bg-single

สงครามโดรน (12) ปฐมบทโดรนสงคราม

26.11.2025

ยุทธบทความ | สุรชาติ บำรุงสุข

สงครามโดรน (12)

ปฐมบทโดรนสงคราม

“โดรนแมลงสายฟ้า (The Lightening Bug Drone) เป็นปฏิบัติการของอากาศยานไร้คนขับที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของกองทัพสหรัฐฯ”

Thomas P. Ehrhard

Air Force UAVs : The Secret History (2010)

บทความนี้อยากจะขอเริ่มต้นด้วยข้อสังเกตว่า สนามรบทางอากาศในเวียดนามคือ “สงครามโดรนยุคแรก” แต่ดังที่กล่าวแล้วว่าคนในยุคหลังอาจไม่ได้ตระหนักว่า มีการใช้โดรนอย่างมากในสงครามเวียดนาม และข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องของสงครามโดรนในเวียดนามเอง ก็ไม่เป็นที่เปิดเผยมากเท่าใดนัก จนเราแทบนึกไม่ถึงเลยว่า สงครามทางอากาศในเวียดนามไม่ใช่มีแต่ปฏิบัติการของเครื่องเอฟ-4 หรือการบินทิ้งระเบิดปูพรมของบี-52 หากแต่มีประวัติศาสตร์อีกส่วนที่เป็นเรื่องของอากาศยานขนาดเล็กที่ไร้คนขับที่บินออกปฏิบัติการเหนือน่านฟ้าของเวียดนามเหนือ อย่างไม่เกรงกลัวการถูกยิงแต่อย่างใด

ดังนั้น ในบทนี้จะชวนย้อนกลับไปสู่เรื่องราวของสงครามโดรนในเวียดนาม เพราะปฏิบัติการทางอากาศในสงครามเวียดนามนั้น ต้องถือเป็นดัง “ปฐมบทโดรนสงคราม” แม้ว่าภารกิจที่เกิดขึ้นยังมิได้ไปไกลถึงจุดของการใช้โดรนโจมตีทางอากาศเช่นในแบบของสงครามยูเครนก็ตาม แต่ที่สำคัญ สงครามเวียดนามได้สร้างพื้นฐานของการใช้โดรนในภารกิจทางทหารสำหรับอนาคตอย่างแท้จริง

คำถามจากทำเนียบขาว

ดังที่กล่าวแล้วว่าในวันที่ 17 ธันวาคม 1965 นั้น ประธานาธิบดีลินดอน จอห์นสัน ได้เสนอที่จะยุติการทิ้งระเบิดของสหรัฐที่กระทำกับเป้าหมายในเวียดนามเหนือ แต่การทำเช่นนั้นจะต้องไม่ได้มีนัยว่า สหรัฐจะยอมยุติปฏิบัติการทางทหารทั้งหมด เพราะถ้าหยุดทั้งหมดแล้ว สหรัฐจะไม่มีหลักประกันที่มี “อำนาจบังคับ” (coercive power) เหลืออยู่ในการต่อรองกับเวียดนามเหนือ

แต่อย่างน้อยในทางการเมืองระหว่างประเทศ การหยุดการทิ้งระเบิดดังกล่าวจากข้อเสนอของทำเนียบขาวจะเป็นการส่ง “สัญญาณแห่งสันติภาพ” ให้แก่ฝ่ายเวียดนามเหนือที่ชัดเจน อีกทั้งเป็นสัญญาณสันติภาพที่ส่งถึงสังคมอเมริกันเองด้วย

ขณะที่การยุติการทิ้งระเบิดเริ่มต้นในวันที่ 24 ธันวาคม 1965 อันเป็นเสมือนของขวัญสำหรับการฉลอง “เทศกาลคริสต์มาส” ในปีดังกล่าว ดังนั้น เครื่องบินที่มีนักบินได้หยุดปฏิบัติการจริง แต่เครื่องบินที่ไม่มีนักบินไม่ได้หยุดภารกิจแต่อย่างใด กล่าวคือโดรนยังคงบินออกปฏิบัติการฝ่าแนวป้องกันทางอากาศที่เป็นดัง “กำแพงกระสุน” ของข้าศึกไม่ต่างจากเดิม

