ผศ.ดร.ศรัญญู เทพสงเคราะห์ ขุดราก ‘คุกวีไอพี’ ‘ไม่ว่าปฏิรูป (ราชทัณฑ์) อย่างไร แต่สุดท้ายจะมีวัฒนธรรมคอยฉุดรั้ง’
รายงานพิเศษ | พันธุ์ทิพย์ ธีระเนตร
เพิ่งครบวาระ 110 ปี ‘กรมราชทัณฑ์’ อย่างภาคภูมิไปหมาดๆ แต่กลับเกิดเหตุการณ์อื้อฉาวชนิดสังคมตกตะลึง เมื่อปฏิบัติการจู่โจมเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร
ทำให้คำว่า ‘คุกวีไอพี’ ปรากฏในหน้าสื่อทุกแขนง
อำนาจเงินจากนักโทษ ‘จีนเทา’ กระเป๋าหนัก เนรมิตห้องใต้บันไดเป็นโฮเต็ลรูมส่วนตัว
เครื่องใช้ไฟฟ้า สินค้าแบรนด์เนม ของมีคมกระทั่งไฟแช็ก และถุงยางอนามัยใช้แล้ว ถูกพบเป็นหลักฐาน
นำไปสู่การเด้งข้าราชการกว่า 1 โหล ผู้บัญชาการเรือนจำ และข้าราชการอีกหลายรายถูก ‘ให้ออก’ พร้อมไล่ ‘เส้นเงิน’
ขณะที่เหล่าอดีตผู้ต้องขังตบเท้าเปิดหน้าเล่าผ่านรายการวาไรตี้บันเทิง ว่านี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ บ้างอ้างว่า ตนก็เคยถูกเรียก 1 แสนแลกการพบแฟนอย่างแนบชิด แต่ต่อรองเหลือ 5 หมื่น จนเสร็จกิจฟินถึงสวรรค์
การประพฤติมิชอบในหน้าที่ราชการเช่นนี้ นอกเหนือจากเหตุผลทางเศรษฐกิจของปัจเจกบุคคลและมาตรฐานความผิดชอบชั่วดีในใจ ยังมีเหตุผลอื่นใดที่ควรร่วมนำมาประกอบสร้าง เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาให้ถึงรากถึงโคนหรือไม่?
ผศ. ศรัญญู เทพสงเคราะห์ เจ้าของผลงาน ‘รัฐราชทัณฑ์ อำนาจลงทัณฑ์ในยุคสมัยใหม่’ ร่วมวิเคราะห์ขบคิดจากไทม์ไลน์ประวัติศาสตร์ ตั้งแต่ยุคจารีต ก่อนสร้าง ‘คุกใหม่’ สมัยรัชกาลที่ 5 กระทั่งการสถาปนา ‘กรมราชทัณฑ์’ เมื่อ พ.ศ.2458 ในสมัยรัชกาลที่ 6 และมีพัฒนาการเรื่อยมา
แน่นอนว่า ‘นักโทษวีไอพี’ และ ‘คุกวีไอพี’ กระทั่ง ‘สมเด็จ’ (แม้ไม่ได้ใช้คำนี้) เคยมีมาแล้วและธำรงอยู่ตลอดมา
อะไรทำให้เป็นเช่นนั้น และอะไรทำให้ปัญหาเหล่านี้มิอาจหมดสิ้นไปจากคุกไทยเสียที?

: นักโทษวีไอพีในคุกไทย ตั้งแต่ยุคจารีต จนถึงคุกสมัยใหม่ ก่อเกิดขึ้นได้จากเหตุผลใดเป็นสำคัญ?
