พื้นที่ระหว่างบรรทัด | ชาตรี ประกิตนนทการ

“When a measure becomes a target, it ceases to be a good measure”
“เมื่อใดก็ตามที่ตัวชี้วัดกลายเป็นเป้าหมาย ตัวมันก็หมดสิ้นสภาพการเป็นตัวชี้วัดที่ดี”
(Marilyn Strathern, 1997)

สัปดาห์ที่ผ่านมามีประกาศ ก.พ.อ. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณาแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ และศาสตราจารย์ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2568 ซึ่งก่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์พอสมควรในกลุ่มคณาจารย์มหาวิทยาลัยและผู้เกี่ยวข้อง

เมื่อได้อ่านเกณฑ์ใหม่ด้วยตนเองประกอบกับเกณฑ์ต่างๆ ที่ประกาศออกมาก่อนหน้านี้หลายฉบับในรอบหลายปีที่ผ่านมา ก็ทำให้ผมนึกถึงข้อความของคุณ Strathern ข้างต้นทันที

ข้อความนี้มาจากบทความ ‘Improving ratings’: audit in the British University system” ซึ่งเป็นการสรุปหัวใจสำคัญของสิ่งที่เรียกว่า ‘Goodhart’s Law’ โดย Charles Goodhart นักเศรษฐศาสตร์ชาวอังกฤษ ที่วิจารณ์นโยบายการเงินของรัฐบาลอังกฤษในช่วงทศวรรษ 1970 ที่พยายามควบคุมเศรษฐกิจโดยการตั้งเป้าหมายไปที่ตัวเลขทางเศรษฐกิจบางตัวมากจนเกินไป (เช่น ปริมาณเงินหมุนเวียน) จนทำให้พฤติกรรมของธนาคารและประชาชนเปลี่ยนไปเพื่อเร่งตอบสนองต่อกฎเกณฑ์นี้จนระบบบิดเบี้ยว และทำให้ตัวเลขที่เคยใช้วัดผลแม่นยำกลายเป็นเพียงตัวเลขที่ทำให้ผ่านเกณฑ์แต่เชื่อถืออะไรไม่ได้

Strathern ประยุกต์ไอเดียนี้มาใช้วิจารณ์ระบบการตรวจสอบและประเมินผลงานในมหาวิทยาลัยที่เข้มข้นขึ้นในช่วงปลายทศวรรษ 1990 โดยชี้ว่า เมื่อมหาวิทยาลัยถูกบังคับให้ทำยอดตามตัวชี้วัด (KPIs) มากจนเกินพอดี อาจารย์ก็เริ่มหันมาเล่นเกมตัวเลขและมุ่งเน้นทำยอดให้สวยหรูตามเกณฑ์แทนที่คุณภาพการสอนหรือการวิจัย

ในบทความยังอ้างถึงงานชิ้นสำคัญของคุณ Michael Power เรื่อง The Audit Society : Rituals of Verification ในปี 1997 ที่ชี้ให้เห็นว่า ในสหราชอาณาจักรและอเมริกาเหนือในช่วงต้นทศวรรษ 1980 เป็นต้นมา ได้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “ความเฟ้อของระบบตรวจประเมิน” (The Audit Explosion) ที่ไม่ได้อยู่แต่ในแวดวงทางการเงิน (ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของระบบนี้) แต่ยังระบาดไปสู่แวดวงทางการแพทย์ วิทยาศาสตร์ สิ่งแวดล้อม และการศึกษา

สิ่งนี้ก่อรูปจนกลายเป็น Audit Society ที่ส่งอิทธิพลไปทั่วโลกในเวลาต่อมา ไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทย

แน่นอน การตรวจสอบ ประเมิน และติดตามวัดผล เริ่มต้นจากเจตนาดีที่ต้องการรักษามาตรฐานและพัฒนาเชิงคุณภาพสู่อนาคต แต่จากการศึกษาของคุณ Strathern และ Power โดยเฉพาะในแวดวงการศึกษากลับพบว่า มหาวิทยาลัยเริ่มให้ความเชื่อถือมากเกินไปต่อตัวเลขชี้วัดในเชิงปริมาณและงานเอกสารที่สามารถชั่งตวงวัดได้ (auditable indicators) มากกว่าคุณภาพที่แท้จริง ไม่ว่าจะเป็นการสอนเชิงลึก นวัตกรรมระดับฐานราก ไปจนถึงความคิดสร้างสรรค์ที่ลึกซึ้ง

