bg-single

ตำนานการบูชายัญ ชีวิตผู้หญิงมีครรภ์ มาจากไหน?

17.11.2025

On History | ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ

ชาวฮอลันดา ผู้เข้ามาทำงานอยู่ในกรุงศรีอยุธยาระหว่างเรือน พ.ศ.2176-2185 ตรงกับสมัยของพระเจ้าปราสาททอง (ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ.2173-2199) โดยดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการบริษัท เอเชียตะวันออกของเนเธอร์แลนด์ (Dutch East India Company หรือที่มักจะเรียกกันอย่างย่นย่อว่า VOC [ย่อมาจากชื่อบริษัทในภาษาดัชต์คือ Vereenigde Oostindische Compagnie]) ที่มีชื่อว่า เยเรเมียส ฟาน ฟลีต (Jeremias Van Vliet, พ.ศ.2145-2206) หรือที่ในโลกภาษาไทยมักจะเรียกกันว่า “วัน วลิต” ได้เขียนบันทึกเกี่ยวกับกรุงศรีอยุธยาไว้หลายฉบับ

โดยหนึ่งในจำนวนเอกสารเหล่านั้น ได้กล่าวถึงเรื่องของการบูชายัญผู้หญิงมีครรภ์เอาไว้ใต้เสาของอาคารสถานที่ต่างๆ คือเอกสารที่ นันทา วรเนติวงศ์ แห่งกรมศิลปากร แปลออกมาชื่อภาษาไทยว่า “พรรณนาเรื่องอาณาจักรสยาม” ดังความที่ว่า

“พระเจ้าแผ่นดินทั้งหลายทรงให้ความสำคัญกับไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินของพระองค์น้อยมาก ถ้าสร้างพระราชวัง หอสูง หรือที่ประทับต้องสร้างเพื่อพระองค์ ใต้เสาแต่ละต้นซึ่งปักลงไปในพื้นดินต้องโยนหญิงมีครรภ์คนหนึ่งลงไป และยิ่งกว่านั้นหญิงผู้ตายในเวลาใกล้คลอดยิ่งดี ด้วยเหตุนี้จึงมักมีเรื่องเศร้าโศกใหญ่หลวงในกรุงศรีอยุธยาเสมอๆ ในระหว่างเวลาที่สร้างหรือซ่อมพระราชวัง เนื่องด้วยสิ่งก่อสร้างในสยามอยู่สูงเหนือพื้นดินขึ้นมามากและตั้งอยู่บนเสาไม้ ฉะนั้น ผู้หญิงจำนวนมากจึงต้องประสบเคราะห์กรรมดังกล่าว ถึงแม้ว่าคำบรรยายนี้ดูเหมือนจะเป็นเรื่องนิยาย แต่การกระทำเช่นนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆ

“ประชาชนผู้ซึ่งถือผีถือลางเชื่อว่า ผู้หญิงเหล่านี้เมื่อตายแล้วจะกลับเป็นผีปีศาจที่ดุร้าย ไม่เพียงปกป้องเสาซึ่งตนถูกโยนลงมาข้างใต้ แต่ยังช่วยให้ทั้งบ้านพ้นจากโชคร้าย พระเจ้าแผ่นดินมักทรงสั่งให้พวกทาส 2-3 คน ไปจับหญิงทุกคนซึ่งกำลังมีครรภ์มาโดยไม่ต้องคำนึงถึงอะไร แต่ไม่มีผู้หญิงคนไหนถูกเอาตัวออกมาจากบ้าน เว้นเสียแต่ว่าไม่อาจหาหญิงมีครรภ์ตามท้องถนนได้แล้ว พวกผู้หญิงมีครรภ์เหล่านี้จะถูกนำตัวไปเข้าเฝ้าพระราชินี พระราชินีทรงดูแลปฏิบัติกับหญิงเหล่านี้เหมือนอย่างเช่นเป็นคนในตระกูลสูง เมื่อพวกหญิงเหล่านั้นอยู่ที่นั่นได้ 2-3 วันแล้ว พวกเธอก็จะถูก (ขอโทษสำหรับคำบรรยายที่ป่าเถื่อน) โยนลงไปในหลุมให้หงายท้องขึ้น แล้วเอาเสาปักทิ่มลงไปในท้อง”

