรี่ได้อีกด้วย
“ฝาเติมเชื้อเพลิง” ที่มีถึงสามจุดบนตัวรถ ซึ่งบ่งชี้ถึงความพร้อมในการรองรับระบบขับเคลื่อนหลากหลายรูปแบบ
ล้ออัลลอยขนาดใหญ่ถึง 21 นิ้ว
ห้องโดยสารถือว่าล้ำสมัยไม่แพ้ภายนอก คอนโซลกลางถูกออกแบบให้ลอยตัว พร้อมคันเกียร์ดีไซน์คล้ายตัวรถที่ติดตั้งไว้สูง ให้ความรู้สึกโปร่งโล่งเหมือนรถมินิแวน

พวงมาลัยแบบสามก้านดีไซน์แปลกตา มาพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่
หน้าจอกลางถูกวางไว้ทางฝั่งผู้โดยสาร
สวิตช์ควบคุมต่างๆ ออกแบบเป็นระบบสัมผัสและจัดกลุ่มไว้ด้านหลังพวงมาลัย
ขุมพลังค่อนข้างยืดหยุ่นตามแนวทาง Multi-Pathway
มีให้เลือกถึง 4 รูปแบบ
ระบบไฟฟ้าล้วน (BEV) ระบบไฮบริด – ทั้ง Full Hybrid และ Plug-in Hybrid (PHEV) เครื่องยนต์สันดาปล้วน และเครื่องยนต์รุ่นใหม่ ขนาด 1.5 และ 2.0 ลิตร ที่เล็กลง เบาลง และประหยัดยิ่งขึ้น

ต่อกันด้วยฮอนด้า “Super-ONE” เก๋ง EV ขนาดเล็ก แนวคิดใหม่ที่ไม่ได้เน้นแค่ความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แต่ยังมุ่งมั่นส่งมอบ “ความสนุกในการขับขี่”
พัฒนาภายใต้แนวคิด “e : Dash BOOSTER” เปลี่ยนการเดินทางประจำวันให้กลายเป็นประสบการณ์สุดเร้าใจ
ดีไซน์ภายนอกโดดเด่นด้วยซุ้มล้อแบบลิสเตอร์ที่โอบล้อขนาดใหญ่ ทำให้ตัวรถดูเตี้ยและกว้าง สื่อถึงความสปอร์ต
ช่องระบายอากาศที่เพิ่มประสิทธิภาพการไหลเวียนของอากาศ และระบายความร้อนห้องโดยสาร
เบาะสไตล์สปอร์ตโอบกระชับลำตัว มอบท่าทางการขับขี่ที่มั่นคง
วัสดุพื้นผิวสีฟ้าและการจัดวาง Asymmetric Layout เพิ่มความสนุกสนานอย่างมีสไตล์

ขณะที่แผงหน้าปัดแบบระนาบช่วยลดสิ่งรบกวนสายตา
ขุมกำลังยังเพิ่ม “Boost Mode” พัฒนาขึ้นพิเศษสำหรับรุ่นนี้ ปลดปล่อยกำลังขับเคลื่อนเต็มที่ ผสานกับระบบเกียร์จำลอง 7 สปีด และ Active Sound Control ที่สร้างเสียงเครื่องยนต์เสมือนจริง ทำให้รู้สึกเหมือนขับรถสปอร์ตเครื่องสันดาป
แสงภายในห้องโดยสารปรับเปลี่ยนตามโหมดการขับขี่
รุ่นนี้เตรียมวางตลาดอย่างเป็นทางการทั่วโลกภายในปี 2026