พูดให้เข้าใจง่ายก็คือ เมื่อใดก็ตามที่เรานำ “ตัวชี้วัด” มาตั้งเป็น “เป้าหมาย” เพื่อให้รางวัลหรือลงโทษในระดับที่มากเกินจริงโดยไม่คำนึงถึงความสมดุลหลากหลายมิติ ผู้คนก็จะเริ่มหาช่องโหว่จากระบบและเริ่มต้น “การเล่นเกม” กับระบบ ทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ตัวเลขตามเป้าโดยไม่สนใจคุณภาพของผลลัพธ์

เรื่องเล่าคลาสสิคในหมู่นักเศรษฐศาสตร์ว่าด้วย “โรงตะปูโซเวียต” (Soviet Nail Factory) สะท้อนประเด็นของเรื่องนี้อย่างชัดเจน

ในยุคสหภาพโซเวียตภายใต้ระบบเศรษฐกิจที่ควบคุมเข้มงวดจากส่วนกลาง มีหน่วยงาน ‘กอสปลาน’ (Gosplan) ทำหน้าที่คล้ายๆ คณะกรรมการวางแผนแห่งรัฐเป็นผู้กำหนดเป้าหมายการผลิตวัตถุสิ่งของให้กับโรงงานทั่วประเทศ

สำหรับโรงงานผลิตตะปู มีการตั้งตัวชี้วัดโดยพิจารณาจาก “น้ำหนักรวม” มีการส่งโควตาน้ำหนักรวมต่อเดือนที่ต้องผลิตให้ได้ตามเกณฑ์ไปยังโรงงานต่างๆ สิ่งที่เกิดขึ้นแทนที่จะเป็นคุณภาพกลับกลายเป็น “การเล่นเกม” กับตัวชี้วัด จนสุดท้ายผู้จัดการโรงงานได้สั่งให้ผลิตแต่ตะปูขนาดใหญ่ เพราะไม่กี่ชิ้นก็ทำน้ำหนักได้ครบตามโควตา แต่ตะปูเหล่านี้ใหญ่เกินไปและใช้งานไม่ได้จริงสำหรับการก่อสร้าง

เมื่อรัฐพบปัญหา ได้แก้ไขตัวชี้วัดใหม่เป็นการกำหนดจาก “จำนวนชิ้น” แทน เช่น ต้องผลิตตะปูให้ได้ 10 ล้านชิ้นต่อเดือน ผลลัพธ์ที่เกิดคือ ผู้จัดการจึงสั่งให้ผลิตแต่ตะปูขนาดเล็กและมีน้ำหนักเบาแทนเพื่อให้ได้สามารถผลิตตามโควตาได้ทัน

จนทำให้ตะปูเหล่านี้ใช้ไม่ได้อีกเช่นกันเพราะเล็กเกินกว่าจะใช้ในการก่อสร้าง

ไม่ใช่แค่เรื่องเล่านี้ มีงานศึกษาจริงมากมายที่สะท้อนการเล่นเกมนี้ บทความ ‘What’s Measured Is What Matters : Targets and Gaming in the English Public Health Service’ โดย Gwyn Bevan และ Christopher Hood ตีพิมพ์ปี 2006 ในวารสาร Public Administration คือตัวอย่างสำคัญ

ตัวบทความเข้าไปศึกษา “ระบบบริการสุขภาพแห่งชาติของอังกฤษ” (NHS) ที่มีการตั้งเป้าหมายเชิงปริมาณมาจากส่วนกลางเพื่อให้เกิดคุณภาพการบริการที่ดีขึ้น แต่ผลที่ได้กลับกลายเป็น “การเล่นเกม” ตัวเลขแทน

