ยุทธบทความ | สุรชาติ บำรุงสุข
สงครามโดรน (13)
ฟากฟ้าแห่งความตาย
“แกรี่ พาวเวอร์ส ไม่ใช่นักบินคนเดียวที่ถูกยิงตก [ในกรณีเครื่องบินยู-2] แต่มีนักบินอเมริกันอีกมากกว่า 200 นายที่ถูกยิงตกขณะทำการบินจารกรรมเหนือสหภาพโซเวียต”
Paul Glenshaw (นักประวัติศาสตร์กองทัพอากาศ)
Air & Space Magazine, December 2017
ท้องฟ้าอาจจะดูงดงามเสมอ… แต่ในยุคสงครามเย็น ท้องฟ้าเป็นเขตพื้นที่ทางอากาศที่มีความอันตรายเป็นอย่างยิ่ง และนักบินอเมริกันหลายคนเอาชีวิตไปทิ้งในท้องฟ้าของยุคสงครามเย็น ซึ่งสำหรับผู้คนในยุคปัจจุบันแล้ว เรื่องราวเหล่านี้อาจจะเป็นสิ่งที่หายจางไปกับการเดินทางของเวลาในประวัติศาสตร์ หรือที่มีข้อสังเกตว่าท้องฟ้าในบริบทของสงครามเย็นนั้น เป็นพื้นที่อันตรายมากกว่าที่คนโดยทั่วไปเข้าใจและรับรู้
หากกล่าวในอีกมุมได้ว่า ธรรมชาติของภารกิจการบินทางทหารในยุคสงครามเย็นนั้น มีความอันตรายในตัวเองอย่างยิ่ง และไม่น่าเชื่อว่ามีเครื่องบินทหารของอเมริกาที่ออกบินปฏิบัติภารกิจในอากาศแล้ว บางลำเกิดสภาพ “หลงทิศ” ที่พาเครื่องตัวเองหลุดเข้าไปในเขตน่านฟ้าของสหภาพโซเวียต หรือบางลำเป็นการบินปฏิบัติภารกิจด้านข่าวกรองเหนือดินแดนโซเวียต และเครื่องบินเหล่านี้ล้วนประสบชะตากรรมเดียวกัน คือถูกยิงตก และนักบินบางส่วนเสียชีวิต บางส่วนถูกจับ เพราะระบบป้องกันทางอากาศไม่เคยอนุญาตให้รัฐคู่ขัดแย้งนำเอาอากาศยานของฝ่ายตนเข้ามาบินล้ำน่านฟ้า
ดังนั้น การบินในภารกิจเช่นนี้จึงเสมือน “เล่นกับไฟในท้องฟ้า” กล่าวคือ ความอันตรายของท้องฟ้าในสภาวะเช่นนี้ ทำให้โดรนกลายเป็นคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับการบินลาดตระเวนในเขตอากาศที่เป็นน่านฟ้าของข้าศึก นัยของการใช้ที่สำคัญที่สุดคือ ถ้าโดรนถูกยิงตกจะไม่มีภาวะนักบินตาย หรือนักบินถูกจับเป็นเชลย จึงไม่ต้องกังวลกับปัญหาทางการเมืองที่จะเกิดผลตามมา แม้อาจจะ “เสียหน้า” บ้าง เนื่องจากซากและชิ้นส่วนเครื่องที่ถูกยิงตกมักจะถูกนำมาโชว์ประจานให้สื่อระหว่างประเทศได้เห็น แต่ก็ไม่มีชีวิตของนักบินเป็นเดิมพัน
ความตายบนเวหา
หากเราลองสำรวจกรณีที่เครื่องบินอเมริกันถูกฝ่ายตะวันออกยิงตกแล้ว เราจะเห็นตัวอย่างของความอันตรายของฟากฟ้าในยุคสงครามเย็นอย่างชัดเจน ในบทนี้อาจจะรวมสถิติไม่ได้ทั้งหมด เพราะมีตัวเลขประมาณว่า เครื่องบินตรวจการณ์มากกว่า 40 ลำถูกยิงตกในช่วง 1945-1977
ดังนั้น ในบทนี้จะขอยกตัวอย่างเฉพาะในส่วนที่เป็นเหตุการณ์สำคัญ เช่น