คุกไทยในอดีต วางอยู่บนพื้นฐาน ‘คนไม่เท่ากัน’ ตามโครงสร้างสังคมแบบศักดินา มาตรฐานการลงทัณฑ์ของเรา มันขึ้นอยู่กับ ‘ตำแหน่งแห่งที่’ คุณอยู่ชนชั้นไหน ก็ถูกลงทัณฑ์ตามแบบนั้น พอเราเอามาตรฐานตะวันตกมาใช้ด้วยการจำคุก ระบบใหม่ มันเป็นการสร้างมาตรฐานเดียว คือ ถ้ากระทำผิดทางอาญา ต้องถูกจำคุก
แต่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน จากเก่าไปใหม่มา ยังมีสภาวะลักลั่นอยู่ แม้เราใช้มาตรฐานการลงทัณฑ์แบบตะวันตก แต่สำหรับขุนนางชั้นผู้ใหญ่ หรือเจ้านาย ยังคงใช้มาตรฐานเดิม สมมุติทำผิดทางอาญา แทนที่จะส่งไปคุก แต่กลับมีคุกพิเศษ ซึ่งเป็นการลงทัณฑ์แบบจารีต
เช่น ‘ขังหลวง’ คือเอาไปขังในการควบคุมของกรมสนมพลเรือน ไม่ใช่ราชทัณฑ์ เพื่อแยกคนที่มีสถานะพิเศษออกไป
ขณะเดียวกัน ยังมีสภาวะที่ซับซ้อนกว่านั้น คือในช่วงที่สยามกำลังเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ ในสมัยรัชกาลที่ 4-รัชกาลที่ 5 เราเสียสิทธิสภาพนอกอาณาเขตด้วย คือ คนต่างชาติ หรือคนในบังคับต่างชาติ หากกระทำผิดในสยาม ไม่ต้องขึ้นศาลไทย แต่ไปขึ้นศาลกงสุล ใช้ผู้พิพากษาและกฎหมายต่างชาติ
ถ้ามีคำพิพากษาจำคุก แต่เดิมจะถูกจำคุกในตะรางกงสุล แต่พอมีพัฒนาการด้านราชทัณฑ์มากขึ้น กงสุลประเทศต่างๆ พยายามผลักภาระ ส่งมาให้คุกไทย ไม่ว่าจะเป็นฝรั่ง ลูกครึ่ง คนในบังคับ เช่น คนพม่า อินเดีย จึงเกิดเป็นสถานะพิเศษ เพราะคุกไทยต้องจัดการอีกแบบที่ต่างจากนักโทษไทยทั่วไป คือสร้างแดนหนึ่งขึ้นมาเลย เรียกว่า ‘คุกต่างประเทศ’ ในกองมหันตโทษ
ถ้าเทียบเคียงกับปัจจุบัน นี่แหละ ‘คุกวีไอพี’ การกินอยู่ หลับนอน เบี้ยเลี้ยงต่อหัว ดีกว่านักโทษไทยซึ่งอยู่ในห้องขังรวม แต่นักโทษต่างชาติ อยู่ 1 ห้อง 1 คน หรือไม่ก็ 2 คน ต่อ 1 ห้อง บางคนเป็นมุสลิม บางคนเป็นฮินดู ก็สามารถปรุงอาหารเองได้ตามคติความเชื่อ
ที่สำคัญ เจ้าหน้าที่ไทยไม่ค่อยอยากยุ่ง เพราะถ้าไม่ได้รับการปฏิบัติที่ดี ก็จะร้องเรียนไปทางกงสุลของตัวเอง
ระยะแรก ผู้คุมส่วนใหญ่ในคุกต่างประเทศก็ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ไทย ราชทัณฑ์จ้างผู้คุมที่มีประสบการณ์ในการคุมนักโทษต่างประเทศ เช่น ผู้คุมอินเดีย หรือผู้คุมที่เคยอยู่ในคุกสิงคโปร์ จนเมื่อมีปัญหาการเงิน จึงเปลี่ยนมาใช้ผู้คุมไทย แล้วมีล่ามเป็นตัวกลางสื่อสาร
: ศักยภาพการ ‘ดีล’ ผู้คุม สัมพันธ์กับสถานะพิเศษของเหล่าวีไอพี ในคุกวีไอพีครั้งกระโน้นอย่างไร?