กรณีศึกษาหลักของงานนี้คือ กรณีที่รัฐบาลกลางกำหนดให้ห้องฉุกเฉิน ต้องดำเนินการรักษาและปล่อยตัวผู้ป่วยออกไปภายใน 4 ชั่วโมง (Four-Hour Maximum Wait Target) นับตั้งแต่ผู้ป่วยมาถึง

ฟังแล้วดูดีใช่ไหมครับ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือ มีการเล่นเกมหยุดนาฬิกาก่อนที่ผู้ป่วยจะอยู่ครบ 4 ชั่วโมง เจ้าหน้าที่อาจย้ายผู้ป่วยออกจากห้องฉุกเฉินหลักไปยังพื้นที่อื่นโดยการอ้างเหตุผลเรื่องการสังเกตอาการอื่นๆ ประกอบ ซึ่งการกระทำนี้ถือเป็นการยุติการนับเวลาอย่างเป็นทางการตามกฎเกณฑ์ ทำให้สถิติออกมาว่าโรงพยาบาลทำตามเป้าหมายได้สำเร็จ แม้ว่าผู้ป่วยอาจจะยังไม่ได้รับการรักษาที่ครบถ้วนก็ตาม

หรือเล่นกับการลำดับความสำคัญของผู้ป่วยใหม่ โดยให้การรักษากับผู้ป่วยที่ใกล้จะครบกำหนด 4 ชั่วโมงมากที่สุด เพื่อที่จะได้เป็นไปตามเกณฑ์ แม้ว่าผู้ป่วยเหล่านั้นอาจไม่ได้มีอาการรุนแรงเท่ากับผู้ป่วยรายใหม่ที่เพิ่งมาถึง ซึ่งสิ่งนี้เป็นอันตรายมากต่อคุณภาพการรักษา

ภายใต้ฉากหน้าของรายงานตัวเลขอันสวยงามที่ส่งไปยังส่วนกลาง ผู้ป่วยฉุกเฉินสามารถทำการรักษาเบื้องต้นจนปลอดภัยและส่งต่อไปยังแผนกอื่นได้ภายใน 4 ชั่วโมง แต่ความจริงอันเลวร้ายได้ถูกซ่อนไว้หลังฉาก ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพการรักษาที่ลดลง แต่ไม่กระทบกับตัวเลขที่รัฐต้องการเห็น

ต้นทุนแฝงของโรงพยาบาลที่ต้องนำมาใช้กับการจัดการการไหลของข้อมูลและพฤติกรรมการเล่นเกมแทนที่จะนำไปใช้ในการดูแลรักษา ไปจนถึงการบิดเบือนทางจริยธรรมที่สร้างแรงจูงใจให้บุคลากรตัดสินใจโดยยึดผลสัมฤทธิ์เชิงตัวเลขมากกว่าความจำเป็นของผู้ป่วย

งานวิจัยนี้แสดงให้เราเห็นอย่างชัดเจนว่า เมื่อใดก็ตามที่ตัวชี้วัดกลายเป็นเป้าหมายในการให้รางวัลและการลงโทษอย่างขาดความพอดี ผู้คนจะเริ่มเล่นเกมเพื่อให้ตัวเลขดีตามเป้าหมายโดยไม่สนใจคุณภาพหรือประโยชน์ที่แท้จริง การเปลี่ยนตัวชี้วัดไปเรื่อยๆ เพื่อหวังว่าจะสามารถอุดช่องโหว่ของการเล่นเกมได้

สุดท้ายก็มีค่าเป็นเพียงการสร้างช่องทางใหม่ในการเล่นกับตัวเลขเพียงเท่านั้น

หลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณาแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ และศาสตราจารย์ของไทยก็มีลักษณะที่ไม่ต่างกันเลย และอาจจะยิ่งหนักกว่าในต่างประเทศด้วย

แต่ละฉบับที่ประกาศออกมาในช่วงสิบกว่าปีนี้ สะท้อนโลกทัศน์ของรัฐที่อยากจะสถาปนา Audit Society ให้เกิดขึ้นในมหาวิทยาลัย

