bg-single

คุณภาพสื่อไทย (ตอน 2) | ธงชัย วินิจจะกูล

25.11.2025

โดย ธงชัย วินิจจะกูล

อ่าน คุณภาพสื่อไทย (ตอนแรก)

ในบทก่อน ผมเสนอให้พิจารณาปัญหาคุณภาพสื่อไทยโดยดูจากนิเวศของสื่อ (หมายถึงความเปลี่ยนแปลงของสังคมที่แวดล้อมและกระทบต่อการทำสื่อ เช่น การขยายตัวของเมืองและคนเมืองผู้เสพสื่อ ฯลฯ) และระบอบอำนาจที่เกี่ยวข้องกับการทำสื่อ (หมายถึง อำนาจและอิทธิพลของทุน รัฐ เอกชน ตลาด ที่มีผลต่อการควบคุมสื่อหรือทำให้สื่อตรวจสอบท้าทายอำนาจหรือสยบยอม) โดยอธิบายถึงระยะแรกของสื่อสิ่งพิมพ์และระยะแรกของสื่อวิทยุโทรทัศน์

ทศวรรษ 2500 เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่และสำคัญมากในระบอบอำนาจที่เกี่ยวข้องกับสื่อสิ่งพิมพ์ นั่นคือความสำเร็จของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ซึ่งก่อตั้งในทศวรรษก่อนหน้านั้นแต่ยังมิได้โดดเด่นนัก

การเติบโตของไทยรัฐหลัง 2500 เป็นไปได้เพราะเงื่อนไขใหม่ๆหลายประการที่เปลี่ยนนิเวศของสื่อสิ่งพิมพ์ และความสำเร็จของไทยรัฐเองก็เป็นหมุดหมายของการเปลี่ยนแปลงในระบอบอำนาจที่เกี่ยวข้องกับสื่อครั้งใหญ่

เงื่อนไขใหม่ที่สำคัญคือการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมที่เริ่มในสมัยสฤษดิ์ ซึ่งส่งพลิกโฉมหน้าเศรษฐกิจสังคมไทยในหลายด้านต่อมาอีกหลายสิบปี รวมทั้งส่งผลเปลี่ยนแปลงนิเวศของสื่อด้วย คือ

หนึ่ง ความเติบโตของเมืองใหญ่เมืองรองจำนวนมาก รวมทั้งกรุงเทพฯที่กลายเป็นเมืองหัวโตของประเทศ (ซึ่งเป็นไปได้ด้วยการขูดรีดชนบทอย่างหนักตลอดระยะนั้น) จำนวนประชากรคนเมืองผู้เสพสิ่งพิมพ์เพิ่มขึ้นอย่างมากและต่อเนื่อง

สอง การเติบโตอย่างสำคัญของระบบการขนส่งและสื่อสารที่สามารถสร้างระบบกระจายหนังสือพิมพ์สู่หัวเมืองและชนบทได้รวดเร็ว ทั้งประเทศสามารถรับรู้ข่าวเดียวกันได้ในเวลาไม่ต่างกันมากอย่างแต่ก่อน และสามารถนำข่าวจากหัวเมืองและท้องถิ่นต่างๆมาปรากฏบนหน้าสิ่งพิมพ์ระดับชาติได้ การนำเข้าเทคโนโลยีการพิมพ์ใหม่ ๆ ก็ง่ายขึ้นด้วย

สาม การขยายตัวของระบบการศึกษาระดับพื้นฐานที่กระจายไปยังพื้นที่ต่างๆทั่วประเทศไทย อัตราคนรู้หนังสือเพิ่มขึ้นจนแทบ 100% ในทศวรรษ 2520 ปัญญาชนในวิชาชีพต่างๆรวมทั้งสื่อมวลชนก็เพิ่มขึ้นอย่างมากด้วย

เงื่อนไขเหล่านี้เป็นนิเวศใหม่ของสื่อทั้งวิทยุโทรทัศน์และสื่อสิ่งพิมพ์ ไทยรัฐสามารถช่วงชิงโอกาสดังกล่าวขยายตลาดและการผลิตอย่างก้าวกระโดดจนเติบโตกลายเป็นสื่อยักษ์ใหญ่