แน่นอนว่า เรื่องราวที่ดูโหดร้าย และป่าเถื่อน (ตามปากคำของฟาน ฟลีต) เช่นนี้ชวนให้นึกถึงเรื่องเล่าของการบูชายัญมนุษย์ ในตำนานเสาหลักเมือง อย่างเช่นเรื่องของ อิน จัน มั่น คง เพียงแต่เปลี่ยนตัวละครจาก ผู้ชาย ให้กลายเป็นหญิงท้องแก่ ซึ่งดูคล้ายกับจะเป็นนิทาน มากกว่าที่จะเป็นข้อเท็จจริง

แต่ก็คงจะไม่มีใครสามารถให้คำตอบอย่างชัดเจนได้ว่า สิ่งที่ฟาน ฟลีต อ้างไว้ข้างต้นนี้ เป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในช่วงสมัยที่เขาพำนักอยู่ในกรุงศรีอยุธยาจริงหรือไม่

บางทีฟาน ฟลีต อาจจะฟังคำเล่าลือที่เกินจริงมาอีกทอดหนึ่ง หรืออาจจะเป็นเรื่องเล่าที่ไม่เป็นความจริงเลยก็ได้

แถมยังเป็นไปได้ด้วยเช่นกันว่า เขาอาจจะพยายามสร้างความรู้สึก “แปลกถิ่น” (exotic) ให้กับชนชาวยุโรปที่ได้อ่านเรื่องนี้ ด้วยการเขียนพรรณนาความจนเกินเลยความเป็นจริง อันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง เมื่อชนชาวยุโรปเริ่มออกเดินทางไปแดนไกล นอกทวีปของตนเอง

พร้อมด้วยสำนึกที่เชื่อว่า ชนพื้นเมืองในภูมิภาคอื่นๆ นั้น มีวัฒนธรรมความเป็นอยู่ เทคโนโลยี และรวมไปถึงลักษณะทางกายภาพที่ด้อยกว่า “คนขาว” ก็เป็นไปได้ด้วยเช่นกัน

ดังนั้น จึงไม่แปลกอะไรนักที่จะมีผู้ไม่เชื่อถือในข้อมูลข้างต้นที่ฟาน ฟลีต ได้อ้างไว้

เช่นที่ปราชญ์ผู้ล่วงลับอย่าง ฉันทิชย์ กระแสสินธุ์ (พ.ศ.2451-2516) ซึ่งได้โต้แย้งฟาน ฟลีต เอาไว้ในทำนองว่า พ.ศ.2177 ตรงกับแผ่นดินพระเจ้าปราสาททอง แต่ในสมัยพระเจ้าปราสาททองไม่ปรากฏว่าได้มีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นในเอกสารประวัติศาสตร์อื่นเลย แม้แต่การบูรณะประตูพระราชวังก็ไม่พบหลักฐาน

แน่นอนว่า เรื่องราวการบูรณะประตูเมือง กับประตูเสา อันเป็นประตูทางไปสู่พระราชวัง และเรื่องการบูชายัญหญิงมีครรภ์ในสมัยของพระเจ้าปราสาททองนี้ ไม่มีปรากฏอยู่ในหลักฐานอื่น (อย่างน้อยก็เท่าที่มีหลักฐานอยู่ในขณะนี้)

แต่โดยธรรมชาติของพระราชพงศาวดารไทย ก็มักจะไม่บันทึกเรื่องราวทำนองนี้ของกษัตริย์ให้เป็นที่ปรากฏอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม ฟาน ฟลีต ก็ไม่ได้เป็นชาวยุโรปคนเดียวที่บันทึกถึงความเชื่อเกี่ยวกับการบูชายัญมนุษย์ในประเทศที่พวกเขาเรียกว่า สยาม

