นัยความเป็นคน | นิ้วกลม
1
มนุษย์มักตระหนักถึงตนเองเป็นที่ตั้ง
ระหว่างใช้ชีวิต เรามักทบทวนตรวจสอบว่าฉันเป็นใคร ฉันต้องการอะไร ฉันทำอะไรได้บ้าง มันคือการตั้งคำถามกับ ‘ตัวฉัน’ ซึ่งทำให้รู้สึกว่าการมีชีวิตอยู่คือการเลือก ตัดสินใจ ลงมือทำ แล้วจะได้ผลลัพธ์ตามต้องการ
แต่เดี๋ยวก่อน!
เราต่างก็ทราบกันดีว่าชีวิตไม่ได้เป็นเช่นนั้น ด้วยเหตุผลกลใดกันหรือที่ชีวิตมิได้เป็นไปตามที่เราคาดหวัง วางแผน และทุ่มเทพยายามเพื่อให้ได้ผลลัพธ์อย่างที่มุ่งหวัง
คำตอบคือ เพราะมนุษย์ไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างเป็นอิสระ หรือล่องลอยจากเงื่อนไขข้อจำกัดทั้งปวง มนุษย์ทุกคนล้วนใช้ชีวิตอยู่ใน ‘ระบบ’ อย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งหากใคร่ครวญกันอย่างถ่องแท้ย่อมพบว่า เราแต่ละคนอยู่ภายใต้ระบบอันสลับซับซ้อนอย่างเหลือเชื่อ กระทั่งมิอาจสางเส้นใยที่พันยุ่งเหยิงออกมาได้หมดในบทความชิ้นนี้
แต่เราลองมาทำความเข้าใจกันดูเล่นๆ เป็นตัวอย่างก็ได้ว่า เราแต่ละคนใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ระบบแบบใดบ้าง เช่น ระบบครอบครัว ซึ่งอาจอยู่ภายใต้ค่านิยมแบบไทย แบบจีน แบบขงจื๊อ ภายใต้ศาสนาที่พ่อแม่นับถือ ศาสนาที่คนส่วนใหญ่ในประเทศนับถือ ภายใต้ธรรมเนียมประเพณี ภายใต้ความเชื่อหรืออุดมการณ์หลักของสังคม ภายใต้ระบบการศึกษา ภายใต้วัฒนธรรมที่ถูกสร้างจากสิ่งแวดล้อมและสื่อหลัก ภายใต้ระบบการเมืองการปกครอง ระบบบริษัท ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ระบบบริโภคที่ให้ความสำคัญกับความใหม่ความฮิต ระบบธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระบบจักรวาลที่หมุนไปด้วยการเคลื่อนที่ของดวงดาวดารดาษ ฯลฯ อีกมากมายเต็มไปหมด
กระทั่งระบบจุลินทรีย์ในช่องท้องที่เรามองไม่เห็นก็กระทบกับชีวิตของเรา
มองแบบนี้แล้ว เรายังคิดว่า ‘ชีวิต’ เป็นของเราอยู่จริงไหม?
2
เมื่อขยายขอบเขตการมองตัวเองออกไป โดยมองเห็นระบบที่ครอบชีวิตของเราอยู่ ย่อมเห็นว่าการที่เราจะมีชีวิตอยู่ในระบบเหล่านี้เพื่อให้ได้ในสิ่งที่มุ่งหวังนั้นจำเป็นต้องวางแผน เราไม่สามารถใช้ชีวิตไปวันๆ หรือตอบสนองไปตามสถานการณ์แล้วคาดหวังว่าชีวิตจะเป็นไปดั่งใจ ยิ่งใครสักคนมองเห็น ‘โครงสร้าง’ ที่ครอบคลุมชีวิตตัวเองไว้ชัดว่า ใครและสิ่งใดมีอิทธิพลต่อชีวิตตนบ้างก็ยิ่งสามารถสร้าง ‘กลยุทธ์’ ในการพาตัวไปสู่เป้าหมายได้ดีขึ้น
เราจะลองมามองชีวิตในเชิงระบบและคิดกับมันเชิงกลยุทธ์กันดูสักตั้ง
เซท โกดิน ปรมาจารย์ด้านกลยุทธ์และการตลาดเขียนถึงวิธีคิดเชิงกลยุทธ์เอาไว้อย่างละเอียดในหนังสือ This is Strategy ว่าเราสามารถเริ่มต้นได้จากคำถามหลักๆ สามคำถาม ได้แก่
เราจะเติบโตไปเป็นใคร
เราจะช่วยเหลือใคร
