กาแฟดำ | สุทธิชัย หยุ่น
สัปดาห์ก่อนผมตะโกนอย่างลิงโลดว่า “ไชโย! ประเทศไทยจะรวยแล้ว” เพราะรองนายกฯ และรัฐมนตรีคลัง เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ประกาศเป้าหมายว่าอีก 12 ปีไทยจะเป็น “ประเทศรายได้สูง”
ดีใจได้ไม่นานก็ต้องหันมาเผชิญกับความจริงว่าเส้นทางจากนี้ไป ประเทศไทยจะต้องทำการบ้านอะไรบ้างจึงจะสามารถบรรลุเป้าหมายอันน่าตื่นเต้นนี้ได้
หากจะพิจารณาเฉพาะตัวเลขทางเศรษฐกิจ เป้าหมายที่จะทำให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปีอาจดูเป็นเพียงโจทย์คณิตศาสตร์
นั่นคือทำอย่างไรให้รายได้ประชาชาติต่อหัวเพิ่มขึ้นจากระดับปัจจุบันไปถึงเกณฑ์ที่ธนาคารโลกกำหนด
แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง การจะก้าวข้ามเส้นแบ่งนี้ไม่ใช่เรื่องของตัวเลข หากเป็นเรื่องของการเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจทั้งระบบ
เพราะประเทศที่สามารถหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางได้ ล้วนไม่ได้รวยขึ้นเพราะผลิตสินค้าได้มากกว่าเดิม แต่รวยขึ้นเพราะผลิต “คุณค่า” ที่สูงกว่าเดิม
ตรงนี้ไงที่ทำให้ต้องถามว่าเราจะทำได้จริงไหม? และใครจะต้องทำอะไรบ้าง?
โจทย์หินเลย
วันนี้ ไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งนับตั้งแต่วิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540
ตลอดเกือบสามสิบปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยสามารถรักษาเสถียรภาพด้านการเงินได้ดี มีเงินสำรองระหว่างประเทศในระดับสูง ภาคธนาคารมีความมั่นคง และการส่งออกยังคงเป็นเครื่องยนต์สำคัญของประเทศ
แต่อีกด้านหนึ่ง ศักยภาพการเติบโตกลับลดลงอย่างต่อเนื่อง อัตราการขยายตัวเฉลี่ยของ GDP ซึ่งเคยอยู่ในระดับ 7-8% ต่อปีในช่วงทศวรรษ 1980 และต้นทศวรรษ 1990 ลดลงเหลือประมาณ 5% หลังวิกฤตต้มยำกุ้ง
และในช่วงสิบปีหลังกลับเหลือเพียงประมาณ 2-3% เท่านั้น
หากแนวโน้มนี้ไม่เปลี่ยนแปลง ต่อให้เศรษฐกิจไม่ถดถอย ประเทศไทยก็จะค่อยๆ สูญเสียความสามารถในการแข่งขันเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน
ที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือประเทศที่เคยตามหลังไทยหลายประเทศกำลังไล่ทันอย่างรวดเร็ว
เวียดนามกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตอิเล็กทรอนิกส์และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีแห่งใหม่ของโลก
อินโดนีเซียใช้ทรัพยากรแร่สำคัญอย่างนิกเกิลเป็นฐานในการสร้างอุตสาหกรรมแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า
มาเลเซียกำลังเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์
แต่ไทยยังคงพึ่งพาอุตสาหกรรมเดิมและการท่องเที่ยวเป็นหลัก
มันฟ้องว่าปัญหาของไทยไม่ได้อยู่ที่การขาดศักยภาพ แต่คือการปรับตัวช้ากว่าการเปลี่ยนแปลงของโลก
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าเราจะเติบโตได้หรือไม่ แต่คือเราจะสร้างการเติบโตแบบใหม่อย่างไร
ในยุคที่ต้นทุนแรงงานราคาถูกไม่ใช่ข้อได้เปรียบอีกต่อไป
หัวใจของประเทศรายได้สูงคือ “ผลิตภาพ” หรือ Productivity
นั่นหมายถึงแรงงานหนึ่งคนสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากเพียงใด
หากแรงงานทำงานหนักขึ้นแต่สร้างมูลค่าเพิ่มเท่าเดิม รายได้ก็แทบไม่เพิ่ม