เพราะอย่างน้อยก็ยังมีข้อมูลอยู่ในจดหมายของบาทหลวงชาวฝรั่งเศสที่ชื่อ บาร์เธเลมี บรูกีแยร์ (Barth?lemy Brugui?re, พ.ศ.2335-2378) ซึ่งได้เคยมาประจำอยู่ที่อาสนวิหารอัสสัมชัญ ในกรุงเทพฯ เมื่อช่วงระหว่าง พ.ศ.2370-2374 ก็ได้บันทึกความเชื่อทำนองนี้ในประเทศไทยเอาไว้ว่า

“เมื่อใดที่มีการสร้างประตูใหม่ในกำแพงเมือง หรือบูรณะประตูเก่า เหยื่อผู้บริสุทธิ์ 3 คนจะต้องถูกบูชายัญ พระเจ้าแผ่นดินจะส่งเจ้าพนักงานไปยังประตูที่จะได้ซ่อมแซมอย่างลับๆ เจ้าพนักงานคนนี้จะแสดงท่าทีเหมือนจะเรียกใครบางคน และบางครั้งก็จะขานชื่อที่กำลังจะตั้งให้กับประตูนั้นขึ้นมา เพื่อดึงดูดความสนใจของผู้คนที่เดินผ่านไปมาให้ชะงักงัน แล้วหันไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น 3 คนแรกที่ตกหลุมพรางจะถูกเจ้าพนักงานจับ และความตายของพวกเขาก็ถูกกำหนดไว้อย่างชัดเจนเสียจนไม่ว่าจะบนบานศาลกล่าวอย่างไรก็ไม่มีทางรอดชีวิตไปได้

“ภายในประตูจะมีหลุมถูกขุดไว้ โดยมีไม้ธรณีประตูขวางอยู่ทางด้านบนของหลุม โดยมีเชือก 2 เส้นแขวนไม้ธรณีประตูเอาไว้เหมือนอย่างลูกหีบ (pressoir) และเมื่อถึงกำหนดวันบูชายัญก็จะมีการเลี้ยงดูเหยื่อทั้ง 3 คนอย่างหรูหราใหญ่โต ก่อนจะแห่ไปยังหลุม พระเจ้าแผ่นดินกับข้าราชบริพารจะเสด็จมาแสดงความคารวะต่อพวกเขา จากนั้นพระเจ้าแผ่นดินจะตรัสสั่งเป็นพิเศษให้ทั้ง 3 คนรักษาประตูที่ได้รับการมอบหมายเอาไว้ให้ดี และคอยแจ้งเตือนเมื่อมีข้าศึกหรือกบฏจะเข้ามาตีเมือง จากนั้นเจ้าพนักงานจะตัดเชือกที่แขวนทั้ง 2 เส้นที่แขวนไม้ธรณีประตูให้ตกลงมาทับลงบนศีรษะของพวกเขา โดยประชาชนทั้งหลายจะถือว่าผู้ตายได้กลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เรียกว่า ผี” (ปรับย่อหน้าใหม่โดยผู้เขียน)

ดังนั้น ไม่ว่าข้อเท็จจริงจะเป็นเช่นไรก็ตาม เรื่องเล่าที่ฟาน ฟลีต และบรูกีแยร์ ได้บันทึกเอาไว้นี้ ก็แสดงให้เห็นถึงความเชื่อเกี่ยวกับการบูชายัญมนุษย์ฝังเอาไว้ใต้เสาของสิ่งปลูกสร้างต่างๆ อย่างชัดเจน

แต่ทำไมจึงต้องใช้ “หญิงมีครรภ์” ในการประกอบพิธีพลีกรรม หรือการบูชายัญทำนองนี้ด้วยล่ะ?

