บทความพิเศษ | พิธา ลิ้มเจริญรัตน์
เมื่อเดือนที่ผ่านมา สถานการณ์ความขัดแย้งในยูเครนได้ดำเนินมาครบ 4 ปี กับอีก 4 เดือนพอดิบพอดี
นี่คือความขัดแย้งทางทหารครั้งใหญ่และยืดเยื้อที่สุดในยุโรปนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง
ทว่า ในเวลาเดียวกัน ภาพการทูตที่เกิดขึ้นในอีกซีกโลกกลับแสดงมิติที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เมื่อผู้นำและผู้แทนระดับสูงจากชาติสมาชิกอาเซียนหลายประเทศ ยังคงรักษาช่องทางการทูตและเดินทางเข้าร่วมการประชุมทวิภาคีกับฝ่ายรัสเซียอย่างเป็นทางการ
สะท้อนให้เห็นว่าในโลกแห่งความเป็นจริง ความพยายามของชาติตะวันตกในการจำกัดบทบาทของรัสเซียออกจากเวทีโลกนั้น มีข้อจำกัดและไม่สามารถบังคับใช้ได้อย่างเบ็ดเสร็จอย่างที่ตั้งเป้าไว้
ปัจจุบัน ความสนใจของนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มักมุ่งไปที่การแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างสองมหาอำนาจหลัก หรือกลุ่ม “G 2” คือสหรัฐอเมริกาภายใต้รัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ และสาธารณรัฐประชาชนจีนภายใต้การนำของสี จิ้นผิง ไม่ว่าจะเป็นประเด็นสงครามการค้า เทคโนโลยี หรือความตึงเครียดในช่องแคบไต้หวัน
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางการขับเคี่ยวของสองมหาอำนาจนี้ รัสเซียยังคงดำเนินนโยบายต่างประเทศของตนเองอย่างมีนัยสำคัญ
การทำความเข้าใจทิศทางระเบียบโลกใหม่จึงจำเป็นต้องวิเคราะห์ถึงมุมมองของเครมลินที่มีต่อมหาอำนาจทั้งสอง
รวมถึงบทบาทของอาเซียนในสายตาของรัสเซียด้วย
ในเมืองที่ผมอาศัยอยู่ เมือง Brookline เป็นเมืองที่มีปัญญาชนคนรัสเซีย คนยูเครนอยู่มาก ทำให้ได้มีโอกาสพูดคุยแลกเปลี่ยนทัศนะกันตามซูเปอร์มาร์เก็ตหรือร้านกาแฟ
ความใกล้ชิดนี้ทำให้ได้มองเห็นวิธีคิดของเครมลินในแง่มุมที่อาจจะหาอ่านไม่ได้ตามสื่อกระแสหลักของอเมริกัน
ผมถามคำถามซ้ำๆ 4 คำถามกับผู้คนหลากหลายที่ผมได้เจอ ได้แก่
1) รัสเซียมองระเบียบโลกใหม่อย่างไร
2) รัสเซียมองสหรัฐอย่างไร
3) รัสเซียมองจีนอย่างไร
และ 4) รัสเซียมองอาเซียนอย่างไร
ผมจึงอยากนำการประมวลคำตอบมาเล่าสู่กันฟังกับผู้อ่านดังต่อไปนี้
1.พลวัตของรัสเซียในระเบียบโลกหลายขั้ว
ในมุมมองยุทธศาสตร์ระยะยาวของรัสเซีย ความขัดแย้งในยูเครนไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงข้อพิพาททางดินแดนเฉพาะหน้า หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างอำนาจโลก
เครมลินประเมินว่าระเบียบโลกขั้วเดียวที่มีสหรัฐเป็นแกนนำหลักมาตั้งแต่หลังยุคสงครามเย็นได้สิ้นสุดลงแล้ว และโลกกำลังก้าวเข้าสู่ระเบียบแบบหลายขั้วอำนาจ
