bg-single

คุยกับทูต | เอลชิน บาชีรอฟ อาเซอร์ไบจาน ฉลองครบรอบ 34 ปี แห่งการฟื้นฟูเอกราช (2)

14.12.2025

รายงานพิเศษ | ชนัดดา ชินะโยธิน

Chanadda Jinayodhin

อาเซอร์ไบจานได้เข้าร่วมสหประชาชาติเมื่อปี ค.ศ.1992 และมีความสำเร็จที่สำคัญหลายประการ ทั้งการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะการส่งออกน้ำมันดิบ การสร้างความสัมพันธ์ทางการทูตกับนานาชาติ รวมถึงการเข้าร่วมเป็นสมาชิกในองค์กรระหว่างประเทศต่างๆ

อาเซอร์ไบจานประกาศเอกราชอย่างสมบูรณ์จากสหภาพโซเวียตในวันที่ 18 ตุลาคม 1991 แม้จะได้รับเอกราช แต่ความขัดแย้งกับอาร์เมเนียยังคงอยู่ อาเซอร์ไบจานยังคงเผชิญกับการอ้างสิทธิในดินแดนจากอาร์เมเนีย ประเทศเพื่อนบ้าน โดยปัญหาความขัดแย้งในเรื่องดินแดนนี้เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 1988 ในช่วงเวลาที่ทั้งสองประเทศยังคงอยู่ภายใต้การปกครองของสหภาพโซเวียต

ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1990 เกิดสงครามระหว่างอาร์เมเนียกับอาเซอร์ไบจาน ซึ่งทำให้อาร์เมเนียยึดครองพื้นที่ของอาเซอร์ไบจานไปประมาณร้อยละ 20 ส่งผลให้ชาวอาเซอร์ไบจานกว่าหนึ่งล้านคนต้องพลัดถิ่น เกิดการกวาดล้างชาติพันธุ์ที่ยังคงส่งผลกระทบต่อมาจนถึงปัจจุบัน

คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UN Security Council) ได้มีมติ 4 ฉบับที่สนับสนุนอำนาจอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของอาเซอร์ไบจาน และเรียกร้องให้อาร์เมเนียถอนกำลังออกจากดินแดนของอาเซอร์ไบจานทันทีโดยไม่มีเงื่อนไข

ข้อมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติและองค์กรระหว่างประเทศอื่นๆ ที่วางรากฐานทางกฎหมายเพื่อแก้ไขความขัดแย้ง ไม่ได้ถูกนำไปปฏิบัติตามเป็นเวลามากกว่า 30 ปี

แต่การเจรจาสันติภาพยังคงดำเนินต่อไปผ่านการไกล่เกลี่ยโดยประธานร่วมของ “กลุ่มองค์การว่าด้วยความมั่นคงและความร่วมมือในยุโรป” (OSCE Minsk) ซึ่งประกอบด้วยฝรั่งเศส รัสเซีย และสหรัฐอเมริกา

อาร์เมเนียใช้การเจรจาเพื่อสรุปผลที่ตามมาของการยึดครองอย่างเป็นทางการและสร้างข้อตกลงที่สำเร็จแล้ว (fait accompli)

นายเอลชิน รากุบ โอกลู บาชีรอฟ เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอาเซอร์ไบจานประจำประเทศไทย

“Fait accompli” คือ “สิ่งที่สำเร็จไปแล้ว” หรือ “ความจริงที่เกิดขึ้นแล้ว” ซึ่งหมายถึงสถานการณ์ที่เป็นจริงและไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ ดังนั้นจึงสามารถตีความได้ว่า การเจรจาของอาร์เมเนีย คือความพยายามที่จะ “ทำให้สิ่งที่เคยเกิดขึ้นแล้ว กลายเป็นสิ่งที่สามารถยอมรับได้ในปัจจุบัน”

เอกอัครราชทูตเอลชิน บาชีรอฟ ชี้แจงว่า

“ระหว่างการยึดครอง อาร์เมเนียได้ละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศหลายประการ โดยการกระทำที่รวมถึงการย้ายถิ่นฐานและการตั้งถิ่นฐานผิดกฎหมายในดินแดนอาเซอร์ไบจานโดยไม่ได้มีท่าทีพร้อมที่จะยุติการยึดครอง และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอาร์เมเนียยังได้ประกาศนโยบาย “สงครามครั้งใหม่เพื่อดินแดนใหม่” กับอาเซอร์ไบจานอีกด้วย

