E-DUANG
เด่นชัดอย่างยิ่งว่าสถานการณ์ความขัดแย้งล่าสุดระหว่างกัมพูชากับไทยมิได้เริ่มต้นจาก”ดินแดน”
แม้จะมีการเน้นในเรื่องดินแดน ในเรื่องปราสาท
กระนั้น หากมองจุดเริ่มต้นอย่างประสานกับสภาพการณ์ที่แวดล้อมอยู่โดยรอบก็เริ่มไม่แน่ใจ
ไม่แน่ใจในรากฐานความคิดของ”กัมพูชา”
และไม่แน่ใจในรากฐานความคิดในด้านของ”ไทย”ว่าจะสนองความต้องการเฉพาะหน้าของกัมพูชาหรือไม่
ถามว่าอะไรคือเงื่อนงำที่อำพรางภายใต้”สถานการณ์”
ในความเป็นจริง การอ้างอิงในเรื่องเขตแดนอาจเป็นเพียงข้ออ้าง เป้าหมายแท้จริงอาจเป็นเรื่องอื่น
เรื่องอื่นในที่นี้อาจเป็นเรื่อง”การเมือง”มากกว่า
การเมืองของกัมพูชาอาจเพราะปัญหาภายใน อาจเพราะการไม่ลงตัวในความสัมพันธ์
ทั้งความสัมพันธ์ในกลุ่มและนอกกลุ่ม
การผ่องถ่ายอำนาจระหว่างรุ่นต่อรุ่นอาจยังไม่ราบรื่น มิได้เป็นที่ยอมรับอย่างเป็นจริง
จำเป็นต้องสร้างปัจจัย”ภายนอก”มาเสริม”ภายใน”
เรื่องดินแดน เรื่องปราสาท จึงเป็นข้ออ้างและสร้างความชอบธรรมให้กับแผนการทางการเมืองมากกว่า
นั่นคือทำอย่างไร”ระบอบฮุนเซน”จะมั่นคง แข็งแกร่ง
ปัจจัยใดที่อาจบั่นรอนไม่ว่าจะจากภายนอก ไม่ว่าจะจาก ภายในก็จำเป็นต้องขจัด
เหมือนที่กำลังเกิดขึ้นในเดือนธันวาคมนี้
ปัจจัยแห่งดินแดน ปัจจัยแห่งปราสาท อาจมิได้เป็นเรื่องหลักของกัมพูชาเหมือนกับในกรณีของ”เขาพระวิหาร”
แม้หลังความขัดแย้งจะมี”ปราสาท”เป็น”เป้า”ก็ตาม
ความอ่อนไหวของเรื่องอาจอยู่ที่ปัญหาของ”สแกมเมอร์” อาจอยู่ที่ผลกระทบเนื่องจาก”สแกมเมอร์”มากกว่า
ปะทุอารมณ์อาจมาจากกรณีอายุดและยึดทรัพย์ก็ได้
แต่เมื่อเกิดขึ้นและกลายเป็นสถานการณ์แห่งความขัดแย้งทางด้านการทหารก็บานปลาย
กลายเป็นปัญหาที่ไม่แน่ชัดว่า”บทจบ”จะเป็นอย่างไร
ตราบใดที่ยังไม่เข้าใจต่อ”มูลฐาน”แห่งปัญหา ตราบนั้นปฏิบัติการ อันนำไปสู่”บทจบ”ก็ยังไม่เสถียร
ไม่ว่ามองผ่าน”ทหาร” ไม่ว่ามองผ่าน”การเมือง”
คำถามในวันนี้จึงมิได้อยู่ที่ว่า ทหารจะนำการเมือง หรือว่า การเมืองจะนำทหาร
แต่ต้องถามความแน่ชัดในเป้าหมายและความเข้าใจ
ความเข้าใจของทหารดำรงอยู่อย่างไร ความเข้าใจของการเมืองดำรงอยู่แบบไหน
หากไม่มีเอกภาพก็ยากที่จะดำเนิน ยากที่จะควบคุม
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
