bg-single

อลหม่าน สหรัฐระงับเจรจาภาษี เอกชนห่วงภาษีทรัมป์ยืดเยื้อ เศรษฐกิจติดหล่ม-เติบโตยาก

21.11.2025

บทความพิเศษ | ศัลยา ประชาชาติ

กลายเป็นประเด็นร้อน และปัญหาใหญ่สั่นสะเทือนประเทศไทย

หลังจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดการศึกษาหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 68 เมื่อ 12 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

กล่าวตอนหนึ่ง ระบุถึงสถานการณ์ที่ไทยลงนามในปฏิญญา 4 ข้อ แต่กัมพูชาคู่เจรจาไม่ปฏิบัติตาม

“วันนี้ประเทศไทยต้องยึดผลประโยชน์และความปลอดภัยของประชาชนคนไทยเท่านั้น ผมจึงบอกว่า เจรจาการค้าภาษีเป็นอย่างไรไม่สนแล้ว หากขายประเทศนี้ไม่ได้ก็ไปหาประเทศอื่น ภาคเอกชนต้องช่วยกัน จะเอาชีวิตไปฝากไว้กับประเทศประเทศเดียวได้อย่างไร ใช้ภาษีมากดดันเราก็ไม่เป็นไร เพราะประเทศอื่นก็โดนผลกระทบเรื่องภาษีเหมือนกัน หากภาษีสูงมากจนถึง 100% ท้ายที่สุดผู้เดือดร้อนก็คือผู้ซื้อ เราเป็นผู้ผลิตเราก็ต้องมาหันมาซื้อของในบ้านเราให้ได้มากที่สุด ซึ่งเราต้องอยู่ให้ได้ในยุคที่สร้างศักยภาพให้กับตนเอง” นายอนุทินกล่าว

และเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ได้แถลงข่าวว่า เมื่อช่วงค่ำวันที่ 14 พฤศจิกายน 2568 ไทยได้รับแจ้งจากรองผู้แทนการค้าของสหรัฐ (USTR) ว่า ฝ่ายสหรัฐขอระงับ (suspend) การเจรจากรอบความตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างไทยกับสหรัฐ (Agreement on Reciprocal Trade Framework) เป็นการชั่วคราว

และจะสามารถกลับมาเจรจาความตกลงดังกล่าวได้อีกครั้งเมื่อฝ่ายไทยให้คำมั่น (reaffirms) ว่าจะปฏิบัติตามปฏิญญาสันติภาพ โดยสหรัฐหวังว่าจะสามารถหาทางออกในเรื่องนี้ได้โดยเร็ว

กระทรวงการต่างประเทศระบุว่า ไทยมีความผิดหวังในท่าทีจากผู้แทนการค้าสหรัฐ เนื่องจากไทยได้ยืนยันมาโดยตลอดว่า ประเด็นความมั่นคงและความปลอดภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เป็นประเด็นทวิภาคีระหว่างไทยกับกัมพูชา ต้องพิจารณาแยกออกจากประเด็นการค้า

แน่นอนว่าเรื่องนี้กลายเป็นปัญหาบานปลายจากเรื่องความมั่นคง ปัญหาการเมืองระหว่างประเทศ ที่ผูกโยงกับการเจรจาการค้ากับสหรัฐ กำลังสั่นสะเทือนความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจเอกชน

อย่างไรก็ดี ซีกของรัฐบาลทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องก็ออกมาประสานเสียง ยืนยันว่า ประเด็นความมั่นคง ต้องพิจารณาแยกออกจากการเจรจาทางการค้าไทยกับสหรัฐ

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล (18 พฤศจิกายน) ว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย คุยกับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เมื่อ 15 พฤศจิกายน ก็ไม่มีการพูดคุยเรื่องภาษีต่างตอบแทน ฝ่ายไทยถือว่าเรื่องความมั่นคงมีความสำคัญ และเรื่องการค้าควรจะแยกออกจากกัน ไม่ควรจะนำมาเชื่อมโยงกัน ฉะนั้น ไทยก็จะเดินหน้าในการเจรจา ควบคู่กับเดินหน้าแก้ปัญหาที่มีอยู่กับกัมพูชา

และล่าสุด นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ชี้แจงงผลการหารือทางโทรศัพท์กับนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย

โดยฝากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้แจงและเน้นย้ำให้ประชาชนเข้าใจว่า ประธานาธิบดีสหรัฐยืนยันว่าไม่ได้นำประเด็นการระงับปฏิญญาสันติภาพของไทยมาเกี่ยวข้องกับการเจรจาภาษีทางการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐ ที่ดำเนินการอยู่ขณะนี้

อย่างไรก็ดี ต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ภาคธุรกิจเอกชนเกิดความกังวลจากความไม่แน่นนอนและความเสี่ยงที่เกิดขึ้น แม้ว่ารัฐบาลจะพยายามออกมาชี้แจงว่า การที่สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ส่งหนังสือระงับเจรจากับไทยชั่วคราว หนังสือดังกล่าวถูกส่งออกมาก่อนที่นายกรัฐมนตรีของไทยจะมีการเจรจากับประธานาธิบดีสหรัฐ

โดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะทำงานยุทธศาสตร์เจรจาการค้ากับสหรัฐ กล่าวว่า การเจรจาการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกายังคงดำเนินไปตามกรอบเดิม โดยยืนยันว่า เรื่องการเมืองจะแยกออกจากเรื่องการค้าอย่างชัดเจน

“การพูดคุยของผู้นำทั้งสองประเทศเมื่อ 15 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ถือเป็นข้อมูลล่าสุด และเป็นสัญญาณเชิงบวกว่าฝ่ายสหรัฐจะไม่เชื่อมโยงการเมืองกับการเจรจาการค้า โดยคาดว่าประเด็นการเจรจาทางภาษีจะมีความชัดเจนเพิ่มขึ้นในช่วงปลายปีนี้” นายเอกนิติกล่าว และว่า

เอกสารจากสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ที่ส่งมาก่อนหน้านั้น น่าจะจัดทำขึ้นก่อนที่ผู้นำทั้งสองฝ่ายจะมีการหารือ ดังนั้น ฝ่ายไทยจึงรอให้ท่าทีจากประธานาธิบดีสหรัฐถูกส่งต่ออย่างเป็นทางการไปยัง USTR อย่างไรก็ดี ในฝั่งของไทย เราเดินตามกรอบเดิมทุกอย่าง ไม่หยุด ไม่ชะลอ ขณะที่สหรัฐก็น่าจะต้องกลับไปหารือภายในก่อนส่งสัญญาณตอบกลับอย่างเป็นทางการ

รวมทั้งนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่อยู่ระหว่างการเดินทางไปภารกิจที่สหรัฐ กล่าวว่า รัฐบาลไทยพร้อมขับเคลื่อนให้การเจรจาการค้ากับสหรัฐสำเร็จตามกรอบเวลา โดยรัฐบาลให้ความสำคัญทั้งการรักษาอธิปไตยและความมั่นคงของชาติควบคู่ไปกับการส่งเสริมผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของไทย

ขณะนี้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังเดินหน้าประสานงานอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเร่งรัดสรุปผลการเจรจา เมื่อทั้งสองฝ่ายพร้อมเริ่มกระบวนการอย่างเป็นทางการ รวมถึงการนำข้อเสนอของภาคเอกชนไปใช้ประกอบนโยบายเพื่อสนับสนุนภาคธุรกิจไทยให้เข้มแข็งในตลาดสหรัฐ

พร้อมเน้นย้ำความจำเป็นในการป้องกันปัญหาการสวมสิทธิถิ่นกำเนิดสินค้า และการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการใช้ Local Content มากขึ้น ไทยต้องผสานนวัตกรรมและยกระดับอุตสาหกรรมอาหาร ใช้ข้อได้เปรียบด้านการเป็นผู้ผลิตสินค้าเกษตรสู่การเป็น “Food Security Hub” ขายความมั่นคงทางอาหาร ไม่ใช่เพียงขายวัตถุดิบ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดโลกอย่างยั่งยืน

อย่างไรก็ดี ภาคเอกชนอย่าง นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวถึงผลสืบเนื่องจากการที่สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ส่งเอกสารระงับเจรจาการค้ากับไทย ว่าอาจมีประเด็นความคลาดเคลื่อนด้านเวลาและขั้นตอน แต่โดยรวมสหรัฐยังมีเจตนารมณ์เดินหน้าการเจรจาการค้ากับไทย ภาคเอกชนจึงหวังว่าการเจรจาจะกลับสู่กระบวนการปกติโดยเร็ว