แน่นอนว่าอาเซอร์ไบจานไม่สามารถยินยอมให้ยึดครองดินแดนส่วนใดส่วนหนึ่งของอาเซอร์ไบจานได้

นายอิลฮัม อาลีเยฟ (Ilham Aliye) ประธานาธิบดีอาเซอร์ไบจาน ภาพ © APA

การฟื้นฟูบูรณภาพแห่งดินแดนเป็นนโยบายต่างประเทศหลักของอาเซอร์ไบจาน ซึ่งได้นำไปสู่สงครามคาราบัค (Karabakh War) ครั้งที่สองหรือที่รู้จักกันในชื่อ “สงครามรักชาติ 44 วัน” (Second Nagorno-Karabakh War) เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2020

การรุกรานของอาร์เมเนียทำให้เกิดปฏิบัติการตอบโต้ของอาเซอร์ไบจานโดยอ้างสิทธิในการป้องกันตนเองตามกฎบัตรสหประชาชาติ เพื่อบีบบังคับให้อาร์เมเนียเข้าสู่สันติภาพและยุติการยึดครองดินแดนของตน

สงครามรักชาติ 44 วัน ส่งผลให้อาเซอร์ไบจานได้ดินแดนที่เคยถูกยึดครองเกือบ 30 ปีคืนมา และฟื้นฟูบูรณภาพของดินแดนและพรมแดนที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล”

บากู (Baku) เมืองหลวงและเมืองใหญ่ที่สุดของประเทศอาเซอร์ไบจาน ภาพ- สำนักงานข่าวและข้อมูลประธานาธิบดี

สงครามคาราบัคครั้งที่สอง (หรือสงครามนากอร์โน-คาราบัคครั้งที่สอง) เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 27 กันยายน ถึง 10 พฤศจิกายน 2020 เป็นการสู้รบระหว่างอาเซอร์ไบจานและอาร์มีเนียในดินแดนพิพาทนากอร์โน-คาราบัค ส่งผลให้อาเซอร์ไบจานเป็นฝ่ายชนะและสามารถยึดคืนดินแดนบางส่วนกลับมาได้

“ด้วยเหตุนี้ อาเซอร์ไบจานได้นำมติ 4 ฉบับของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติมาใช้ภายใต้การนำของประธานาธิบดีอิลฮัม อาลีเยฟ (Ilham Aliyev) เพื่อยึดครองดินแดน ซึ่งถือเป็นชัยชนะครั้งใหญ่และสิ้นสุดการอ้างสิทธิในการปกครองตนเองของชาวอาร์เมเนียในภูมิภาคนี้

ประธานาธิบดีอาลีเยฟจึงได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้นำที่นำพาประเทศไปสู่ชัยชนะทางทหารครั้งประวัติศาสตร์

ชัยชนะครั้งนี้ถือเป็นการเริ่มต้นยุคสมัยใหม่ของประเทศและภูมิภาคของเรา ด้วยการสร้างความเป็นจริงและโอกาสทางประวัติศาสตร์ใหม่ๆ เพื่อสันติภาพในภูมิภาค

หลังสงครามรักชาติ (สงครามในภูมิภาคคาราบัค) อาเซอร์ไบจานได้เสนอโครงการสันติภาพ

ในภูมิภาค โดยยึดมั่นในกฎหมายระหว่างประเทศและการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืน โดยประกาศว่า วิสัยทัศน์และแนวทางในภูมิภาคของตนตั้งอยู่บนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศและการสร้างสันติภาพอย่างยั่งยืน

ภูเขาไฟโคลน (Mud volcano)
อาเซอร์ไบจานกำหนดสถานะการป้องกันประเทศใหม่ผ่านการปรับปรุงให้ทันสมัย ภาพ – azernews

ด้วยความริเริ่มของอาเซอร์ไบจาน การเจรจาข้อตกลงสันติภาพกับอาร์เมเนียจึงเริ่มต้นขึ้น และมีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ

เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2025 ผู้นำอาเซอร์ไบจานและอาร์เมเนีย ได้ลงนามใน “แถลงการณ์ร่วม” ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. โดยมีประธานาธิบดีสหรัฐฯ เป็นพยาน ข้อตกลงนี้ยุติความขัดแย้งที่ดำเนินมายาวนานกว่า 35 ปี และเปิดทางการค้าและการทูต