ความสำเร็จของไทยรัฐนั่นเองมีส่วนสร้างระบอบอำนาจอย่างใหม่ที่เกี่ยวข้องกับสื่อขึ้นมา

ด้านหนึ่งคือ เส้นสายระบบอุปถัมภ์ทั้งในทางธุรกิจ (กลุ่มทุน) และการเมือง (อำนาจหลายระดับทั้งในและนอกระบบราชการ ทั้งในและนอกกรุงเทพฯ) ตามโมเดลนี้ ขนาดของทุนเพื่อการทำสื่อไม่ใช่เอกชนรอยย่อยแบบยุคก่อนหน้า ความสัมพันธ์กับอำนาจราชการก็เปลี่ยนจากอิสระแบบวิพากษ์วิจารณ์กลายเป็นพึ่งพิงอิงแอบกันและกัน

อีกด้านหนึ่ง ไทยรัฐตระหนักว่าตลาดของตนคือผู้อ่านที่กว้างขวางกว่ากรุงเทพฯและเมืองใหญ่อย่างมาก ซึ่งเป็นโอกาสของสื่อที่ยังเข้าไม่ถึงในขณะนั้น แต่ทว่าผู้บริโภคสื่อกลุ่มนี้ย่อมสนใจเนื้อหาสาระข่าวที่แตกต่างจากชาวกรุงและปัญญาชน

ผลที่ตามมาก็คือ การปรับเปลี่ยนเนื้อหาสาระของสื่อให้สนองตลาดมวลชน (ในและนอกกรุงเทพฯ) เช่น น้ำหนักเปลี่ยนไปอยู่ที่ข่าวชาวบ้าน บันเทิง และกีฬา ในขณะที่ต้องพยายามไม่ให้มีข่าวที่กระทบขัดเคืองผู้อุปถัมภ์และเส้นสายที่ตนผูกพันอยู่ ไม่มุ่งข่าวการเมืองหรือการวิจารณ์มากนัก

นี่เป็นนิเวศสื่อสิ่งพิมพ์อย่างใหม่ที่มีระบอบอำนาจเกี่ยวข้องกับสื่อที่ต่างจากยุคก่อนหน้าอย่างสิ้นเชิง ในด้านหนึ่ง กล่าวได้ว่าเริ่มเข้าสู่ยุคที่เป็นสื่อ “มวลชน” หลายชนชั้นหลายภาคส่วนของสังคมอย่างแท้จริง แต่ในเวลาเดียวกันก็ต้องอิงแอบ (อย่างน้อยก็ผูกพันเกี่ยวข้องกับ) อำนาจทั้งของกลุ่มทุน เผด็จการทหารในช่วงนั้น และอำนาจทางการเมืองอื่นๆ ทั้งยังต้องมีความเกี่ยวพันกับผู้มีอิทธิพลนอกระบบราชการ รวมถึงเจ้าพ่อท้องถิ่นตามหัวเมืองด้วย จึงจะประสบความสำเร็จ

ไทยรัฐประสบความสำเร็จอย่างมาก ถึงขนาดที่ในเวลาต่อมากลุ่มทุนและอำนาจกลับต้องยำเกรง จึงกลายเป็นแบบอย่างให้สื่อหลายรายพยายามทำตามแบบอย่างของไทยรัฐ นอกจากนี้ยังเผยให้เห็นช่องทางที่ผู้ปรารถนาอำนาจทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่นจะอาศัยสื่อเป็นปัจจัยในการขยายอิทธิพลและอำนาจของตน ประสานสื่อสิ่งพิมพ์กับอำนาจอุปถัมภ์เพื่อขยายอิทธิพลของตน ทั้งในระดับชาติและระดับที่เล็กกว่าในท้องถิ่น

สื่อสิ่งพิมพ์ในระดับชาติและในเมืองใหญ่เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงจากยุคก่อนหน้าซึ่งเป็นสื่อเอกชนขนาดเล็กที่อิสระจากรัฐ ถึงขนาดที่นักหนังสือพิมพ์ถือว่าตนเป็นปลายทวนทิ่มแทงอธรรมหรือเป็นโคมส่องทางแก่สังคม นักหนังสือพิมพ์และสื่อสิ่งพิมพ์หลัง 2500 คุ้นเคยกับระบอบอำนาจอย่างใหม่ซึ่งต้อง “อยู่เป็น” กับรัฐและระบอบอุปภัมภ์ยุ่บยั่บในสังคมไทย จำนวนไม่น้อยยอมเป็นส่วนหนึ่งของเส้นสายเหล่านั้นในการทำสื่อของตน