ปัญหาที่เห็นเด่นชัดในคุกต่างประเทศ คือการแบ่งกลุ่มนักโทษซึ่งไม่ใช่แบ่งตามโทษ แต่แบ่งตามสถานะของนักโทษ โดยสัมพันธ์กับอิทธิพลทางการเงิน ทางด้านการดีลกับกงสุล ฝรั่งตะวันตกมีสถานะสูงสุด เพราะมีเงินเลี้ยงนักโทษด้วยกันได้ อีกกลุ่มที่มีสถานะรองลงมา คือ ลูกครึ่ง ลำดับสุดท้าย คือพวกคนในบังคับ ในอาณานิคมต่างชาติไม่ว่าจะเป็นฝรั่งเศส อังกฤษ
นอกจากนี้ ยังมีการแบ่งวัฒนธรรม เชื้อชาติด้วย เพราะจำนวนนักโทษในคุกต่างประเทศแต่ละกลุ่มไม่เท่ากัน กลุ่มไหนมีจำนวนมาก จะกลายเป็นกลุ่มผู้มีอิทธิพล ซึ่งกลุ่มที่มีเยอะสุด คือ พวกปาทาน ซึ่งอยู่ในบังคับอังกฤษ
คนกลุ่มนี้นับถือศาสนาอิสลาม มีสถานะดีกว่าคนต่างชาติที่อยู่ในบังคับกลุ่มอื่นๆ เพราะสื่อสารภาษาอังกฤษได้ และสื่อสารภาษาไทยกับผู้คุมไทยได้ด้วย พูดง่ายๆ คือ คนกลุ่มนี้ กลายเป็นตัวกลาง
สถานะพิเศษอีกอย่างหนึ่งคือการเป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงาน สร้างเครือข่ายผ่านการให้ความช่วยเหลือของบรรดานักโทษฝรั่ง ในขณะเดียวกัน คนกลุ่มนี้มีปัญหากับนักโทษกลุ่มอื่น อาจเพราะความต่างด้านศาสนาและวัฒนธรรม กลุ่มที่ขัดแย้งหนักมาก คือ นักโทษฮินดู ซึ่งมาจากอินเดีย นอกจากนี้ พม่า ลาว จีน ก็อยู่ในคุกต่างประเทศเหมือนกัน
ก่อนสมัย รัชกาลที่ 7 เราปล่อยให้ระบบนี้รันไปเรื่อยๆ ปัญหาสำคัญคือการคอร์รัปชั่นของเจ้าพนักงานคุกไทย
: แล้วยุคนั้น เขาคอร์รัปชั่นกันแบบไหน ทำไมเรื่องแดง?
ผู้มีอิทธิพลในคุกมากอย่างนักโทษฝรั่ง ซึ่งรวยจากการทำเงินปลอม เลี้ยงนักโทษปาทานไว้เยอะมาก ขณะเดียวกัน ยังปล่อยกู้ให้เจ้าพนักงานไทย ทำให้สถานะของนักโทษฝรั่งมีความลักลั่น เจ้าพนักงานสั่งไม่ได้ เพราะเป็นเจ้าหนี้-ลูกหนี้กัน
เรื่องแดงขึ้นมาเมื่อนักโทษปาทานขัดแย้งกับนักโทษฮินดูเกิดการทำร้ายร่างกายกัน กงสุลอังกฤษเรียกร้องให้รัฐบาลไทยจัดการความวุ่นวาย นำไปสู่การตรวจสอบข้อมูล พบว่ามีเรื่องที่เป็นรากซึ่งอยู่ใต้ภูเขาน้ำแข็งเยอะแยะมากมายไปหมด สุดท้ายราว พ.ศ.2474-2475 ในสมัยรัชกาลที่ 7 มีการยกเลิกคุกต่างประเทศ เอานักโทษที่สามารถใช้ชีวิตร่วมกับนักโทษไทยได้ ไปอยู่คุกไทย และพยายามทำให้เกิดมาตรฐานเดียวกันให้หมด แต่ยังคำนึงเรื่องของวัฒนธรรมการกินอยู่ สุดท้ายคนกลุ่มนี้จะเริ่มเข้าสู่ระบบราชทัณฑ์แบบไทยจริงๆ นี่เป็นเรื่องของนักโทษวีไอพี ยุคก่อน 2475
คุกวีไอพีอีกช่วงหนึ่ง ที่ผมนึกออกคือ หลัง 2475 กลุ่มผู้ต้องขังทางการเมือง ถือว่าวีไอพีมาก แต่มันก็ควรจะวีไอพี เพราะพวกเขาไม่ใช่อาชญากร เคสใหญ่ๆ คือกบฏบวรเดช ตอนเข้าคุกถูกแยกเป็นแดนพิเศษในคุกบางขวาง ระยะแรกได้รับการส่งข้าวปลาอาหารดีๆ เข้าไป บางครั้งส่งอาหารเหลา
ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับนโยบายรัฐในแต่ละช่วง ว่าเคร่งครัดแค่ไหนกับนักโทษการเมือง
: ที่มาของปัญหาในวันนี้ เช่น การมี ‘สมเด็จ’ เชื่อมโยงกับพัฒนาการของกรมราชทัณฑ์อย่างไร?