แต่หากใช้เทคโนโลยี ความรู้ และนวัตกรรมช่วยให้คนคนเดียวสามารถสร้างมูลค่ามากขึ้น รายได้ทั้งประเทศก็จะเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ
ประเทศที่ประสบความสำเร็จจึงไม่ได้แข่งขันกันที่จำนวนชั่วโมงทำงาน แต่แข่งขันกันที่คุณภาพของงาน
ไทยยังมีช่องว่างด้านผลิตภาพค่อนข้างมาก มากจนน่ากลัว
แรงงานจำนวนไม่น้อยยังอยู่ในภาคเกษตรที่มีรายได้ต่ำ แม้อุตสาหกรรมการผลิตจะมีความเข้มแข็ง แต่ส่วนใหญ่ยังเป็นการรับจ้างผลิตให้ต่างชาติ
การออกแบบ เทคโนโลยี เครื่องจักร และทรัพย์สินทางปัญญาส่วนใหญ่ยังเป็นของบริษัทต่างประเทศ
นั่นแปลว่ากำไรส่วนใหญ่ไหลกลับไปยังเจ้าของเทคโนโลยี ประเทศไทยจึงได้เพียงค่าจ้างแรงงานและกำไรบางส่วนจากการประกอบเท่านั้น
จึงเห็นได้ชัดว่าหากต้องการก้าวสู่ประเทศรายได้สูง ไทยจำเป็นต้องเปลี่ยนจากประเทศที่ “ประกอบสินค้า” ไปสู่ประเทศที่ “สร้างเทคโนโลยี”
นั่นหมายถึงการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาอย่างจริงจัง ปัจจุบันหลายประเทศรายได้สูงใช้งบฯ วิจัยมากกว่า 3% ของ GDP ขณะที่ไทยยังอยู่ในระดับต่ำกว่านั้นมาก (ในงบประมาณรายจ่ายปี 2570 ที่เพิ่งผ่านวาระแรกในสภาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา งบฯ วิจัยและพัฒนายิ่งถูกตัดลงไปอีก)
แม้ภาครัฐจะมีโครงการสนับสนุนการวิจัยจำนวนมาก แต่ยังขาดการเชื่อมโยงระหว่างมหาวิทยาลัย ภาคธุรกิจ และนักลงทุน ทำให้ผลงานวิจัยจำนวนไม่น้อยไม่สามารถนำไปสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้จริง
อีกด้านหนึ่งที่มักถูกมองข้ามคือคุณภาพของภาครัฐ ประเทศที่ประสบความสำเร็จไม่ได้มีเพียงบริษัทเอกชนที่แข็งแกร่ง แต่ยังมีรัฐบาลที่ทำหน้าที่เป็น “ผู้อำนวยความสะดวก” มากกว่าจะเป็น “ผู้ควบคุม”
การขออนุญาตลงทุน การจัดตั้งธุรกิจ การนำเข้าเครื่องจักร การขอใบอนุญาตก่อสร้าง หรือการอนุมัติโครงการต่างๆ ต้องใช้เวลาสั้น มีความโปร่งใส และใช้ระบบดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ประเทศไทยพัฒนาขึ้นมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่ยังมีขั้นตอนที่ซ้ำซ้อนและกฎระเบียบจำนวนมากที่สะสมมาตลอดหลายสิบปี จนกลายเป็นต้นทุนแฝงของนักลงทุน
การปฏิรูประบบราชการจึงไม่ใช่เรื่องของการลดจำนวนข้าราชการเพียงอย่างเดียว แต่คือการเปลี่ยนวิธีคิดของรัฐ จากผู้ใช้อำนาจอนุญาตไปสู่ผู้ให้บริการประชาชนและภาคธุรกิจ
หากการตัดสินใจยังใช้เวลาหลายเดือน ขณะที่ประเทศคู่แข่งใช้เวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ นักลงทุนย่อมเลือกประเทศที่มีความคล่องตัวมากกว่า
ที่มองข้ามไม่ได้เลยคือประเทศไทยยังต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่การปฏิวัติอุตสาหกรรม
ปัญญาประดิษฐ์หรือ AI กำลังเปลี่ยนรูปแบบการผลิต การบริการ การเงิน การแพทย์ การศึกษา และสื่อสารมวลชน
ประเทศที่สามารถใช้ AI เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้ก่อน จะมีความได้เปรียบมหาศาลในการแข่งขันระดับโลก
แต่หากประเทศไทยยังมอง AI เป็นเพียงเทคโนโลยีใหม่ โดยไม่มีแผนสร้างบุคลากรและโครงสร้างพื้นฐานรองรับ เราอาจกลายเป็นเพียงผู้ซื้อเทคโนโลยีจากต่างประเทศ มากกว่าจะเป็นผู้สร้างนวัตกรรมของตนเอง