8 เมษายน 1950 : ในช่วงต้นของยุคสงครามเย็น กองทัพเรือสหรัฐได้นำเอาเครื่องบินทิ้งระเบิดแบบ บี-24 (Consolidated B-24 Liberator) มาปรับปรุง เพื่อใช้ในภารกิจใหม่ และกำหนดสัญลักษณ์แบบใหม่คือ พีบี 4 วาย-2 (PB4Y-2 Privateer) เครื่องนี้ถูกออกแบบให้มีภารกิจในการลาดตระเวน เพราะเป็นเครื่องสำหรับทำการบินระยะไกล ประกอบกับตัวเครื่องมีขนาดใหญ่ จึงสามารถติดตั้งอุปกรณ์สมัยใหม่ เช่น เครื่องมือในการบินตรวจการณ์ทางทะเล รวมทั้งติดตั้งอุปกรณ์สมัยใหม่ที่ใช้ในการส่งเก็บข่าวกรองอิเล็กทรอนิกส์ (electronic intelligence หรือ ELINT)
การบินเก็บข้อมูลข่าวกรองจึงมุ่งไปที่การเก็บสัญญาณเรดาร์และการสื่อสารของข้าศึก การบินในภารกิจนี้จึงมีความเสี่ยงอย่างมาก เพราะต้องบินเข้าใกล้น่านฟ้าของข้าศึก เพื่อตรวจเช็กสัญญาณการตรวจจับอากาศยานของฝ่ายข้าศึก หรือตรวจสัญญาณระบบป้องกันทางอากาศของฝ่ายตรงข้าม
ในวันที่ 8 เมษายน 1950 ขณะที่เครื่องบินนี้อยู่เหนือทะเลบอลติก เครื่องถูกตรวจจับจากฝ่ายโซเวียต ทำให้เครื่องบินขับไล่บินสกัด และยิงเครื่องดังกล่าวตกในลัตเวีย นักบินและลูกเรือ 10 นายเสียชีวิตทั้งหมด และกรณีนี้ถือเป็นความสูญเสียครั้งแรกของการบินในภารกิจลับของกองทัพเรือสหรัฐ และถือเป็นการเปิดศักราชของการบินเพื่อทำภารกิจข่าวกรองของยุคสงครามเย็นที่ปรากฏให้เห็นในสื่อ
2 กันยายน 1958 : เครื่องบินขนส่งซี-130 (C-130 Hercules) ที่ถูกดัดแปลงให้มีภารกิจด้านข่าวกรอง เครื่องถูกมิก-17 ยิงตกที่แนวพรมแดนของอาร์เมเนีย นักบินและลูกเรือ 17 นายเสียชีวิตทั้งหมด รัฐบาลอเมริกันไม่เปิดเผยข้อมูลในขณะนั้น แต่ก็ทราบกันดีว่าเครื่องบินนี้ทำการบินภารกิจข่าวกรอง
1 พฤษภาคม 1960 : เครื่องบินตรวจการณ์ทางยุทธศาสตร์แบบยู-2 (Lockheed U-2 Dragon Lady) ออกทำการบินเพื่อการถ่ายภาพทางยุทธศาสตร์เหนือน่านฟ้าของโซเวียต เครื่องออกจากฐานทัพอากาศในปากีสถาน และบินที่ระยะความสูง 68,000 ฟุต เหนือบริเวณที่ราบอูราล แม้จะบินในระยะสูง แต่ระบบป้องกันทางอากาศของโซเวียตตรวจพบ และตอบโต้ด้วยการยิงอาวุธปล่อยจากพื้นสู่อากาศเข้าใส่เป้าหมาย เครื่องบินได้รับความเสียหาย นักบินจึงตัดสินใจดีดตัวออกมา และลงสู่พื้นได้อย่างปลอดภัย แต่เขาไม่ยอมกินยาพิษที่เตรียมไว้ เพื่อไม่ให้ถูกจับเป็นเชลย
ประเด็นที่โซเวียตสามารถยิง “เครื่องบินจารกรรม” (spy plane) ของสหรัฐตกในดินแดนโซเวียตนั้น ถือเป็นเรื่องใหญ่ในเวทีระหว่างประเทศอย่างแน่นอน และเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นก่อนที่การประชุมผู้นำสูงสุดระหว่างสหรัฐกับโซเวียตจะเริ่มขึ้นที่กรุงปารีส และกลายเป็นความ “ขายหน้า” ทางการเมืองครั้งสำคัญของผู้นำทำเนียบขาว แม้นาซา (NASA) จะพยายามออกมาชี้แจงว่า เครื่องยู-2 ลำนี้เป็นเครื่องบินที่มีภารกิจในการศึกษาสภาวะของภูมิอากาศในระยะสูง และยืนยันว่าเครื่องลำนี้ไม่ใช่เครื่องบินจารกรรม