การเกิดขึ้นของสมเด็จ มันคือการให้อภิสิทธิ์นักโทษที่จริงๆ แล้วควรอยู่ภายใต้การควบคุมของระบบราชทัณฑ์ ผมว่าส่วนหนึ่งเราไปมองแต่เรื่องยิบย่อย กระจัดกระจาย แต่เรื่องหนึ่งที่มันเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างตั้งแต่การเกิดคุกสมัยใหม่ของไทย คือเราไม่สามารถจัดการและสร้างวินัยให้นักโทษได้อย่างแท้จริง
นี่คือปัญหาสำคัญที่สุด ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากพัฒนาการของระบบราชทัณฑ์ไทยที่ถือกำเนิดขึ้นจากการไฮบริดจ์ระหว่างคุกจารีตกับคุกอาณานิคม ซึ่งเน้นการลงทัณฑ์ให้สาสม ไม่ใช่การรีฟอร์มผู้ต้องขังให้กลายมาเป็นพลเมืองดี
ที่สำคัญคือ เราจะเห็นชัดเจนจากพัฒนาการของราชทัณฑ์ซึ่งเดิมสร้างคุกเพื่อลงโทษ ไม่ใช่เพื่อการปรับปรุง อีกส่วนหนึ่งคือ การบริหารจัดการนักโทษ ถ้าต้องการรีฟอร์มคน ปัจจัย 4 ต้องดี แต่มันเกิดสภาวะขาดแคลนมาตั้งแต่ต้นๆ ไม่ว่าจะเป็นที่อยู่ ซึ่งนักโทษล้นคุกมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 อาหารการกินก็ไม่ดี ยารักษาโรค ไม่ต้องพูดถึง เครื่องนุ่งห่มก็ขาดแคลน
ล่าสุด ตอนนี้เข้าสู่หน้าหนาวแล้ว ผู้ต้องขังทางการเมืองหลายคนไม่มีเสื้อกันหนาว
: สรุปว่านี่คือปัญหาประวัติศาสตร์?
ถ้ามองอย่างนี้ มันเป็นปัญหาประวัติศาสตร์ที่เราเจอมาตั้งแต่ต้น การเกิดขึ้นมาของสมเด็จ ส่วนหนึ่งผมมองว่ามาจากความขาดแคลนเจ้าพนักงาน ลักษณะของคุกไทย ทุกอย่างมันรวมศูนย์ ดึงเข้าส่วนกลางหมด และเราก็สร้างมาตรฐานการลงทัณฑ์ คือ ถ้าเป็นโทษอาญาก็ติดคุก ทุกอย่างยัดใส่คุกหมด แต่เมื่อคนเข้าคุก มันต้องมีคนดูแล มีผู้คุม มีพัศดี มีเจ้าหน้าที่ซึ่งไม่สัมพันธ์กับจำนวนผู้ต้องขัง
สุดท้ายแล้ว สิ่งที่รัฐแก้ปัญหาคือ เอานักโทษที่มีระเบียบวินัยหน่อยมาเป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงาน ซึ่งถ้าเราเชื่อแนวคิดทัณฑวิทยา จะพบว่าการทำเช่นนี้ไม่สามารถสร้างวินัยให้นักโทษรีฟอร์มตัวเองได้ นำไปสู่ปัญหาเรื่องการควบคุม และการสร้างวินัย ซึ่งลักษณะแบบนี้เป็นมาตั้งแต่เปิดคุกใหม่สมัยรัชกาลที่ 5 คือเอานักโทษที่ไม่เกเรมาเป็นผู้ช่วย ซึ่งสุดท้ายแล้วต้องมีบางคนกลายเป็นนักโทษผู้มีอิทธิพลในคุก
ผมไม่ได้เหมารวมนะ แต่คนที่มาเป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงาน มันมีสถานะพิเศษอย่างน้อยคือการให้สิทธิ์บางอย่างเหมือนเป็นรางวัลด้วย แต่จะมีบางคนที่หาอิทธิพลจากเรื่องพวกนี้ พร้อมๆ กับเจ้าหน้าที่ที่ปล่อยปละละเลย จึงเป็นที่มาของสมเด็จอะไรต่างๆ
