น้ำท่วมใหญ่หาดใหญ่ 2568 บทเรียนการช่วยเหลือนักท่องเที่ยวมาเลเซีย และวิกฤต ‘เรนบอมบ์’ เชิงโครงสร้าง
บทความพิเศษ อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ)
[email protected]
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่านและสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน
เหตุการณ์มหาอุทกภัยในเมืองเศรษฐกิจ หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 ได้ถูกบันทึกไว้ว่าเป็นภัยพิบัติทางธรรมชาติที่มีความรุนแรง รวดเร็ว และน่าผิดรูปแบบที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของพื้นที่
ไม่เพียงสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล แต่ยังท้าทายขีดความสามารถในการบริหารจัดการภัยพิบัติและการช่วยเหลือฉุกเฉินต่อประชากร
รวมถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ติดค้างอยู่เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะชาวมาเลเซีย ซึ่งถูกจับตามองจากสื่อมาเลเซียอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ปรากฏการณ์ ‘เรนบอมบ์’
และจุดอ่อนเชิงโครงสร้าง
วิกฤตครั้งนี้มีสาเหตุหลักจากปรากฏการณ์ที่ถูกเรียกว่า ‘เรนบอมบ์’ (Rain Bomb) ซึ่งหมายถึงปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาอย่างหนักและเป็นศูนย์กลาง (Concentrated Rainfall) โดยมีปริมาณมากกว่า 300 มิลลิเมตร ในคืนวันที่ 21 พฤศจิกายน 2568
ปกติแล้วการระบายน้ำของหาดใหญ่จะอาศัยการระบายผ่านคลองอู่ตะเภาเป็นหลัก แต่ข้อมูลเชิงปริมาณในวิกฤตครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความล้นของระบบ
ปริมาณน้ำไหลเข้าสู่หาดใหญ่ ประมาณ 1,900 ลูกบาศก์เซนติเมตร โดยไหลมาจากคลองอู่ตะเภา (สะเดา) จากคลองหวะ (เขาคอหงส์) และจากคลองต่ำ (เทือกเขานครศรีธรรมราช)
ส่วนปริมาณน้ำไหลระบายออก 1,600-1,700 ลูกบาศก์เซนติเมตร โดยระบายออกทางคลอง ร.1 1,200-1,300 ลูกบาศก์เซนติเมตร ระบายผ่านคลองอู่ตะเภา 400-500 ลูกบาศก์เซนติเมตร
สรุป ปริมาณน้ำไหลเข้า (1,900 ลูกบาศก์เซนติเมตร) มากกว่าปริมาณน้ำระบายออก (1,600-1,700 ลูกบาศก์เซนติเมตร) อย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้น้ำเอ่อท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำอย่างรวดเร็ว

จุดเปลี่ยนของวิกฤต
: น้ำหลากจากเขาคอหงส์
นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ได้สะท้อนจุดแตกต่างสำคัญจากน้ำท่วมในอดีต
แหล่งน้ำหลักที่เปลี่ยนไป : น้ำท่วมครั้งนี้มีที่มาจากน้ำหลากจากเขาคอหงส์โดยตรง ต่างจากในอดีตที่มักมาจากทางทิศใต้ (อำเภอสะเดา) และไหลเข้าสู่คลองระบายน้ำหลัก คลอง ร.1
การท่วมฉับพลัน : น้ำจากเทือกเขาคอหงส์ได้ไหลบ่าล้นเข้าสู่คลองสามสิบเมตร และท่วมพื้นที่เศรษฐกิจใจกลางเมืองอย่างรวดเร็ว โดยที่ระดับน้ำในคลอง ร.1 ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนภัยหลักของเมือง ยังไม่ถึงจุดวิกฤต
บทเรียนสำคัญ : สถานการณ์นี้เปิดโปงจุดอ่อนในแผนป้องกันน้ำท่วมของหาดใหญ่ ที่มุ่งเน้นการเฝ้าระวังระดับน้ำในคลอง ร.1 แต่ขาดการบริหารจัดการน้ำหลาก (Runoff Management) จากเทือกเขารอบเมืองอย่างมีประสิทธิภาพ
ส่งผลให้ระบบเตือนภัยล่วงหน้าทำงานล่าช้าและไร้ผลอย่างสิ้นเชิง

ภารกิจ ‘กู้ภัยนักท่องเที่ยว’
และการประสานงานข้ามพรมแดน