อันที่จริงแล้ว “หญิงมีครรภ์” นั้น ถูกถือว่าเป็นสิ่งพิเศษในหลากหลายสังคมวัฒนธรรมทั่วโลก

ในผลงานชิ้นเอกระดับขึ้นหิ้งของนักมานุษยวิทยา ชาวสกอตแลนด์อย่าง เซอร์เจมส์ จอร์จ เฟรเซอร์ (Sir James Goerge Frazer, พ.ศ.2397-2484) ที่มีชื่อว่า “The Golden Bough : A Study in Magic and Religion” (ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2433 ในชื่อ The Golden Bough : A Study in Comparative Religion ก่อนจะเปลี่ยนชื่อในภายหลัง) ได้กล่าวถึงความเชื่อเกี่ยวกับอำนาจพิเศษของหญิงมีครรภ์มากมายหลายกรณี จากหลากหลายวัฒนธรรมทั่วโลก

แต่เฉพาะในส่วนของการบูชายัญด้วยหญิงมีครรภ์นั้น เซอร์เฟรเซอร์ ได้ยกตัวอย่างจากกรณีที่พวกกรีก และโรมัน ใช้หญิงมีครรภ์เป็นเครื่องพลีกรรมให้แก่เทพีแห่งพืชพันธุ์ธัญญาหาร และพระแม่ธรณี เพื่อให้แผ่นดินอุดมสมบูรณ์ และผลิตผลต่างๆ ผลิดอกออกผลอย่างสมบูรณ์ที่สุด

แน่นอนว่า เป็นเพราะผู้หญิงซึ่งกำลังมีครรภ์นั้นก็คือสัญลักษณ์ของความอุดมบูรณ์ และผลิตผล

เฟรเซอร์ยังได้ยกตัวอย่างความเชื่อเกี่ยวกับหญิงมีครรภ์อื่นๆ ไว้อย่างน่าสนใจ เช่น ผู้คนในแคว้นไบเอิร์น (Bayern) และออสเตรีย เชื่อว่าผู้หญิงตั้งครรภ์สามารถสื่อสารกับความอุดมสมบูรณ์ได้ ดังนั้น ถ้าให้ผลไม้ที่ออกมาเป็นลูกแรกของต้นไม้ หรือไร่สวนแก่พวกเธอกิน ต้นไม้จะผลิดอกออกผลอย่างอุดมสมบูรณ์ในปีหน้า

หรือชาวอเมริกันอินเดียนเผ่าโอริโนโก (Orinogo) จะให้ผู้หญิงที่มีลูกแล้วเป็นผู้หว่านเมล็ดพืช เพราะเชื่อว่าผู้หญิงเหล่านี้คุ้นเคยกับการให้กำเนิด ดังนั้น ถ้าให้พวกเธอเป็นผู้หว่านเมล็ดพันธุ์ก็จะอุดมสมบูรณ์กว่าให้ผู้ชายหว่านถึง 2-3 เท่า

ในทางกลับกัน กลุ่มชาวบาแกนดา (Baganda) ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ย่อยของชาวบันตู (Banyu) ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศยูกันดา ในทวีปแอฟริกา ภรรยาที่เป็นหมันจะทำให้สวนของสามีติดเชื้อหมันไปด้วย จนทำให้พืชพรรณไม่ออกผลผลิต

หญิงชาวบาแกนดาที่เป็นหมันจึงมีสถานภาพหย่าร้างอยู่บ่อยๆ

เซอร์เฟรเซอร์ยังแสดงให้เห็นอีกด้วยว่า แนวคิดในทำนองที่บุคคลสามารถมีอิทธิพลต่อพืชพรรณต่างๆ ด้วยการกระทำ หรือสภาวะต่างๆ ของบุคคลนั้นได้ (เฟรเซอร์เรียกความเชื่อทำนองนี้ว่า homoeopathically) ก็มีปรากฏอยู่ในอุษาคเนย์ด้วยเหมือนกัน

ดังที่เขาได้ยกตัวอย่างว่า หญิงชาวมลายูจะเปลือยกายท่อนบนขณะเกี่ยวข้าว เพื่อให้เปลือกข้าวบางลง