ในบริบทของนิเวศสื่อเช่นนี้ แม้ว่าสื่อยักษ์ใหญ่จะมีอิทธิพลอำนาจมากจนน่าจะวิพากษ์วิจารณ์หรือกระทั่งท้าทายรัฐได้ แต่สื่อยักษ์ใหญ่กลับยังต้องพะวงถึงธุรกิจของตนและชีวิตนับพันซึ่งอาจถูกกระทบถ้าหากอำนาจรัฐเข้ามาปิดหรือเป็นอุปสรรคต่อธุรกิจของสื่อยักษ์นั้น หรือถ้าหากกับเครือข่ายอุปถัมภ์ที่ผูกพันกันอยู่กลายเป็นปฏิปักษ์กับสื่อนั้น

กลายเป็นว่ารัฐไม่จำเป็นต้องแทรกแซงหรือควบคุมมากจนเกินไป เพราะผู้มีอำนาจภายในสื่อสิ่งพิมพ์นั้นๆเอง ต้องแคร์ต่อความสำเร็จในเชิงธุรกิจของตน จึงต้อง “อยู่เป็น” เสียส่วนใหญ่

สภาพเช่นนี้สืบทอดจนเป็นธรรมเนียมต่อมานานพอสมควร กลายเป็นความเคยชิน สามัญสำนึก พฤติกรรมของบุคคลและขององค์กร ย่อมมีผลต่อการสร้างและฝึกฝนนักหนังสือพิมพ์รุ่นต่อๆมา และต่อการเลือกสรรคนที่ไว้ใจได้ให้ขึ้นสู่อำนาจในวงการสื่ออีกด้วย

จนกลายเป็นมาตรฐานปกติในวิชาชีพของสื่อไทย

อย่างไรก็ตาม ยังคงมีสื่อเอกชนขนาดเล็กจำนวนมาก พยายามเกิดๆ ดับๆ ไม่เคยหยุดตลอดมาจนกระทั่งถึงยุคสื่อดิจิตัล สื่อที่มักก่อปัญหาจนกระทั่งรัฐต้องเข้าแทรกแซงและจัดการปีดปากมักไม่ใช่สื่อยักษ์ใหญ่ แต่เป็นสื่อนอกคอกเหล่านี้

มีบางช่วงบางตอนที่สื่อยักษ์ใหญ่แสดงบทบาทสำคัญในแง่ข่าวการเมืองที่วิพากษ์วิจารณ์อำนาจ ถึงขนาดที่รัฐและกองทัพต้องวิตก แต่ปรากฏการณ์เช่นนี้มิได้ดำรงอยู่อย่างต่อเนื่องเป็นประจำ แต่เป็นครั้งคราวมากกว่า เช่น ไทยรัฐช่วงวิกฤตการณ์ทางการเมืองใหญ่ๆ ซึ่งตลาดหรือผู้อ่านอยู่ตรงข้ามกับรัฐหรือกองทัพไปแล้ว

ในทศวรรษต่อมาสื่อใหญ่ รวมทั้งมติชนที่สามารถกลายเป็นธุรกิจใหญ่ได้ ทั้ง ๆ ที่เน้นข่าวการเมืองและสาระที่สนองปัญญาชนเมือง ด้านหนึ่งเป็นเพราะตลาดหรือผู้เสพสี่อเปลี่ยนไปในทศวรรษ 2520 เป็นต้นมา ทั้งสังคมเมือง ประชากรเมืองผู้มีการศึกษา และ “พลเมืองที่แข็งขัน” (active citizens) ล้วนขยายตัวเพิ่มจำนวนขึ้นถึงขนาดเป็นตลาดที่ใหญ่พอจะรองรับสื่อใหญ่ประเภทที่เน้นข่าวการเมืองและสาระที่สนองปัญญาชนเมืองได้