ถ้ามองภาพใหญ่ คุกก็เหมือนระบบราชการขนาดใหญ่ที่เอาจริงๆ แล้ว เหมือนจะเข้าไปควบคุม แต่ถามว่าประสิทธิภาพเป็นอย่างไร เรามีระบบระเบียบต่างๆ แต่สุดท้าย มีข้อยกเว้น มีข้อจำกัดต่างๆ
ปัญหาอย่างหนึ่ง คือคุกขาดความสนใจจากสังคม คุกเหมือนถังขยะของสังคมที่โยนๆ คนเข้าไปข้างใน หลังจากนั้น ก็ไม่สนใจจนกระทั่งเรื่องมันแดงขึ้นมา หรือไม่ก็เกิดเรื่อง เช่น แหกคุก เกิดคดีใหญ่ๆ และจะมาไฮไลต์อีกทีคือ ตอนที่มีนักโทษคนสำคัญเข้าคุก แค่นั้น นอกนั้นเราไม่ได้สนใจ ไมได้พูดถึง เพราะฉะนั้น การเป็นแดนสนธยา นำไปสู่เรื่องราวอะไรต่างๆ ที่บางครั้งบางคราวเราอาจจะนึกไม่ถึง ไม่ว่าจะเป็นการใช้ความรุนแรง การมีเพศสัมพันธ์ การมีสมเด็จ
ตอนนี้อดีตผู้ต้องขังเป็นอินฟลูฯ ทำช่องยูทูบ ซึ่งก็ปลุกกระแสสังคมได้ แต่แล้วยังไงต่อ? เราไม่ได้แก้ปัญหาในเชิงโครงสร้าง ไม่ได้มีความสนใจในการปฏิรูปราชทัณฑ์จริงๆ เรารู้สึกว่ามันเป็นเรื่องเล่าที่สนุก น่าสนใจ แต่มันไปไหนต่อไม่ได้
: แม้ว่ากรมราชทัณฑ์ยุคหลังๆ พยายามลบภาพ ‘แดนสนธยา’ โดยมีความก้าวหน้าอย่างเด่นชัดในยุคนัทธี จิตสว่าง อธิบดี 2 สมัย ในช่วงปี 2546 ลงมา หรือกระทั่งอธิบดีคนก่อนหน้าที่เพิ่งลาตำแหน่ง อย่าง สหการณ์ เพ็ชรนรินทร์ ซึ่งใช้คำว่า’ปฏิรูปราชทัณฑ์’ ส่งต่อ อุดมการณ์ ‘คืนคนดีสู่สังคม’ อะไรคือปัจจัยสำคัญที่สุดท้ายยังไม่ประสบผลสำเร็จอย่างแท้จริง?
โอ้โห! คำถามยากมาก (หัวเราะ) ในเชิงฟังก์ชั่นต่างๆ ผมว่าถ้าเปลี่ยนได้ก็แสดงให้เห็นว่าเป็นการปรับตัว แต่อะไรบางอย่างที่มันฝังลึก ผมว่ามันเป็นเรื่องเชิงวัฒนธรรม ส่วนหนึ่งผมว่ามันมีอะไรบางอย่างเกี่ยวกับวัฒนธรรมการลงทัณฑ์แบบไทยที่ยังวางอยู่บนพื้นฐานของการทำให้สาสมความผิด มันคือนรกจำลอง ไม่ว่ากฎหมายจะไปไกลขนาดไหน ไม่ว่าคุณจะปฏิรูปอย่างไร แต่สุดท้าย มันจะมีวัฒนธรรมคอยฉุดรั้ง ไม่ให้มีการเปลี่ยนแปลง ผมว่ามันยังไม่หลุดจากสิ่งนี้แหละ
แม้สมัยนี้ ไม่ได้เหมือนยุคจารีต ทุกอย่างมันเปลี่ยนแปลงแล้ว แต่ผมว่ามันมีวัฒนธรรมลึกๆ ที่ทำให้ในเชิงปฏิบัติ ไม่สามารถส่งผลให้เกิดการรีฟอร์มได้จริง
สุดท้าย เราต้องมีพัฒนาการไปเรื่อยๆ นั่นแหละ แต่มันมีข้อยกเว้นอะไรบางอย่าง ที่ทำให้บางอย่างทำได้ บางอย่างทำไม่ได้
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