ยุทธศาสตร์หลักของวลาดิมีร์ ปูติน คือการพาประเทศก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในขั้วอำนาจหลักที่มีอิสระในการดำเนินนโยบายอย่างเต็มที่ ท่ามกลางสถานการณ์ที่มหาอำนาจมุ่งเน้นการใช้โครงสร้างขององค์การนาโต (NATO) เป็นแนวรุกทางความมั่นคงในยุโรป
หากจะอธิบายนัยแฝงเชิงยุทธศาสตร์ของเรื่องนี้ให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น เราต้องเข้าใจบริบทว่าในอดีต ชาติตะวันตกมักใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดในการกดดันประเทศต่างๆ เช่น การตัดออกจากระบบการเงินโลกหรือการระงับการซื้อขายพลังงาน ซึ่งวิธีนี้เคยได้ผลเพราะโลกมีระบบเศรษฐกิจเดียวที่มีสหรัฐเป็นแกนกลาง
แต่สิ่งที่รัสเซียกำลังทำในวันนี้ไม่ใช่การตั้งรับเพื่อเอาตัวรอดไปวันๆ แต่คือการสร้างระบบเศรษฐกิจคู่ขนานขึ้นมาใหม่เพื่อปรับเปลี่ยนกติกาโลก
รัสเซียกำลังประสานความร่วมมือกับกลุ่มประเทศเกิดใหม่เพื่อสร้างระบบธนาคาร เส้นทางโลจิสติกส์ และตลาดพลังงานทางเลือกที่ไม่พึ่งพาเงินดอลลาร์
เป้าหมายสูงสุดของเครมลิน น่าจะเป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่า ประเทศมหาอำนาจขนาดใหญ่สามารถดำเนินนโยบายความมั่นคงของตนเองในระยะยาวได้ โดยที่ระบบเศรษฐกิจภายในจะไม่ล่มสลาย แม้จะถูกตัดขาดจากชาติตะวันตกอย่างสิ้นเชิง
ซึ่งหากโมเดลนี้ประสบความสำเร็จ จะกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ทางภูมิรัฐศาสตร์ที่สร้างความมั่นใจให้แก่มหาอำนาจระดับภูมิภาคอื่นๆ ทั่วโลก ว่าพวกเขาก็สามารถดำเนินนโยบายที่เป็นอิสระและท้าทายระเบียบโลกเดิมได้เช่นกัน โดยไม่ต้องกังวลต่อมาตรการกดดันฝ่ายเดียวจากภายนอกอีกต่อไป
2.มุมมองของรัสเซียต่อสหรัฐอเมริกา
เมื่อพิจารณานโยบายของรัสเซียต่อสหรัฐอเมริกา แม้ความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างจะอยู่ในจุดที่ตึงเครียดที่สุด แต่เครมลินกลับบริหารจัดการบนพื้นฐานของความจริงนิยมและเน้นผลประโยชน์ที่จับต้องได้ นโยบาย “America First” ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ถูกประเมินว่าเป็นโอกาสในการเปิดพื้นที่เจรจาทางการทูต เนื่องจากฝ่ายความมั่นคงของรัสเซียตระหนักดีว่าจุดเปราะบางของนโยบายต่างประเทศสหรัฐ ไม่ใช่แสนยานุภาพทางทหาร แต่คือความผันผวนของระบบการเมืองภายในและความเหนื่อยล้าของสาธารณชนต่อภาระผูกพันในต่างแดน
เพื่อให้เข้าใจมิตินี้อย่างลึกซึ้ง คำว่านโยบายต่างประเทศที่เน้นผลประโยชน์จับต้องได้ (Transactional) หมายถึงการมองความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นเสมือนข้อตกลงต่างตอบแทน
ซึ่งแตกต่างจากรัฐบาลสหรัฐในอดีตที่มักให้ความสำคัญกับการสนับสนุนพันธมิตรในระยะยาวเพื่อรักษาอุดมการณ์ประชาธิปไตยร่วมกัน