แต่ประธานาธิบดีครุสชอฟกลับโต้ตอบด้วยการนำเอาอุปกรณ์ กล้องถ่ายรูป ภาพถ่าย แถบบันทึกเสียง ตลอดจนเครื่องมือต่างๆ และตัวนักบินที่ถูกจับคือ “แกรี่ พาวเวอร์ส” (Gary Powers) ออกแสดงให้ผู้สื่อข่าวระหว่างประเทศได้เห็น และจบลงด้วยการที่ประธานาธิบดีไอเซนฮาวร์ได้ออกมายอมรับถึงภารกิจการบินจารกรรม ต่อมาทำเนียบขาวจึงสั่งให้ยุติภารกิจของยู-2 เหนือน่านฟ้าโซเวียตทั้งหมด
ผลที่ตามมาในทางการเมืองก็คือ การประชุมผู้นำสูงสุดของประเทศทั้งสองที่ปารีสล้มลงอย่างไม่เป็นท่า การยิงเครื่องยู-2 ครั้งนี้กลายเป็นจุดสำคัญหนึ่งในประวัติศาสตร์ของยุคสงครามเย็น และกรณีของยู-2 ลำนี้ ถือเป็นปรากฏการณ์ที่ครึกโครมที่สุดของเครื่องบินจารกรรมที่ถูกยิงตกในยุคสงครามเย็น
1 กรกฎาคม 1960 : เครื่องบินตรวจการณ์ทางยุทธศาสตร์แบบอาร์บี-47 เฮช (RB-47H) ของกองทัพอากาศสหรัฐ ถูกเครื่องบินมิก-19 ของโซเวียตยิงตกเหนือทะเลแบเร็นตส์ เครื่องมีภารกิจในการเก็บข่าวกรองอิเล็กทรอนิกส์ โดยออกเดินทางจากฐานทัพในอังกฤษ นักบินและลูกเรือเสียชีวิต 4 นาย อีก 2 นายที่รอดชีวิตถูกจับ (แต่ก็ไม่มีข้อมูลชัดเจนในที่สุด) ระบบอาวุธที่เป็นป้อมปืนท้ายของเครื่องถูกเครื่องบินขับไล่โซเวียตแจมสัญญาณ ทำให้ระบบดังกล่าวไม่ทำงาน และไม่สามารถป้องกันตัวเองได้
เครื่องบินตรวจการณ์แบบอาร์บี-47 เฮช มักจะมีภารกิจ “บินเสี่ยงตาย” เสมอ เพราะต้องบินเข้าใกล้แนวชายแดนของประเทศข้าศึกในการเก็บสัญญาณข่าวกรอง ต่อมาในวันที่ 28 เมษายน 1965 เครื่องบินถูกมิก-17 ของเกาหลีเหนือโจมตีเหนือทะเลญี่ปุ่น เครื่องยนต์ 3 ใน 6 มีปัญหา แต่ก็สามารถพาตัวเองรอดกลับมาได้อย่างปลอดภัย
เครื่องอาร์บี-47 ถูกใช้อย่างจำกัดในสงครามเวียดนาม เพราะความเก่าด้วยอายุของเครื่อง เครื่องที่เข้ามาแทนในการทำภารกิจนี้คือ อาร์ซี-135 (RC-135) ซึ่งเครื่องอาร์บี-47 ลำสุดท้ายถูกปลดประจำการในวันที่ 29 ธันวาคม 1967 ซึ่งเป็นสัญญาณถึงการสิ้นสุดของการจารกรรมแบบเก่าในอากาศของยุคสงครามเย็น ที่การเก็บข้อมูลข่าวกรองอิเล็กทรอนิกส์ต้องพึ่งเครื่องบินเท่านั้น
10 มีนาคม 1964 : เครื่องบินตรวจการณ์อิเล็กทรอนิกส์ของกองทัพอากาศสหรัฐแบบอาร์บี-66 (RB-66 Destroyer) ที่ดัดแปลงมาจากเครื่องบินทิ้งระเบิดแบบบี-66 ออกเดินทางจากฐานทัพอากาศในฝรั่งเศส ซึ่งภารกิจสำคัญของเครื่องบินแบบนี้คือ การบินเพื่อเก็บข่าวกรองสัญญาณเรดาร์ของฝ่ายตรงข้าม และครั้งนี้เป็นการบินเพื่อเช็กสัญญาณจากระบบเรดาร์ชุดใหม่ของฝ่ายโซเวียต แต่เครื่องบินหลงเข้าไปในน่านฟ้าของเยอรมนีตะวันออก และเช่นเดียวกันระบบป้องกันทางอากาศได้ส่งสัญญาณให้เครื่องบินขับไล่ขึ้นสกัดกั้น และจบลงด้วยการที่เครื่องบินขับไล่ตัดสินใจยิงเครื่องบินลำนี้กลางอากาศ