ด้วยสถานะของหาดใหญ่ที่เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวหลักของภาคใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย ทำให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (ทก.) ต้องยกระดับการปฏิบัติการเป็นภารกิจเร่งด่วน แม้จะถูกมองว่ายังช้าอยู่ โดยมีมาตรการสำคัญดังนี้
ศูนย์บัญชาการฉุกเฉิน : จัดตั้งศูนย์บัญชาการช่วยเหลือนักท่องเที่ยว 24 ชั่วโมง เพื่อเป็นศูนย์กลางในการรวบรวมข้อมูล, ประสานงาน, และอำนวยการช่วยเหลือ
การอพยพและการส่งเสบียง : จัดทีมปฏิบัติการพิเศษลำเลียงนักท่องเที่ยวจากโรงแรมที่ถูกตัดขาด เช่น โรงแรม Red Planet (300 คน) และ Hatyai Signature (100 คน) พร้อมทั้งส่งเสบียงฉุกเฉิน (น้ำดื่ม, อาหารกล่อง, ยารักษาโรค) ไปยังโรงแรมที่นักท่องเที่ยวติดค้าง
บทบาทเชิงรุกภาคประชาสังคม
โดยเฉพาะพลัง ‘ฮาลาลซัพพอร์ต’
การช่วยเหลือในครั้งนี้ด้วยการประสานงานอย่างรวดเร็วและละเอียดอ่อนระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย
1. การตอบสนองจากมาเลเซีย สถานกงสุลใหญ่มาเลเซีย ณ สงขลา ได้ออกแถลงการณ์และเปิด สายด่วนฉุกเฉินอย่างรวดเร็ว เพื่อเป็นช่องทางสื่อสารโดยตรงกับพลเมืองที่ติดค้าง พร้อมทั้งประสานงานกับทางการท้องถิ่นของไทยเพื่ออำนวยความสะดวกในการอพยพชั่วคราว
2. การอุดช่องว่างด้วย ‘ฮาลาลซัพพอร์ต’ ในสภาวะที่การขนส่งเป็นอุปสรรค และหน่วยงานราชการมีข้อจำกัดในการตอบสนองอย่างพร้อมเพรียง มูลนิธิคนช่วยคน ร่วมกับสมาคมนักศึกษาไทยในมาเลเซีย ร่วมกับภาคีเครือข่ายภาคประชังคมอื่นๆ ได้เข้ามามีบทบาทในการ “อุดช่องว่าง” การปฏิบัติการของภาครัฐ
การประสานงานเครือข่ายนั้นได้เป็นตัวกลางเชื่อมโยงระหว่างกงสุลมาเลเซีย, หน่วยงานไทย (เช่น ศอ.บต., กอ.รมน.) และสภาเครือข่ายมนุษยธรรม สำนักจุฬาราชมนตรี มูลนิธิคนช่วยคน
การให้ความช่วยเหลือเฉพาะทาง (อาหารฮาลาล) ซึ่งได้มีการระดมทรัพยากร เปิดครัวกลางเพื่อลำเลียงอาหารฮาลาล เข้าไปช่วยเหลือนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียเป็นการเฉพาะ มีการรายงานว่ามีกลุ่มนักศึกษาและอาจารย์จาก UUM จำนวน 40 คน ที่ติดค้างอยู่ที่โรงแรมวังบูรพาและขาดแคลนอาหารที่ถูกต้องตามหลักศาสนามาเป็นเวลาถึงสองวัน
การส่งมอบอาหารฮาลาลที่ตรงตามหลักศาสนาและวัฒนธรรมนี้ ถือเป็นการให้ความช่วยเหลือที่ละเอียดอ่อนและมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อขวัญและกำลังใจของผู้ประสบภัยชาวมาเลเซีย สะท้อนถึง ความเข้าใจและความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ข้ามพรมแดน
สรุปบทเรียน
: ความยืดหยุ่นและการทำงานร่วมกัน
เหตุการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ 2568 เน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการยกระดับและปรับปรุงแผนป้องกันภัยพิบัติให้สอดคล้องกับสภาพอากาศสุดขั้ว (Extreme Weather) โดยเฉพาะการลงทุนในระบบเตือนภัยที่มีความหลากหลาย ไม่พึ่งพาเพียงการเฝ้าระดับน้ำในคลองหลัก
ที่สำคัญกว่านั้น ภัยพิบัติครั้งนี้เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงพลังของความร่วมมือระหว่างประเทศ (ไทย-มาเลเซีย) และภาคประชาสังคม ในการเป็นกลไกที่ยืดหยุ่นและรวดเร็ว การประสานงานที่รวดเร็วของกงสุลมาเลเซียและการตอบสนองอย่างตรงจุดของกลุ่มฮาลาลซัพพอร์ต
นับเป็นแบบอย่างอันดีเยี่ยมของการให้ความช่วยเหลือข้ามพรมแดนที่เปี่ยมไปด้วยความเข้าใจและมนุษยธรรม