รัสเซียเข้าใจพลวัตนี้ดี ยุทธศาสตร์ของปูตินจึงเน้นการยื่นข้อเสนอที่เป็นรูปธรรมเพื่อเปิดทางให้เกิดการเจรจายุติความขัดแย้งบนเงื่อนไขที่สะท้อนความเป็นจริงในภาคพื้นดิน
นัยแฝงที่ซ่อนอยู่คือ รัสเซียต้องการแสดงให้โลกเห็นว่า พันธกรณีความมั่นคงและความเป็นพันธมิตรของสหรัฐนั้น อาจมีความผันผวนตามวัฏจักรการเลือกตั้งและการเมืองภายในประเทศ ซึ่งบทเรียนนี้จะค่อยๆ ส่งผลให้ประเทศพันธมิตรต่างๆ ทั่วโลก ทั้งในยุโรปและเอเชีย เริ่มทบทวนเรื่องการกระจายความเสี่ยง และหันมาดำเนินนโยบายต่างประเทศที่พึ่งพาตนเองมากขึ้น
ซึ่งเป็นทิศทางที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การลดอิทธิพลของตะวันตกในเวทีโลกของรัสเซียโดยตรง
3.หุ้นส่วนยุทธศาสตร์จีนบนดุลยภาพแห่งความระมัดระวัง
ในขณะที่สหรัฐถูกมองเป็นคู่แข่งเชิงระบบ จีนคือหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของรัสเซียในปัจจุบัน
ความร่วมมือระหว่างมอสโกกับปักกิ่งถูกขับเคลื่อนด้วยผลประโยชน์ร่วมในการคานดุลอำนาจของชาติตะวันตก และการสร้างระบบการค้าทางเลือก
โดยจีนทำหน้าที่เป็นตลาดรองรับพลังงานขนาดใหญ่และเป็นแหล่งซัพพลายเชนสินค้าอุตสาหกรรมที่จำเป็น
อย่างไรก็ตาม ลึกลงไปในใจของนักยุทธศาสตร์เครมลิน พวกเขายังคงรักษาท่าทีที่รัดกุมเพื่อหลีกเลี่ยงสภาวะการพึ่งพาจีนเพียงฝ่ายเดียวอย่างไม่สมดุล
บริบทที่ต้องทำความเข้าใจคือ รัสเซียเป็นประเทศที่มีศักดิ์ศรีและความเป็นมหาอำนาจเก่าสูงมาก
ทว่า ในปัจจุบัน ดุลอำนาจทางเศรษฐกิจเกิดความไม่สมดุล เนื่องจากจีนเติบโตเป็นยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจที่มีจีดีพีสูงกว่ารัสเซียหลายเท่า
การที่รัสเซียต้องส่งออกพลังงานไปฝั่งเอเชียและนำเข้าเทคโนโลยีทดแทนจากจีน จึงสร้างความระมัดระวังให้แก่เครมลินในการรักษาอธิปไตยทางเศรษฐกิจของตนเอง
นัยแฝงเชิงยุทธศาสตร์เบื้องหลังมิตรภาพที่แนบแน่นนี้ จึงเป็นดุลอำนาจที่มีความซับซ้อน รัสเซียจำเป็นต้องผสานความร่วมมือกับจีนเพื่อปรับเปลี่ยนระเบียบโลกขั้วเดียวของสหรัฐในปัจจุบัน
แต่ในขณะเดียวกัน ปูตินก็มีความรัดกุมในการรักษาเขตอิทธิพลเฉพาะตน
ความสัมพันธ์ในมิตินี้หมายความว่า ทั้งสองฝ่ายเป็นหุ้นส่วนที่พึ่งพากันในเชิงกลยุทธ์เพื่อคานอำนาจตะวันตก
แต่ต่างฝ่ายต่างก็พร้อมที่จะแข่งขันและรักษาดุลอำนาจระหว่างกันอย่างเข้มข้นในพื้นที่ทับซ้อน เช่น ภูมิภาคเอเชียกลางและยูเรเชีย เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายก้าวขึ้นมามีอิทธิพลเหนือตนเองในอนาคต
4.บทบาทของอาเซียนในฐานะพื้นที่กระจายความเสี่ยง
