E-DUANG
บรรยากาศแห่งการชี้ผิดชี้โทษการตัดสินใจเลือก นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อเดือนกันยายน 2568
กำลังกลายเป็น”ประเด็น”เป็น”คำถาม”
ไม่เพียงต่อดุลพินิจของ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาชน
หากอยู่ที่”วุฒิภาวะ”และ”ปัญญาร่วม”ของพรรค
กำลังดังกึกก้องอย่างยิ่งจากบรรดา”เกจิ”ผู้มีความจัดเจนในทางการเมือง
คำว่า”อ่อนหัด”และ”ไร้เดียงสา”แสดงบทบาทอย่างทรงพลัง
แม้พรรคประชาชนจะออกมากล่าวคำ”ขอโทษ” กระนั้น ก็ยัง ไม่เป็นที่พอใจ
การเรียกร้องให้ยอมรับ”ความผิดพลาด”จึงดังไม่ขาดสาย
ความน่าสนใจของกระแสเรียกร้อง กดดันนี้ มิได้มาจากฝ่ายตรงกันข้าม อันเป็นปรปักษ์ในทางการเมืองด้านเดียว
หากแต่มาจากคนที่เป็นมิตร มีความใกล้ชิดทางการเมือง
ก่อให้เกิด”คำถาม”ทางการเมืองอันแหลมคมขึ้นเป็นลำดับ
ไม่เพียงเป็นคำถามที่ว่าหากถือเป็นความผิดพลาด ความผิดพลาดนี้เป็นของใคร
เป็นของพรรคประชาชน หรือเป็นของพรรคภูมิใจไทย
หากเป็นของพรรคประชาชนเป็นของหัวหน้าพรรคหรือกวาด รวมทั่วทั้งพรรค
ขณะเดียวกัน หากมองว่าความผิดพลาดมีรากฐานมาจาก
เจตนาอันเป็นคุณสมบัติของพรรคภูมิใจไทยและเป็นการเล่นเล่ห์ เพทุบายทางการเมืองอันมาจากพรรคภูมิใจไทย
ก็ยิ่งนำไปสู่คำถามในทาง”จริยธรรม”ขึ้นมาโดยพลัน
น่าแปลกที่แม้พรรคประชาชนจะออกมาขอโทษและแสดงความ เสียใจแต่การที่มิอาจบรรลุเป้าหมายในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
แต่เสียงตำหนิกลับมุ่งพรรคประชาชนอย่างเป็นด้านหลัก
ตรงกันข้าม กลับมีบางฝ่ายยกย่องความยอดเยี่ยมที่พรรคภูมิใจสามารถหลอกพรรคประชาชน
ชมเชยว่าเดียงสาทางการเมืองมากกว่า เหนือกว่า
กลายเป็นความซื่อสัตย์ตรงไปตรงมาของพรรคประชาชนเป็นเรื่องน่าตำหนิ แต่การเล่นเล่ห์เพทุบายของพรรคภูมิใจไทยน่า ชมเชยมากกว่า
แม้จะเป็นอาการกลับกลายในทางการเมืองก็ตาม
ปรากฏการณ์อันเกิดขึ้นกับพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชนสะท้อนถึงการต่อสู้อันแหลมคม
ทั้งในทาง”ความคิด” ทั้งในทาง”การเมือง”
แม้จะต้องอาศัยเวลาในการตรวจสอบเพื่อพิสูจน์ทราบว่าแนวทางใดถูกต้อง ดีงาม แต่ก็ดำรงอยู่อย่างแจ่มชัดในวิถีแห่งตน
นั่นคือ การเมือง”เก่า” กับการเมือง”ใหม่”