โดรนที่นำมาใช้ในสงครามเวียดนามคือ “แมลงสายฟ้า” (Lightening Bug Drone) หรือ “โดรนแบบ 147” (Model 147) ที่มีชื่อเสียง และลำที่มีชื่อเสียงมากที่สุดที่ออกบินทำภารกิจทางอากาศได้นานที่สุดคือ โดรนแบบ 147 เอสซี (Model 147SC) ที่มีชื่อประจำลำว่า “Tom Cat” โดยสามารถบินทำภารกิจได้มากถึง 68 เที่ยวบิน ขณะที่โดรนในยุคแรกจะบินได้ประมาณ 3 เที่ยวบินเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาภารกิจในภาพรวมแล้ว แทบไม่น่าเชื่อเลยว่าในระหว่างปี 1964-1975 นั้น โดรนแบบ 147 นี้ ออกปฏิบัติภารกิจมากกว่า 3,500 เที่ยวบิน แต่สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ถูกปิดลับด้วยเงื่อนไขสงคราม และเรื่องราวของโดรนเองก็ไม่เป็นที่รับรู้มากนัก ดังจะเห็นได้ว่าเมื่อปรากฏข่าวในสื่ออเมริกันในเดือนพฤศจิกายน 1964 ว่า “คอมมิวนิสต์จีนอ้างว่าได้ยิงเครื่องบินตรวจการณ์ที่ไม่มีนักบินของสหรัฐตก” หรือนิตยสารไทม์ในช่วงเวลาเดียวกันได้รายงานถึง “การฉลองชัยชนะครั้งใหญ่” ของจีนคอมมิวนิสต์ที่ยิงเครื่องบินตรวจการณ์ทางทหารที่ไม่มีนักบินของสหรัฐตก แต่กระทรวงกลาโหมอเมริกันไม่ยอมให้ความเห็นในเรื่องนี้แต่อย่างใด อาจจะไม่แตกต่างจากยุคใหม่ในปี 2011 ที่อิหร่านสามารถจับโดรนสมรรถนะสูงของซีไอเอได้

ทั้งหมดนี้ตอบได้ชัดเจนว่า เรื่องราวของโดรนเป็น “ความลับสุดยอด” ที่จะไม่มีการกล่าวถึงในเวทีสาธารณะแต่อย่างใด หรือดังที่กล่าวเป็นข้อสังเกตว่าโดรนไม่เป็นที่รู้จักสำหรับคนที่เห็น ทั้งไม่เป็นที่รู้จักของคนที่ตีพิมพ์ภาพผลงานที่ปรากฏในสื่ออเมริกันด้วย เนื่องจากภาพถ่ายทางอากาศเป็นจำนวนมากของทางฝ่ายเวียดนามเหนือที่ปรากฏในสื่อนั้น เป็นผลงานการบินถ่ายภาพของโดรน ไม่ใช่ผลงานการถ่ายของนักบิน เนื่องจากการบินของอากาศยานที่มีนักบิน ที่ต้องบินข้ามเส้นขนานที่ 17 ไปนั้น ถือเป็นความเสี่ยงอย่างมาก การบินถ่ายภาพในระยะต่ำจึงตกเป็นภารกิจของโดรน

คำตอบอยู่ที่โดรน

แน่นอนว่าการบินในยุคแรกของปฏิบัติการโดรนในสงครามเวียดนามนั้น โดรนถูกยิงประสบความเสียหายเป็นจำนวนมาก สหรัฐจึงต้องหาทางแก้ปัญหาความสูญเสียเช่นนี้ให้ได้ ทางออกในทางยุทธวิธีคือ การปล่อยโดรน 2 ลำคู่จากเครื่องบินแม่คือ ซี-130 โดยโดรนลำหนึ่งจะเป็นตัวล่อเป้า ส่วนอีกลำจะเป็นตัวที่ติดกล้องถ่ายภาพทางอากาศเพื่อปฏิบัติภารกิจจริง ทั้ง 2 ลำจะบินคู่กัน จนถึงที่หมายที่ต้องปฏิบัติภารกิจ จึงบินแยกออกจากกัน เพื่อสร้างความสับสนให้แก่ชุดต่อต้านอากาศยานของเวียดนามเหนือว่าจะยิงลำใด ซึ่งการบิน 2 ลำเช่นนี้เป็นทางออกที่ได้ผลอย่างมากในการแก้ไขปัญหาความสูญเสียที่เกิดขึ้น ทั้งทำให้โดรนลำจริงที่ต้องปฏิบัติภารกิจสามารถหลีกเลี่ยงการเป็นเป้าโจมตีได้เป็นอย่างดี และหลายครั้งที่พบว่าโดรนล่อเป้าไม่ได้ถูกยิงตก กลับสามารถพาตนเองกับสู่ฐานบินที่ดานังได้อย่างปลอดภัย