ความต้องการรักษาดุลยภาพทางการเมืองและความมั่นคง ไม่ให้พึ่งพาขั้วอำนาจใดขั้วอำนาจหนึ่งมากเกินไป คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ “อาเซียน” ทวีความสำคัญอย่างมีนัยสำคัญในนโยบาย “ปักหมุดเอเชีย” ของรัสเซีย
โดยเครมลินให้คุณค่ากับนโยบาย “ความเป็นกลางทางยุทธศาสตร์” (Strategic Autonomy) ของอาเซียนเป็นอย่างมาก
การที่กลุ่มประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ปฏิเสธการเลือกข้างในความขัดแย้งของมหาอำนาจ สอดคล้องกับแนวคิดโลกหลายขั้วที่รัสเซียพยายามผลักดัน
หากเราวิเคราะห์ลึกลงไปในภาพกว้าง นัยแฝงเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญคือ รัสเซียไม่ได้มองอาเซียนเป็นพันธมิตรทางอุดมการณ์ แต่หากมองเป็นพื้นที่ความร่วมมือที่มีผลประโยชน์ร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม (Pragmatism)
รัสเซียเข้าใจดีว่าอาเซียนเป็นภูมิภาคที่ให้ความสำคัญกับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจภายในประเทศและปากท้องของประชาชนมากกว่าประเด็นความขัดแย้งทางการเมืองในยุโรป
มอสโกจึงใช้ข้อเสนอทางด้านพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ราคาถูกเพื่อตอบสนองความต้องการเหล่านี้
กลยุทธ์นี้ช่วยให้รัสเซียบรรลุวัตถุประสงค์สำคัญสองประการ
ประการแรกคือการใช้อาเซียนเป็น “ช่องทางการค้าชดเชย” เพื่อกระจายความเสี่ยงและลดทอนความจำเป็นในการพึ่งพาตลาดจีนเพียงช่องทางเดียว
และประการที่สองคือการสนับสนุนให้ชาติอาเซียนเข้าร่วมกลุ่ม BRICS เพื่อขยายเครือข่ายระบบการเงินและโลจิสติกส์ทางเลือก ซึ่งช่วยลดทอนประสิทธิภาพของมาตรการกดดันทางการเงินจากตะวันตก การเดินเกมมิตินี้จึงเป็นการประสานผลประโยชน์อย่างแนบเนียน โดยที่อาเซียนยังคงรักษาความเป็นกลางทางยุทธศาสตร์ไว้ได้ ขณะที่รัสเซียก็สามารถสร้างพื้นที่ยืดหยุ่นในเวทีเศรษฐกิจโลกได้สำเร็จ
สำหรับประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน ยุทธศาสตร์สามเส้าของรัสเซียชี้ให้เห็นว่า ระเบียบการเมืองโลกในปัจจุบันไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยมิติทางอุดมการณ์ที่ตายตัว หากแต่ขับเคลื่อนด้วยผลประโยชน์เชิงโครงสร้างและความมั่นคงของแต่ละรัฐเป็นสำคัญ
รัสเซียไม่เคยต้องการให้ภูมิภาคอาเซียนเลือกข้างหรือตัดสัมพันธ์กับสหรัฐและจีน
แต่รัสเซียต้องการเพียงแค่ให้อาเซียนดำเนินนโยบายที่ยึดผลประโยชน์แห่งชาติของตนเองเป็นหลัก (Multi-vector Diplomacy)
เพราะตราบใดที่อาเซียนยังคงรักษาความเป็นกลาง ค้าขายกับทุกฝ่าย และกระจายความเสี่ยงอย่างชาญฉลาด ตราบนั้นความไม่เลือกข้างของอาเซียนก็กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนระเบียบโลกหลายขั้วอำนาจให้เกิดขึ้นจริงโดยปริยาย
