‘การขอเวลานอกทางแท็กติก’ ปัญหาชวนปวดหัวของเกมลูกหนัง
Technical Time-Out | SearchSri
จากเรื่องเล็กๆ ที่หลายคนคุ้นตา กลับกลายเป็นประเด็นของการถกเถียงในวงกว้าง จนถึงขั้นอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงกฎในอนาคตอันใกล้
ตัวอย่างของ “ปัญหา” แบบเห็นภาพคือเกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ระหว่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ กับ ลีดส์ ยูไนเต็ด เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน
เกมดังกล่าวลงเอยด้วยชัยชนะของเรือใบสีฟ้าฉิวเฉียด 3-2 หลังจากทีมขึ้นนำก่อน 2-0 แต่โดนลีดส์ไล่บี้อย่างหนักจนหวิดพ่าย
ครึ่งแรก แมนซิตี้ขึ้นนำสบายๆ 2-0 พอเข้าครึ่งหลัง ดาเนียล ฟาร์เก้ กุนซือลีดส์ปรับทัพใหม่ โดยเฉพาะในแนวรุก โดยสั่งให้ลูกทีมเพรสซิ่งสูงกว่าเดิมมาก แล้วเน้นโยนบอลยาวเข้าไปแถวกรอบเขตโทษ
ปรากฏว่าแผนใหม่ได้ผล ลีดส์ตีตื้นมา 1 ประตู และกำลังไล่บี้กดดันอย่างหนักจนแข้งเรือใบปั่นป่วนเสียกระบวน
ตอนกลางครึ่งหลังนั้นเอง จานลุยจิ ดอนนารุมม่า นายทวารแมนซิตี้ อาศัยจังหวะหนึ่งทิ้งตัวลงเจ็บ ต้องเรียกทีมแพทย์เข้าไปดูอาการและปฐมพยาบาล
จังหวะนั้นเอง ได้เกิดช่วง “เบรก” สั้นๆ ประมาณ 2 นาที ให้ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า กุนซือแมนซิตี้ เรียกลูกทีมไปแนะนำแท็กติกและสั่งให้ปรับแผนรับมือที่ข้างสนาม
เมื่อเกมกลับมาเตะกันต่อ ลีดส์ได้ประตูที่สองตีเสมอ 2-2 ก่อนที่ ฟิล โฟเด้น จะทำประตูชัยช่วงทดเวลาบาดเจ็บให้เรือใบเฉือนชัยไปสุดระทึก 3-2

หลังเกมดังกล่าว โฟเด้นให้เครดิตเรื่องการเบรกเกมและการปรับแท็กติกของเป๊ปว่าเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ซิตี้กลับมาตั้งหลักได้จนเอาชนะได้ในที่สุด
ฝั่งฟาร์เก้โวยผ่านสื่อว่า ดอนนารุมม่าอาศัยช่องโหว่ของกติกาสร้างการ “ขอเวลานอกทางแท็กติก” ขึ้น
เนื่องด้วยกฎของเกมฟุตบอลยุคปัจจุบันมีอยู่ว่า หากนักเตะเอาต์ฟิลด์ (ผู้เล่นตำแหน่งอื่นที่ไม่ใช่ผู้รักษาประตู) ได้รับบาดเจ็บถึงขั้นต้องเรียกเจ้าหน้าที่แพทย์ไปปฐมพยาบาล ถ้าไม่ได้คอขาดบาดตายหรือฉุกเฉิน นักเตะคนนั้นก็ต้องออกไปปฐมพยาบาลข้างสนาม
ยกเว้นตำแหน่งเดียวคือผู้รักษาประตู ซึ่งกรรมการต้องเป่าหยุดเกม แล้วเรียกแพทย์เข้าไปดูอาการและปฐมพยาบาลในสนามได้เลย (เพราะถ้าปล่อยให้ผู้รักษาประตูออกไปนอกสนามแล้วเกมดำเนินต่อไป ย่อมเกิดความได้เปรียบเสียเปรียบในเกมอย่างมาก)
ฟาร์เก้บ่นว่า เรื่อง “อาการเจ็บ” ของดอนนารุมม่าตอนนั้นก็รู้ๆ กันอยู่ว่าอะไรเป็นอะไร เขาฉลาดที่ทำตามกฎ แต่ขณะเดียวกันก็ต้องตั้งคำถามเรื่องแฟร์เพลย์ว่ายอมรับได้หรือไม่ พร้อมฝากคำถามไปยังผู้รับผิดชอบว่าจะปล่อยให้เรื่องนี้เป็นอย่างนี้ต่อไปหรือไม่ เพราะเป็นแท็กติกเบรกเกมและประวิงเวลาให้ทีมตัวเองได้พักจากการโดนกดดันอย่างหนักในสนาม และตั้งหลักกลับมาจนได้ชัยชนะ
…ทั้งหลายทั้งปวงนี้ทำอยู่ในขอบข่ายของกฎกติกาที่มี โดยที่ไม่ได้ทำผิดกติกาแต่อย่างใด