อีกทั้งการใช้โดรนยังช่วยแก้ปัญหาที่เกิดจากเงื่อนไขของอากาศ เนื่องจากสภาวะอากาศในฤดูมรสุม ทำให้อากาศยานที่มีนักบินมีข้อจำกัดอย่างมากในการออกปฏิบัติการ ซึ่งหากต้องหลีกเลี่ยงเรื่องของอากาศเช่นนี้ นักบินต้องบินในระยะความสูงที่มากขึ้น และการบินในระดับที่ต่ำกว่าเมฆจะเป็นปัญหาความปลอดภัยอย่างมาก เพราะเครื่องบินอาจถูกยิงจากชุดป้องกันทางอากาศของเวียดนามเหนือได้ง่าย แต่โดรนสามารถบินในระดับต่ำได้ และถ้าถูกยิง ก็ไม่มีความเสี่ยงต่อการสูญเสียนักบิน หรือนักบินถูกจับเป็นเชลย

ดังนั้น จึงไม่แปลกแต่อย่างใดที่ในช่วงสหรัฐยุติยุทธการทางอากาศ (The Rolling Thunder) ในปี 1968 แล้ว ท้องฟ้าของเวียดนามเหนือกลับเต็มไปด้วย “แมลงสายฟ้า” และโดรนเหล่านี้สามารถบินฝ่าแนวป้องกันทางอากาศของเวียดนามเหนือได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังจะเห็นได้จากข้อมูลที่เราอาจจะไม่ค่อยสังเกตเท่าใดนักว่า ในระยะเวลา 4 ปีจากเดือนตุลาคม 1968 จนถึงพฤศจิกายน 1972 โดรนเป็นอากาศยานชนิดเดียวที่บินเหนือน่านฟ้าของเวียดนามเหนือ จนการบินของ “โดรน 147” ทำให้พื้นที่แถบนี้ถูกเรียกว่าเป็น “แนวทดสอบอ่าวตังเกี๋ย” (Tonkin Gulf Test Range) จากบรรดาผู้ควบคุมโดรน

ปัญหาเทคนิค

เป็นที่ทราบกันดีว่า ภารกิจหลักของโดรนในสงครามเวียดนามคือ การบินถ่ายภาพทางอากาศ แต่ด้วยปัญหาการบินในระยะต่ำของโดรน ระบบตัวกล้องของโดรน และการควบคุมโดรน ทำให้ภาพที่ได้มาอาจจะไม่มีประโยชน์เท่าใดนัก หรือการขยับตัวของโดรนทำให้ภาพที่ได้มาอาจไม่ตอบโจทย์ความต้องการทางยุทธการ แต่ถ้าทำการบินถ่ายภาพในระยะสูง โดรนอาจจะทำหน้าที่ได้ดีกว่า

แต่เมื่อมีการปรับปรุงเป็น “โดรน 147 เจ” (Model 147J) ที่มีปีกขนาดใหญ่ และติดกล้องถ่ายภาพทางอากาศ 2 ตัว (แทนที่จะเป็นกล้องตัวเดียวในโดรนแบบเก่า) อันทำให้การบินถ่ายภาพในระยะต่ำเป็นไปได้อย่างดี เช่น ภาพถ่ายฐานยิงอาวุธปล่อยต่อต้านอากาศยานของเวียดนามเหนือ หรือภาพถ่ายเรือที่จอดเทียบท่าที่ไฮฟอง ซึ่งการติดกล้อง 2 ตัวที่ตัวหนึ่งเป็น “กล้องมองจากบนลงล่าง” ส่วนอีกตัวเป็น “กล้องสแกนจากด้านหนึ่งไปอีกด้านหนึ่ง”