อย่างไรก็ดี ความไม่แน่นอนจากประเด็นการเมืองระหว่างประเทศและท่าทีของ USTR จะทำให้บรรยากาศการค้าไทย-สหรัฐเปราะบางขึ้น

ถือว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงที่เข้ามาซ้ำเติมเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะในภาคส่งออก

และล่าสุด สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ได้เปิดตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3/2568 ขยายตัวที่ 1.2% ชะลอลงจากไตรมาสก่อนที่ขยายตัวได้ 2.8% และลดลง 0.6% เมื่อเทียบไตรมาสต่อไตรมาส ส่งผล 9 เดือนขยายตัว 2.4% และคาดว่าทั้งปีจะขยายตัว 2%

และคาดว่าปี 2569 เศรษฐกิจไทยจะเติบโตลดลงอยู่ที่ 1.2-2.2% ต่อปี (ค่ากลาง 1.7%) ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องระวังคือมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐเป็นของจริง จะส่งผลกระทบในปีหน้ามากขึ้น

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) กล่าวว่า สิ่งที่กังวลปีหน้า คือ เศรษฐกิจไทยไม่มี Engine of Growth คือไม่มีเครื่องยนต์มาขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโต จากช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ยังมีการท่องเที่ยวเป็น “ตัวแบก” แต่ปีหน้ายังมองไม่เห็นว่าจะมาจากส่วนไหน เพราะการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ก็ยังมีการชะลอลงทุนไปมาก

แม้ว่าตัวเลขขอส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอที่โตมากๆ แต่ต้องดูว่าการลงทุนจริงมีมากแค่ไหน

ขณะที่ภาคส่งออกก็จะได้รับผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐมากขึ้น

“ต้องบอกว่าบุญเก่าเราหมดแล้ว และบุญใหม่ยังสร้างไม่ทัน ทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตลดลงเรื่อยๆ ถ้าไม่มีการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างจริงจัง อนาคตเศรษฐกิจไทยจะยิ่งลำบาก” ดร.พิพัฒน์กล่าว



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

แกะรอย ประวัติศาสตร์แห่ง ‘อาทิตย์ 3 ดวง’ หรือ ‘Sundogs’ (2)
กราบเรียน ท่านนายกฯ (ฉบับที่ 3) เรื่อง ปัญหาบางประการในความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา | สุรชาติ บำรุงสุข
ธำรงศักดิ์โพล เปิดผลสำรวจ ร้อยละ 62.18 ชี้ควรมีการเลือกตั้งผู้ว่าจังหวัดทุกจังหวัดได้แล้ว
“เผ่าภูมิ” ยินดี คลังสานต่อ “Negative Income Tax” ยุคเพื่อไทย พุ่งเป้าช่วยคนจน เสนอเกณฑ์รายได้ต่ำกว่า 6 หมื่น/ปี รับสูงสุด 12,000 บาท/ปี
แตรฝรั่ง (3)
ตามสถิติเอเลียนน่าจะมีจริง แต่…
aespa คั้นชีวิตให้เปรี้ยวเข็ดฟันมากกว่าเดิม ด้วยอัลบั้มชุดใหม่ Lemonade
จาก ‘ทรงวิทย์’ ถึง ‘อุกฤษฎ์’ จาก ‘ศอ.ปชด.’ สู่ ‘ศบค.ชด.’ ‘อนุทิน’ ติดดาบ ‘ผบ.หยอย’ คุม ทุกชายแดน กรำศึกเขมร รอบสุดท้าย
‘โต เลิม’ เยือนไทย : เห็นอะไรในประวัติศาสตร์ และความสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม
สุทธิชัย วีรกุลสุนทร ‘เฮียล้าน ลุยต่อ’ ป้องกันแชมป์ ส.ก.จอมทอง สมัย 7 ไม่หวั่นคู่แข่งเจนใหม่
‘บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ’ มองประเทศไทยที่ ‘หยุดนิ่ง’ ‘คนรุ่นหลัง’ จะ ‘ทุกข์ยาก’ กว่านี้
Prachachat Business Awards 2026 เปิดทำเนียบ 5 สุดยอดธุรกิจไทย ‘ฮั่วเซ่งเฮง’ รายได้สูงสุด ปตท.สผ.แชมป์จ่ายภาษี