28 มกราคม 1964 : เครื่องบินฝึกแบบ ที-39 (T-39 Sabreliner) ของกองทัพอากาศสหรัฐ บินขึ้นในขณะที่สภาพอากาศค่อนข้างแย่ หลังจากขึ้นบินเป็นเวลา 47 นาทีแล้ว เครื่องบินหลงเข้าไปในน่านฟ้าของเยอรมนีตะวันออก แม้หอสัญญาณเรดาร์ของสหรัฐพยายามแจ้งเตือน แต่ก็ไม่เป็นผล ซึ่งเมื่อระบบป้องกันทางอากาศของโซเวียตในเยอรมนีตะวันออกตรวจพบ เครื่องบินขับไล่แบบมิก-19 ถูกส่งขึ้นสกัดกั้น และยิงเครื่องบินลำนี้ตก ส่วนนักบินทั้ง 3 นายเสียชีวิตทั้งหมด
สหรัฐพยายามประท้วงในกรณีนี้ เพราะเครื่องดังกล่าวไม่ใช่เครื่องบินรบ ไม่ได้ติดอาวุธ แต่โซเวียตโต้ตอบว่า เครื่องบินจงใจล้ำน่านฟ้า และไม่ยอมลงจอดตามคำสั่ง ปัญหานี้ชี้ให้เห็นว่าความผิดพลาดที่แม้อาจจะไม่ใช่ความจงใจในกลางเวหาของยุคสงครามเย็นนั้น ก็อาจจบลงด้วยโศกนาฏกรรมของชีวิต และเส้นพรมแดนของยุคสงครามเย็น เป็นเส้นที่อันตรายที่สุด เพราะการข้ามเส้นนี้ อาจมีนัยถึงการเสียชีวิต เนื่องจากเครื่องบินขับไล่ของอีกฝ่ายจะตอบโต้ผู้ล้ำแดนด้วยการยิงทำลายกลางอากาศ
15 เมษายน 1969 : เครื่องบินตรวจการณ์แบบอีซี-121 เอ็ม (Lockheed EC-121M Warning Star) ของกองทัพเรือสหรัฐ ถูกเครื่องบินมิก-21 ของเกาหลีเหนือยิงตกในทะเลญี่ปุ่น ขณะที่เครื่องทำภารกิจทางด้านข่าวกรองอิเล็กทรอนิกส์และข่าวกรองสัญญาณ ซึ่งเครื่องบินตกนอกชายฝั่งของเกาหลีเหนือ นักบินและเจ้าหน้าที่ทั้งหมด 31 นายเสียชีวิต ถือเป็นการสูญเสียชีวิตที่มากที่สุดของนักบินอเมริกันในคราวเดียวของยุคสงครามเย็น
21 ตุลาคม 1970 : เครื่องบินตรวจการณ์ขนาดเล็กของกองทัพบกสหรัฐแบบอาร์ยู-8 (RU-8 Seminole) บินใกล้แนวชายแดนตุรกี-โซเวียต และไม่ชัดเจนว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เครื่องบินหลงเข้าไปเขตน่านฟ้าของรัฐอาร์เมเนียของโซเวียต เครื่องเช่นนี้มีภารกิจไม่แตกต่างจากเครื่องบินตรวจการณ์อื่นๆ ที่ทำหน้าที่ในการเก็บข้อมูลข่าวกรองอิเล็กทรอนิกส์ ฝ่ายโซเวียตตรวจพบ และเปิดฉากตอบโต้ในทางทหาร แต่พวกเขาก็พาเครื่องลง และนักบินได้รับความช่วยเหลือกลับมาได้อย่างปลอดภัย (แทบจะเหมือนในภาพยนตร์สงครามเลย!)
เขตหวงห้ามบนน่านฟ้า
ดังนั้น ถ้าอันตรายที่เกิดจากการบินในภารกิจข่าวกรองมีความเสี่ยงจากการใช้เครื่องบินที่มีนักบินแล้ว จึงไม่มีอะไรที่จะเป็นเครื่องมือที่เข้ามาทดแทนได้ดีเท่ากับ “โดรน” เพราะถ้าเครื่องบินไม่มีนักบิน แล้วถูกยิงตก แม้จะตกในดินแดนข้าศึก ผลอย่างมากที่สุดก็เป็นเพียงการ “เสียหน้า” ทางการเมืองบ้าง แต่ไม่มีผลในแบบ “ฉีกหน้า” ด้วยการที่นักบินฝ่ายตนเสียชีวิต หรือถูกจับเป็นเชลยและนำออกมาประจานในสื่อแต่อย่างใด
ฉะนั้น สงครามเวียดนามที่แม้จะยุติไปนานแล้ว แต่ก็ช่วยให้เราเห็นถึงจุดเริ่มต้นของโดรนในภารกิจทางทหาร และเป็นการปูทางให้การรบในเวทีโลกเดินเข้าสู่ “ยุคสงครามโดรน” ดังเช่นปัจจุบัน !
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