ผลจากการติดตั้งกล้องในโดรน “รุ่นเจ” เช่นนี้ทำให้โดรนทำหน้าที่ในการถ่ายภาพทางอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ และโดรนได้เข้ามามีบทบาทอย่างมากในภารกิจดังกล่าวแทนอากาศยานที่มีนักบิน และยิ่งมีการพัฒนาเรื่องกล้องถ่ายภาพและเลนส์แล้ว การบินถ่ายภาพทางอากาศในระยะต่ำด้วยเป็นสิ่งที่มีคุณค่าในทางยุทธการอย่างมาก โดยเฉพาะเครื่องบินที่มีนักบินไม่สามารถเสี่ยงทำการบินในลักษณะเช่นนี้ได้

การบินถ่ายภาพทางอากาศ หรืออาจเรียกว่าเป็น “การจารกรรมทางอากาศ” นั้น เป็นที่ทราบกันดีว่ามีความเสี่ยงในตัวเอง โดยเฉพาะการสูญเสียนักบินเป็นเรื่องของความเสี่ยงที่ไม่คุ้มค่า หรือหากเครื่องบินถูกยิงตก แต่นักบินรอดชีวิตและถูกจับเป็นเชลย ก็ย่อมมีผลอย่างมากทั้งกับการเมืองภายในและการเมืองระหว่างประเทศ ดังตัวอย่างของผลกระทบทางการเมืองในกรณีของแกรี่ เพาเวอร์ส (Gary Powers) นักบินเครื่องบินยู-2 ที่ถูกยิงตกในรัสเซียในเดือนพฤษภาคม 1960 ซึ่งถือเป็นหนึ่งในกรณีที่นำมาซึ่ง “การเสียหน้า” อย่างมากของสหรัฐ แม้ในขณะทำภารกิจลับ เครื่องยู-2 จะบินสูงกว่า 68,000 ฟุตก็ตาม

อีกทั้งเรื่องที่หลายฝ่ายในขณะนั้นอาจจะนึกไม่ถึงคือ โดรนสามารถบินกลับมายังฐานบินได้ แต่ก็ต้องอาศัยร่มชูชีพในตัวเองเพื่อพาลงสู่พื้นดิน แต่ก็เป็นระบบที่ไม่เสถียร และอาจทำให้เกิดความเสียหายกับโดรนได้ ดังนั้น การพาโดรนกลับมาและลงสู่พื้นดินได้อย่างปลอดภัยจึงเป็นปัญหาในทางเทคนิคอย่างมาก ทำให้ในต้นปี 1966 จึงมีการคิดที่จะเก็บโดรนที่บินกลับจากปฏิบัติภารกิจกลางอากาศ หรือที่เรียกว่า “ระบบเก็บคืนกลางอากาศ” (Mid-Air Retrieval System – MARS)

ระบบนี้จะใช้เฮลิคอปเตอร์แบบซิคอร์สกี ซีเอช-3 (Sikorsky CH-3) ที่มีตัวเกี่ยว โดยจะบินรอเก็บโดรนในพื้นที่ที่ถูกกำหนดขึ้น เมื่อโดรนที่บินกลับมาถึงจุดนัดหมาย ก็จะปล่อยร่มชูชีพในตัวเองที่ระยะราว 15,000 ฟุต โดยเฮลิคอปเตอร์ที่มารับจะลอยตัวต่ำกว่าโดรนประมาณ 3,000 ฟุต และจะรอเกี่ยวโดรนที่ลดระดับเพดานบินลงมา