และประกาศ ก.พ.อ.ฉบับล่าสุดก็สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความล้มเหลวที่ผ่านมาจากประกาศเก่าๆ ที่ไม่สามารถควบคุมคุณภาพได้จริงและต้องเจอกับ “การเล่นเกม” ในพื้นที่สีเทาของกฎระเบียบที่ยังไงรัฐก็ไม่สามารถตามไปควบคุมได้จริง

จนต้องสร้างตัวชี้วัดใหม่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ไม่ต่างจากโรงงานตะปูโซเวียต

จากประสบการณ์ที่ต้องคลุกคลีกับเรื่องนี้อยู่บ้างและได้รับผลกระทบพอสมควร (แม้จะไม่สาหัสเท่ากับอาจารย์รุ่นใหม่ก็ตาม) เชื่อแน่ว่า สุดท้ายแล้วประกาศใหม่ก็จะล้มเหลวในเชิงคุณภาพอีกเช่นเคย

และในเวลาอีกไม่นานนัก อาจจะสัก 1-2 ปี ผู้มีอำนาจก็จะรู้สึกหงุดหงิดไม่พอใจประกาศนี้จนต้องทำการออกประกาศมาใหม่เพื่อปิดช่องโหว่เดิม

โดยที่ไม่ตระหนักเลยว่า ทั้งหมดเป็นเพียงแค่จบช่องทางการเล่นเกมแบบเดิม แต่เป็นการสร้างช่องโหว่ใหม่ให้กับการเล่นเกมกับตัวชี้วัดในอีกรูปแบบหนึ่งเท่านั้น

หากปล่อยให้การควบคุมมาตรฐานวิชาการอยู่บนฐานคิด Audit Society เช่นนี้ไปเรื่อยๆ โดยผู้มีอำนาจออกกฎไม่ตระหนักถึงผลเสียที่ซ่อนแฝงอยู่ในระบบนี้อย่างจริงจัง ระบบก็จะยิ่งทำลายการสร้างองค์ความรู้ในวงวิชาการไทยไปเรื่อยๆ

และจะกลายเป็นเพียงระบบที่สร้าง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ และศาสตราจารย์ ที่เชี่ยวชาญกับการเล่นเกมตำแหน่งวิชาการมากกว่านักวิชาการที่นำเสนอผลงานที่ลุ่มลึกและสามารถแก้ปัญหาทางสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมของประเทศไทยได้อย่างแท้จริง



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

“ลิณธิภรณ์” ดันท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ สู่ศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ ชูอัตลักษณ์ดาราศาสตร์ เชื่อมคนทุกวัย
มือที่สามที่ไม่มีมือ
วิชาชีพสถาปนิก ในวิกฤตความชอบธรรม (1)
เชลยศึกสงครามลาว (53)
พระเครื่อง ของขลัง ผ้ายันต์ กับสงครามมหาเอเชียบูรพา (1)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (198)
E-DUANG | เส้นทาง ของ แถลงการณ์ คำพูด เส้นทาง ความจริง และ การไล่ล่า
“อนุทิน” โต้กระแสน้ำท่วมงบหมด ยันใช้งบกลางเยียวยา เผยอัดฉีดเพิ่มอีก 1 หมื่นล้าน จ่ายไวแบบ First Come First Serve
สส.ปารเมศ ชี้“ข้าวสารแซนด์บ็อกซ์” ต้องรื้อที่ต้นตอ! ขอชวนภูมิใจไทย ร่วมแก้ พ.ร.บ. สถานบริการ 2509
สุดารัตน์ จี้ต้องเข็นเศรษฐกิจไทยออกจาก “หล่ม” ที่ติดมายาวนานให้ได้ หลังไทยเจ้าภาพจัดประชุม IMF และ World Bank
ปฎิมา นักเขียน ชีวิต กับ ความใฝ่ฝัน นักเขียน ‘อาชีพ’
ดินแดง ราชปรารภ อารมณ์ ‘ร่วม’ ของ ‘มวลชน’ เบื้องหน้า การตาย ของเพื่อน