นอกจากนี้ รัฐมนตรีต่างประเทศของทั้งสองประเทศยังได้ลงนามในร่างข้อตกลงว่าด้วยการสถาปนาสันติภาพและความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ ระหว่างสาธารณรัฐอาเซอร์ไบจานกับสาธารณรัฐอาร์เมเนีย

การอ้างสิทธิในดินแดนที่ยังคงดำเนินอยู่ต่อประเทศของเราตามที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งอาร์เมเนีย เป็นอุปสรรคที่สำคัญที่สุดประการหนึ่ง เนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งที่ซับซ้อน ซึ่งเกี่ยวข้องกับปัญหาอื่นๆ ด้วย

การรุกรานของอาร์เมเนียที่ยาวนานถึง 30 ปี ส่งผลให้ชาวอาเซอร์ไบจานกว่า 1 ล้านคนต้องพลัดถิ่น และมีการทำลายล้างมรดกทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และศาสนา

นอกจากนี้ ยังส่งผลต่อปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยภูมิภาคคาราบัค (Karabakh) ของอาเซอร์ไบจาน เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีการปนเปื้อนกับระเบิดมากที่สุดในโลก

ปราสาทซูชา (Shusha Castle) คือ ป้อมปราการทางประวัติศาสตร์ในประเทศอาเซอร์ไบจาน ซึ่งตั้งอยู่บนที่ราบสูงภูเขาในเมืองซูชา (Shusha)
วัฒนธรรมศิลปะบนหินโกบุสตัน (Gobustan)

ปัจจุบัน รัฐบาลสาธารณรัฐอาเซอร์ไบจานกำลังดำเนินโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่และงานบูรณะ โดยการกำจัดทุ่นระเบิดและสร้างบ้านเรือน โรงเรียน และโรงพยาบาล เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับการกลับคืนสู่บ้านเกิดของผู้ลี้ภัย จนถึงปัจจุบัน มีผู้ลี้ภัย 20,000 คนได้เดินทางกลับภูมิลำเนาเดิมแล้ว”

ในมุมมองของอาเซอร์ไบจาน โดยนายเอลชิน รากุบ โอกลู บาชีรอฟ (H.E. Mr.Elchin Ragub oglu Bashirov) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอาเซอร์ไบจานประจำประเทศไทย

“เราสามารถระบุด้วยความมั่นใจว่า การปลดปล่อยดินแดนของเราจากการยึดครองของอาร์เมเนีย ถือเป็นหนึ่งในหน้าอันรุ่งโรจน์ที่สุดในประวัติศาสตร์การได้รับเอกราชของอาเซอร์ไบจาน”

การปลดปล่อยดินแดนที่เสียไปนานหลายทศวรรษมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และเป็นความภาคภูมิใจสำหรับชาวอาเซอร์ไบจาน เนื่องจากเป็นการทวงคืนอธิปไตยกลับคืนมา และฟื้นฟูความถูกต้องทางประวัติศาสตร์หลังจากที่สูญเสียมานาน การดำเนินการนี้เป็นสัญลักษณ์ของ ความกล้าหาญ ความเป็นเอกภาพของชาติ

และเป็นการแสดงถึงการยืนยันในสิทธิ์ของตนเอง



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ทีซีซีกับธุรกิจใหญ่
นวดข้าวของชาวนา
PROJECT HAIL MARY | ‘ตัวกินดาว’
คุยกับทูต | อิสซา อับดุลเลาะฮ์ ญาบิร อัลอาลาวี โอมาน : สะพานแห่งสันติภาพ สู่ความร่วมมือที่ยั่งยืน (1)
‘แบบของโลก’
ตำนาน
สุริยะปราชญ์ ทฤษฎีสีเลือด เล่ม 2 เมื่อดาวอังคารโคจรย้อนกลับ
สถานีคิดเลขที่ 12 โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร
E-DUANG | กระบวนการ ได้มา ของส.ว. ทาง”ความคิด”ทาง”การเมือง”
‘ซัวเถา’ เก่าแก่ทันสมัย (2)
‘2 พระอู่ทอง’ เนื้อชิน พิมพ์ท้องช้าง จ.ลพบุรี กรุศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์
พยากรณ์ ‘ส่งออกไทย’ หลัง 24 กรกฎาคม สิ้นสุดมาตรการภาษีชั่วคราวสหรัฐ