ซึ่งเมื่อเกี่ยวได้แล้ว จะมีลักษณะเหมือนเฮลิคอปเตอร์ “หิ้ว” โดรนกลับ

ความสำเร็จของ “ระบบเก็บคืนกลางอากาศ” ไม่เพียงช่วยรักษาสภาพโดรนไม่ให้เสียหาย และสามารถนำกลับมาทำภารกิจได้อีกเท่านั้น แต่ยังช่วยรักษาฟิล์มจากการถ่ายภาพทางอากาศไม่ให้เสียหายด้วย การใช้ระบบแบบนี้จากปี 1966 จนถึงการสิ้นสุดของสงครามเวียดนามนั้น เฮลิคอปเตอร์ที่ทำภารกิจเก็บเกี่ยวโดรนนั้น ประสบความสำเร็จในการเก็บโดรน 2,655 ครั้ง จากจำนวนที่ต้องเก็บ 2,745 ครั้ง หรือคิดเป็นร้อยละ 96.7 ของการบินในภารกิจนี้ ซึ่งต้องถือว่าเป็นความสำเร็จอย่างมาก

นอกจากนี้ ยังพบว่าในช่วงสงครามเวียดนามนั้น โดรน “แมลงสายฟ้า” ถูกสร้างมากกว่า 1,000 ลำ ซึ่งในจำนวนนี้ถูกยิงตกหรือประสบความเสียหายราว 200 ลำ ซึ่งเท่ากับบอกว่าเมื่อสงครามเวียดนามยุติลง กองทัพสหรัฐมีโดรนอยู่ในมือเป็นจำนวนอีกพอสมควร แต่ก็ไม่มีสนามรบให้โดรนเหล่านี้ออกปฏิบัติการเช่นการบินเหนือน่านฟ้าของเวียดนามเหนืออีกแต่อย่างใด และที่สำคัญก็ไม่มีงบประมาณมาช่วยหล่อเลี้ยงการบินของโดรนอีกด้วย ถ้าเช่นนั้นต่อจากนี้ไป โดรนจะไปบินปฏิบัติภารกิจที่ไหน!



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

‘แดง’ หวนคุมพืชสวนโลกอีสาน ตามรอยราชพฤกษ์ 2549 ยุค ‘นายใหญ่’
​สพป.ชัยนาท ร่วมกับ ศูนย์ประสานงานทางการศึกษาเนินขาม ผนึกกำลังจิตอาสาฟื้นฟูผืนป่าเขาขยาย สานต่อแนวคิด “เขาขยาย เขาทะเลทราย สู่เขาสวรรค์”
“อนุทิน” ตอบปม UNCLOS ย้ำ ยังไม่ถึงเวลาฟื้นสัมพันธ์-ไม่มีเปิดด่าน มั่นใจรักษาอธิปไตยได้เต็มที่ !
การทูตไม้ไผ่ (Bamboo Diplomacy)ของเวียดนาม : พัฒนาการและข้อจำกัด
ผู้สมัคร ส.ก. ห้วยขวาง เปิดหน้าชนทุนต่างชาติ แฉ 4 ปัญหาใหญ่แย่งอาชีพ-สร้างมลพิษ กางแผน 3 ระดับ ดึงภาษีคืนท้องถิ่น
เจ้าฟ้าและสามัญชน ชีวิตโลดโผนผจญภัย ของนักเรียนทุนไทยในต่างแดน (1)
เส้นทางรัก ‘บิ๊ก-ไอซ์’ หลังตั้งเป้าจะเป็นโสดยาว อายุเยอะต้องใช้เวลาดูให้มั่นใจ
ธงทอง จันทรางศุ | ว่าด้วย ‘หมาจริง – หมาปลอม’
วิกฤตโจ๋ไทยจาก ‘มวน’ สู่ ‘พอต’ ‘บุหรี่ซอมบี้’ ภัยร้ายแบบใหม่ ปฏิบัติการ ‘ระดับชาติ’ หยุดควัน
ผ่าคดี ผอ.ป.ป.ช.เมินกฎหมาย ‘เมาขับ’ ขยี้ดับหนุ่มไรเดอร์ เป่าแอลฯ ทะลุ 189 มก.% สังคมจับจ้องพิรุธสลับตัว
เหยี่ยวถลาลม | แหวนแม่-นาฬิกาเพื่อน แค่ยอดภูเขาน้ำแข็ง ป.ป.ช.
เจาะชีวิต ‘โกแพ’ วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ มท.4 เลือดใหม่พรรคสีน้ำเงิน จุดเริ่มต้นที่ไม่ได้ชอบการเมือง?