อีกด้านหนึ่ง คงเป็นเพราะสื่อตระหนักถึงอิทธิพลที่ตนสามารถสร้างขึ้นได้โดยอิงกับตลาดผู้อ่านที่เป็นประชากรเมืองผู้มีการศึกษา ไม่น้อยไปกว่ากลุ่มการเมืองหรือกลุ่มทุนหลายกลุ่ม จึงกล้ามากขึ้นในการแสดงจุดยืนความเห็นการเมือง

อีกปัจจัยหนึ่งคือบรรยากาศและค่านิยมที่คนตื่นตัวสนใจการเมืองมากขึ้น ไม่ว่าจะมีเฉดสีอุดมการณ์ทางการเมืองเป็นแบบใด จึงเอื้อให้เกิดสื่อใหญ่ที่เน้นข่าวสาระหนักๆได้

สภาวะทำนองนี้ดำรงอยู่ต่อมาจนกระทั่งเข้าสู่ยุคสื่อดิจิตัลซึ่งเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ของสื่อ นิเวศของสื่อและระบอบอำนาจที่เกี่ยวข้องกับการทำสื่อครั้งใหญ่อีกครั้ง

ความเปลี่ยนแปลงสำคัญคือตลาดหรือผู้เสพสื่อมีส่วนกำหนดความเป็นไปของผู้ผลิตมากขึ้นกว่ายุคก่อนหน้านี้อย่างมาก เนื่องจากผู้เสพสามารถเลือกสื่อที่ต้องการและปฏิเสธสื่อที่ไม่ต้องการได้ ทั้งในแง่ประเภทของสื่อและเนื้อหาสาระ

ยุคสมัยที่ผู้ผลิตสื่อมีอำนาจเหนือผู้เสพอย่างมาก สื่อวิทยุโทรทัศน์มีอำนาจถึงขนาดยัดเยียดให้ผู้ชมตามแต่รัฐและผู้ผลิตรายการต้องการ ได้กลับตาลปัตรโดยพื้นฐานโดยสื่อดิจิตัล

การที่ผู้เสพเลือกได้ทำให้สามารถเกิดตลาดใหม่ ๆ เกิดผู้บริโภคเฉพาะกลุ่มแตกต่างกันมากขึ้น มีผลไปกระตุ้นให้เกิดการผลิตสื่อทั้งประเภทและสาระเพื่อสนองตลาดทั้งใหญ่และเล็กหรือเฉพาะกลุ่ม

ทุนของสื่อดิจิตัลก็ไม่จำเป็นก็ไม่จำเป็นต้องขนาดใหญ่หรือพึ่งพิงเส้นสายมากอย่างยุคก่อนหน้า เปิดโอกาสให้กับสื่อขนาดเล็กที่สนองเฉพาะกลุ่มเข้าสู่การแข่งขันได้ง่ายขึ้น สื่อยักษ์ใหญ่เสียอีกที่ต้องปรับตัวให้เกิดพลวัตเพื่อสนองตลาดเฉพาะกลุ่มที่หลากหลายมากกว่าเดิม

ความสำเร็จของธุรกิจสื่ออยู่ที่ต้องสามารถครอบครองประเภทและสาระที่หลากหลายได้

ระบอบอำนาจที่เกี่ยวข้องกับการทำสื่อจึงกระจายตัวกว่าแต่ก่อน แม้ว่าจนถึงบัดนี้สื่อโทรทัศน์ยังอยู่ในมือของรัฐ แต่ครองสัดส่วนตลาดลดลงเรื่อย แถมต้องปรับตัวสนองต่อผู้เสพที่หลากหลายและนานาชนิดมากขึ้น สื่อที่ทำตัวเป็นกระบอกเสียงของรัฐแทบจะหมดความหมายเพราะผู้เสพสามารถเลือกแหล่งอื่นได้

ความเปลี่ยนแปลงสำคัญอีกอย่างก็คือ ความต่างระหว่างสื่อสิ่งพิมพ์กับสื่อวิทยุโทรทัศน์ ทั้งลักษณะการผลิต ทุน การเสพ จนถึงความสัมพันธ์กับอำนาจรัฐ สื่อสองประเภทหลอมรวมกันในสื่อดิจิตัล