การศึกษาในอนาคตจึงต้องเปลี่ยนจากการท่องจำไปสู่การสร้างความคิดวิเคราะห์ ความคิดสร้างสรรค์ และการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพราะทักษะที่ใช้ในวันนี้อาจล้าสมัยภายในเวลาไม่กี่ปี
คนไทยทุกช่วงวัยจำเป็นต้องมีโอกาสพัฒนาทักษะใหม่อย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เรียนเพียงช่วงวัยเด็กแล้วหยุดเมื่อเข้าสู่ตลาดแรงงาน
ปฏิเสธไม่ได้ว่าอีกเงื่อนไขสำคัญคือไทยต้องสร้างระบบเศรษฐกิจที่เปิดกว้างต่อผู้มีความสามารถจากทั่วโลกอย่างจริงจัง
หลายประเทศที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจ ไม่ได้พึ่งพาแรงงานภายในประเทศเพียงอย่างเดียว แต่แข่งขันกันดึงดูดนักวิจัย วิศวกร ผู้ประกอบการ และนักลงทุนจากทั่วโลกเข้ามาสร้างนวัตกรรม
หากไทยยังมีกฎเกณฑ์การทำงานและการลงทุนที่ซับซ้อน ก็ยากที่จะดึงดูดบุคลากรคุณภาพสูงให้เข้ามาสร้างธุรกิจใหม่
เหนือสิ่งอื่นใด ประเทศไทยจำเป็นต้องสร้าง “ฉันทมติแห่งชาติ” ว่าเป้าหมายการก้าวสู่ประเทศรายได้สูงเป็นวาระร่วมของทุกฝ่าย ไม่ใช่โครงการของรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง
เพราะการปฏิรูปการศึกษา การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน การยกระดับเทคโนโลยี และการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ล้วนใช้เวลานานกว่าหนึ่งวาระรัฐบาล หากทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนรัฐบาล นโยบายเดิมถูกยกเลิกและเริ่มนับหนึ่งใหม่ ประเทศก็จะเสียเวลาไปอีกหลายปี
บทเรียนจากเกาหลีใต้ สิงคโปร์ ไต้หวัน ฟินแลนด์ หรือแม้แต่ไอร์แลนด์ ล้วนชี้ตรงกันว่า ความสำเร็จไม่ได้เกิดจากนโยบายมหัศจรรย์เพียงเรื่องเดียว
แต่เกิดจากความต่อเนื่อง ความมีวินัย และความกล้าที่จะปฏิรูปแม้ต้องเผชิญแรงต้านในระยะสั้น
ถามว่าไทยมีศักยภาพเหล่านี้ไหม คำตอบคือมี และเราไม่ได้แพ้ประเทศเหล่านี้ ทั้งในด้านภูมิศาสตร์ ความหลากหลายของอุตสาหกรรม ความเข้มแข็งของภาคเอกชน และความสามารถของผู้ประกอบการไทย
สิ่งที่ขาดจึงไม่ใช่โอกาส หากแต่คือการตัดสินใจร่วมกันว่าจะยอมเปลี่ยนแปลงมากเพียงใด
ผมกลับมาตั้งคำถามตัวเองว่าเอาเข้าจริงๆ ไทยจะเป็นประเทศรายได้สูงในอีก 12 ปีได้หรือไม่
คำตอบคือ “เป็นไปได้” แต่ไม่ใช่เพราะเราตั้งเป้าหมายไว้สวยหรู หากเป็นเพราะเรากล้าทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน
นั่นหมายถึงการกล้าเปลี่ยนระบบการศึกษาให้สร้างคนแห่งอนาคต ปรับระบบราชการให้สนับสนุนการแข่งขัน ลงทุนในวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมอย่างจริงจัง เปิดประเทศให้ดึงดูดคนเก่งจากทั่วโลก และสร้างเสถียรภาพทางนโยบายที่ดำเนินต่อเนื่องไม่ว่ารัฐบาลใดจะเข้ามาบริหาร
จะว่าไปแล้ว การก้าวสู่ประเทศรายได้สูงไม่ใช่จุดหมายปลายทางที่สำคัญที่สุด
เพราะผมเห็นว่าสิ่งสำคัญกว่าคือการสร้างประเทศที่ประชาชนส่วนใหญ่มีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างทั่วถึง มีโอกาสเข้าถึงการศึกษาที่ดี มีระบบสาธารณสุขที่เข้มแข็ง มีเศรษฐกิจที่แข่งขันได้ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน
เพราะหากเราสามารถสร้างสิ่งเหล่านี้ได้จริง การเป็นประเทศรายได้สูงก็จะไม่ใช่เพียงตัวเลขในรายงานของธนาคารโลก แต่จะเป็นความเปลี่ยนแปลงที่ประชาชนทุกคนสัมผัสได้ในชีวิตประจำวัน
นั่นต่างหากคือความหมายที่แท้จริงของคำว่า “ประเทศพัฒนาแล้ว”!