ค่ายนิสสัน มี “Elgrand” ใหม่ มินิแวนพรีเมียมไฮบริด ที่ผสานเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้ากับเอกลักษณ์ญี่ปุ่น
เป็นเจเนอเรชั่นที่ 4 เปิดตัวอย่างเป็นทางการปี 2026 แม้ไม่ใช่รถต้นแบบเป๊ะๆ แต่ถือว่าเป็นรุ่นเด่นของงานเช่นกัน
กระจังหน้าได้แรงบันดาลใจจากลวดลายคุมิโกะ (Kumiko) แบบญี่ปุ่นโบราณ
สีใหม่ Fuji Dawn สะท้อนแสงอรุณเหนือภูเขาไฟฟูจิ และ Shigoku สีแดงม่วงเข้มสง่างามภายในห้องโดยสาร
ภายในจอแสดงผลคู่ขนาด 14.3 นิ้วรุ่นแรกในเซ็กเมนต์นี้ผสานข้อมูลการขับขี่และระบบอินโฟเทนเมนต์ไว้ด้วยกัน เสริมด้วยระบบเสียง Bose พรีเมียม 22 ลำโพง และไฟห้องโดยสารปรับได้ถึง 64 สี
เบาะนั่งแถว 2 แบบ captain seat ตกแต่งด้วยวัสดุ TailorFit ให้สัมผัสคล้ายหนังแนปปา พร้อมลวดลายคุมิโกะบนแผงประตูและเบาะนั่ง

พลังขับเคลื่อนจาก e-POWER เจเนอเรชั่นที่ 3 พร้อมเครื่องยนต์ใหม่และระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าแบบ modular 5-in-1 ให้สมรรถนะดีขึ้น เงียบและประหยัดมากขึ้น
นอกจากนี้ Elgrand เป็นรถรุ่นแรกในไลน์ผลิตของนิสสันที่ติดตั้งระบบขับเคลื่อนสี่ล้อไฟฟ้า e-4ORCE รุ่นปรับปรุงใหม่ล่าสุด
จุดเด่นใช้แรงบิดของมอเตอร์ไฟฟ้าด้านหลังช่วยลดการส่ายของรถ ทำให้การขับขี่นุ่มนวลและลดอาการเมารถของผู้โดยสาร
ระบบช่วงล่างอัจฉริยะแบบไดนามิก (Intelligent Dynamic Suspension) ลดการโคลงของตัวถังและรักษาการทรงตัว
เทคโนโลยีขับขี่อัจฉริยะ ระบบ Pro PILOT รุ่นล่าสุดรองรับการควบคุมรถแบบไม่ต้องใช้มือครั้งแรกเมื่อความเร็วต่ำกว่า 50 ก.ม./ช.ม.
ยังมี Pro PILOT 2.0 ที่มาพร้อมระบบช่วยขับขี่บนทางหลวงแบบแฮนด์ฟรี และระบบช่วยเปลี่ยนช่องจราจร ทำให้การเดินทางระยะไกลสะดวกสบายและปลอดภัยยิ่งขึ้น

ปิดท้ายที่มาสด้ากับ “Vision Models 2” มา 2 รูปแบบ “VISION X-COUPE” และ “VISION X-COMPACT”
รุ่นแรก ถ่ายทอดแนวทาง KODO-Soul of Motion และจินบะ-อิไต ความเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างคนกับรถ
ระบบขับเคลื่อนแบบปลั๊ก-อิน ไฮบริด ผสานเทคโนโลยี 3 อย่างเข้าด้วยกัน ทั้งเครื่องยนต์โรตารี่เทอร์โบแบบ 2 โรเตอร์ กำลังสูงสุด 510 แรงม้า
ขับขี่ด้วยไฟฟ้าไกลสุด 160 กิโลเมตร และเมื่อทำงานร่วมกับเครื่องยนต์เพิ่มเป็น 800 กิโลเมตร
ส่วน VISION X-COMPACT เด่นด้วยเทคโนโลยี AI และดิจิทัลโมเดล จำลองระบบการรับรู้ของมนุษย์
เข้าใจพฤติกรรมและความต้องการของผู้ขับขี่
ปรับตัวให้เข้ากับสไตล์การขับขี่ของแต่ละคน
ขณะที่ AI สื่อสารกับผู้ขับขี่ได้อย่างเป็นธรรมชาติ
แนะนำเส้นทางที่เหมาะสมตามสถานการณ์