เหตุการณ์ลักษณะคล้ายๆ กันนี้เกิดขึ้นเรื่อยๆ ในเกม ไม่ว่ากับทีมไหน เพราะเป็นการอาศัยช่องโหว่ของกฎสร้างการ “ขอเวลานอกทางแท็กติก” ขึ้นมาอย่างที่ว่า
จากเมื่อก่อนที่นักเตะเอาต์ฟิลด์ทิ้งตัวเจ็บหลังโดนทำฟาวล์เพื่อหยุดเกม พอเปลี่ยนกติกาตั้งแต่ต้นฤดูกาล 2023-2024 หน้าที่นั้นก็มาตกกับผู้รักษาประตูแทน
สตีเว่น ชูมัคเกอร์ กุนซือ โบลตัน ก็เคยยอมรับในปีนี้ว่า แท็กติกนี้ใช้กันอย่างแพร่หลายในเกมฟุตบอลทุกระดับ เป็นแท็กติกที่ทำลายโมเมนตัมของเกม เพราะถ้าเลือกเบรกเกมถูกจังหวะ ก็อาจพลิกเกมได้เลย
น่าสนใจที่ประเด็นนี้ ผู้รับผิดชอบไม่ได้นิ่งนอนใจ ดังปรากฏว่าในที่ประชุมของคณะที่ปรึกษาด้านฟุตบอลและเทคนิคของ คณะกรรมการบริหารสมาคมฟุตบอลนานาชาติ (ไอเอฟเอบี) องค์กรที่มีอำนาจในการเปลี่ยนแปลงกฎกติกาการแข่งขันของกีฬาฟุตบอลสมัยใหม่ เมื่อเดือนตุลาคม ประเด็นนี้เป็นหนึ่งในประเด็นที่ถูกหยิบยกมาถกเถียงว่าควรหาแนวทางปฏิบัติเพื่อให้เกมการแข่งขันดำเนินไปแบบหยุดชะงักให้น้อยที่สุด
หนึ่งในทางออกที่มีการเสนอแนะขึ้นมา คือการบังคับให้ทีมฝั่งที่ผู้รักษาประตูบาดเจ็บ ต้องเลือกนักเตะเอาต์ฟิลด์คนหนึ่งออกไปข้างสนามเป็นเวลา 30 วินาที เพื่อทดแทนกัน
หรืออีกแนวทางหนึ่งคือการสั่งห้ามนักเตะไปยืนแถวเส้นข้างสนามในช่วงเวลาการปฐมพยาบาลไปเลย
ปรากฏว่าแนวทางแรกได้รับการสนับสนุนอย่างมาก และจะนำมาถกกันต่อในการประชุมของไอเอฟเอบีในวันที่ 20 มกราคมปีหน้า

ที่น่าจะต้องขบคิดกันต่อคือ ทางออกเรื่องการส่งผู้เล่นเอาต์ฟิลด์ออกไปนอกสนาม 1 คนช่วงที่ผู้รักษาประตูรับการปฐมพยาบาล ถึงจะถูกมองว่าเป็นการ “ทดแทน” กัน และปรับให้เข้ากับกติกาที่มีอยู่ (เรื่องนักเตะเอาต์ฟิลด์ที่ได้รับบาดเจ็บต้องออกไปปฐมพยาบาลนอกสนาม) แต่มันจะช่วยเปลี่ยนแปลงแก่นหลักของปัญหาเรื่องการเบรกเกมได้หรือไม่?
เพราะสุดท้ายเมื่อผู้รักษาประตูก็ต้องยังอยู่ในสนาม และต้องหยุดเกมเพื่อให้เขาได้รับการปฐมพยาบาล นักเตะคนอื่นๆ ยกเว้นคนเดียวที่ถูกส่งไปนอกสนาม ก็ยังสามารถไปฟังแท็กติกของโค้ชที่ริมเส้นได้อยู่ดี
ไม่เช่นนั้นก็ต้องออกกฎแบนการไปคุยข้างสนามตามทางเลือกที่สองไปเลย?
ถ้ามีคนตั้งข้อสังเกตเรื่องนี้ แล้วนำไปถกกันต่อ ก็เชื่อว่าอาจต้องหารือแนวทางอื่นๆ เพื่อเป็น “ทางออก” ที่ดีที่สุด
เพื่อลดช่องโหว่ของกฎที่อาจนำไปสู่ความได้เปรียบเสียเปรียบของทีมใดทีมหนึ่ง รวมถึงการให้เกมดำเนินต่อไปแบบสะดุดหยุดชะงักน้อยที่สุด อันเป็นแนวคิดหลักของเกมฟุตบอลในยุคปัจจุบัน