โดยมีความเชื่อว่ายิ่งใส่เสื้อผ้าหนาขึ้นเท่าไหร่ เปลือกข้าวก็จะยิ่งหนาขึ้นเท่านั้น

และเปลือกขาวที่หนาเตอะก็ย่อมตำข้าวได้ลำบากมากกว่าเปลือกข้าวที่เพรียวบางลงแน่

ความเชื่อว่า หญิงมีครรภ์เกี่ยวข้องกับความอุดมสมบูรณ์ และผลิตผลที่งอกงามนั้น จึงเป็นสิ่งที่พบเห็นได้โดยทั่วไปในวัฒนธรรมต่างๆ ทั่วโลก

การบูชายัญหญิงมีครรภ์จึงควรจะเป็นสัญลักษณ์ในการประกันความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ชุมชน ไม่ว่าจะเป็นชุมชนขนาดเล็กอย่างหมู่บ้าน หรือใหญ่ขนาดเมืองก็ตาม

และเรื่องราวความเชื่อของการฝังหญิงมีครรภ์ไว้ในหลุมเสาต่างๆ ในอุษาคเนย์ก็คงมีพื้นฐานมาจากรากเหง้าเดียวกันนี้เอง โดยคงจะถูกนำมาผสมผสานเข้ากับการฝังสรีรธาตุของบรรพชนเอาไว้ข้างใต้ของเสา จำพวกหินตั้งที่มีการพบหลักฐานอยู่เนืองๆ จนเกิดเป็นตำนาน หรือความเชื่อเรื่องการนำเอาผู้หญิงตั้งครรภ์มาบูชายัญเอาไว้ใต้เสาขึ้นในที่สุด นั่นแหละครับ



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

แกะรอย ประวัติศาสตร์แห่ง ‘อาทิตย์ 3 ดวง’ หรือ ‘Sundogs’ (2)
กราบเรียน ท่านนายกฯ (ฉบับที่ 3) เรื่อง ปัญหาบางประการในความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา | สุรชาติ บำรุงสุข
ธำรงศักดิ์โพล เปิดผลสำรวจ ร้อยละ 62.18 ชี้ควรมีการเลือกตั้งผู้ว่าจังหวัดทุกจังหวัดได้แล้ว
“เผ่าภูมิ” ยินดี คลังสานต่อ “Negative Income Tax” ยุคเพื่อไทย พุ่งเป้าช่วยคนจน เสนอเกณฑ์รายได้ต่ำกว่า 6 หมื่น/ปี รับสูงสุด 12,000 บาท/ปี
แตรฝรั่ง (3)
ตามสถิติเอเลียนน่าจะมีจริง แต่…
aespa คั้นชีวิตให้เปรี้ยวเข็ดฟันมากกว่าเดิม ด้วยอัลบั้มชุดใหม่ Lemonade
จาก ‘ทรงวิทย์’ ถึง ‘อุกฤษฎ์’ จาก ‘ศอ.ปชด.’ สู่ ‘ศบค.ชด.’ ‘อนุทิน’ ติดดาบ ‘ผบ.หยอย’ คุม ทุกชายแดน กรำศึกเขมร รอบสุดท้าย
‘โต เลิม’ เยือนไทย : เห็นอะไรในประวัติศาสตร์ และความสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม
สุทธิชัย วีรกุลสุนทร ‘เฮียล้าน ลุยต่อ’ ป้องกันแชมป์ ส.ก.จอมทอง สมัย 7 ไม่หวั่นคู่แข่งเจนใหม่
‘บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ’ มองประเทศไทยที่ ‘หยุดนิ่ง’ ‘คนรุ่นหลัง’ จะ ‘ทุกข์ยาก’ กว่านี้
Prachachat Business Awards 2026 เปิดทำเนียบ 5 สุดยอดธุรกิจไทย ‘ฮั่วเซ่งเฮง’ รายได้สูงสุด ปตท.สผ.แชมป์จ่ายภาษี