กล่าวกลับกันได้ว่า สื่อดิจิตัลเก็บรับคุณสมบัติของสื่อสิ่งพิมพ์และทีวีวิทยุแต่เดิมมาไว้ด้วยกัน บ้างเน้นหนักไปทางใกล้เคียงกับสื่อสิ่งพิมพ์เดิม กระบวนการผลิตเนื้อหาสาระก็ใกล้เคียงกับหนังสือพิมพ์แต่ก่อน บ้างใกล้เคียงกับวิทยุทีวีเดิมในแง่การผลิตรายการสาระบันเทิงเป็นหลัก

ทีวีดิจิตัลให้ความสำคัญกับสาระข่าวการเมืองเศรษฐกิจแบบซีเรียสมากกว่าทีวียุคก่อนอย่างเห็นได้ชัด น่าจะเป็นเพราะมีตลาดผู้เสพข่าวมากขึ้นจนมองข้ามไม่ได้ แต่การผสมรวมกันของธรรมเนียมสื่อสิ่งพิมพ์กับวิทยุโทรทัศน์แต่เดิมมีทั้งข้อดีและไม่ดีสำหรับการผลิตข่าวแบบนี้

ที่สำคัญ คือยังสืบทอดพฤติกรรมหลายอย่างจากยุคก่อน รวมทั้งการเซ็นเซอร์ตัวเอง

สื่อดิจิตัลหลายรายโดยเฉพาะทีวีดิจิตัลผสมผสานหนังสือพิมพ์กับงานบันเทิงเข้าด้วยกันเพื่อสนองผู้เสพสื่อทีวีเดิม นอกจากเราจะได้รายการข่าวที่ปนความบันเทิง วัฒนธรรมดารา (celebrity) ของสื่อโทรทัศน์ก็ผสมกับวิชาชีพหนังสือพิมพ์ จนนักอ่านข่าวหรือนักวิชาการผู้ให้ความเห็นต่อสาระหนัก ๆ ก็มีสถานะเป็นเซเล็บได้เช่นเดียวกับดาราหรือนักกีฬาแต่ก่อน

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังเป็นระยะเวลาที่เราว่ายเวียนในอยู่ยุคแรกของสื่อดิจิตัล คงต้องอาศัยเวลาสักพักหนึ่งจึงจะถอยห่างออกมามองสื่อดิจิตัลได้มากกว่านี้ ที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเพียงข้อสังเกตเบื้องต้นเท่านั้น



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ย้อนอ่าน 5 ข้อเสนอ ‘ผ่าทางตันการเมือง’ สุรพล นิติไกรพจน์ ขณะเป็นอธิการบดี มธ.
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (16)
เชลยศึกสงครามลาว (33) เป็นเชลย
ฝังจำ ความคิด ของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ ต่อระบบราชการ
กับดักธูซิดิดิส (1) ทฤษฎีการเปลี่ยนผ่านของอำนาจ
ถ้าผู้ใหญ่ยังเลี่ยงบาลี เรียนฟรีก็จะยังไม่ฟรีจริง
E-DUANG | เลือก บอร์ด ประกันสังคม พลังแห่งอดีต กับ อนาคต
อาเศียรวาท
กราบเรียน ท่านนายกฯ (ฉบับที่ 2) เรื่อง ปัญหาเส้นเขตแดนทางทะเลไทย-กัมพูชา | สุรชาติ บำรุงสุข
ประเทศไม่ไหวแล้ว เด็กรุ่นต่อไปจะอยู่กันอย่างไร เปิดใจ ‘เพียงพนอ’ ร่วมทางพรรคประชาชน
‘สุชาติ’ ค้านขึ้น VAT-กู้ 4 แสนล้านแจกเงิน จี้ปฏิรูปราชการอุดรูรั่วทุจริต ดีกว่ารีดภาษีประชาชน
ยศชนัน-ประเสริฐ ชูหลักสูตรฐานสมรรถนะ ยกระดับวิชา “ประวัติศาสตร์-หน้าที่พลเมือง-ภาษาไทย” ปั้นเด็กไทยสู่พลเมืองโลกที่สมบูรณ์