คนเหล่านั้นจะส่งต่อความช่วยเหลือให้ใครต่อไป
นี่คือกลยุทธ์
มันคือการพยายามเลือกว่าเราควรทำอะไรวันนี้เพื่อให้พรุ่งนี้ดีขึ้น คือการคิดถึงชีวิตแบบ ‘เกมยาว’ โดยมุ่งหน้าไปสู่สิ่งที่ดีกว่าในอนาคต

3
การคิดเชิงกลยุทธ์เกี่ยวข้องกับความเข้าใจสี่สิ่งคือ เวลา เกม ความเข้าใจผู้อื่น และระบบ
เวลา-คือเข้าใจว่าเกมยาวนี้ต้องการเวลาในการก่อตัว เติบโต และสร้างความเปลี่ยนแปลง เมื่อมองชีวิตเป็นสิ่งที่อยู่ในระบบ เราย่อมวางแผนโดยมีเวลาเป็นองค์ประกอบ จะหวังให้สำเร็จในเร็ววันอาจไม่สมเหตุสมผล
เกม-คือเข้าใจว่าในระบบนี้มีผู้เล่นหลายคน ซึ่งกำลังซัดกันนัว ในทุกระบบที่เราลงไปเล่นจะมีผู้เล่นอื่นอยู่ด้วย หากมองไม่เห็นผู้เล่นทั้งหมด โอกาสเพลี่ยงพล้ำย่อมมีสูง จึงมิอาจมองแค่ตนเอง แต่ต้องมองไปทั้งสนามเพื่อวางแผนที่ดีที่สุดต่อตัวเรา
ความเข้าใจผู้อื่น-คือเข้าใจว่าไม่มีใครมองโลกแบบเดียวกับเรา ต้องอาศัยการอ่านคน เข้าใจอารมณ์ความรู้สึก ความกลัว ความกังวล ความปรารถนาเบื้องลึกของคนอื่น แล้วจัดการ ออกแบบ สื่อสาร เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามที่เราต้องการ บ่อยครั้งที่คนเก่งพลาดเรื่องนี้ คือมีความสามารถ วางแผนชัด เข้าใจเกม แต่ไม่เข้าใจคน
ระบบ-คือเข้าใจว่าเมื่อเราเริ่มทำอะไรสักอย่างกับคนอื่น ระบบจะก่อตัวขึ้นเสมอ มันคือเครือข่ายความสัมพันธ์อันซับซ้อน ถ้าเรามองเห็นรูปแบบของระบบได้ย่อมเข้าใจว่าจะไปปรับแก้ตรงไหนให้ระบบดำเนินไปเพื่อมอบผลลัพธ์ที่เราต้องการออกมา หากไม่เคยมองระบบเลย เราอาจเสียเวลากับการแก้ไขในรายละเอียดซึ่งไม่นำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงในภาพใหญ่
ฉะนั้น หากต้องการคิดเชิงกลยุทธ์ หรือ ‘เล่นกับระบบ’ เรา-ในฐานะมนุษย์ตัวเล็กๆ คนหนึ่งจำเป็นต้องมองเห็นสี่องค์ประกอบนี้อยู่เสมอ
4
เมื่อระบบเกิดจากคน การทำความเข้าใจมนุษย์คนอื่นจึงเป็นเรื่องสำคัญ แม้มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่เข้าใจยากแสนยาก แต่อย่างน้อยหากเราสามารถจับหลักได้ว่ามนุษย์มีความต้องการพื้นฐานอะไรบ้าง อาจทำให้เราเริ่มต้นทำงานร่วมกับมนุษย์อื่นได้ดีขึ้น นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงระบบ (ซึ่งยิ่งยากเข้าไปอีก) ก็เป็นไปได้
เซท โกดิน อธิบายว่านอกเหนือไปจากปัจจัยสี่แล้ว คนส่วนใหญ่มีความต้องการพื้นฐานอีกสามอย่างที่ขัดแย้งกัน คือ
– ความเป็นส่วนหนึ่งของสังคม
– สถานะทางสังคม
– อิสรภาพจากความกลัว
สามสิ่งนี้ขัดแย้งกันอย่างไร
เราต้องการเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม ซึ่งจะเป็นเช่นนั้นได้ก็ต้องทำตัวสอดคล้องคล้ายคลึงกับกลุ่ม แต่ถ้าต้องการสถานะทางสังคม นั่นหมายความว่าเรากำลังเปรียบเทียบกับคนอื่น เพราะมันคือความรู้สึกเหนือกว่า สูงกว่า เก่งกว่า ซึ่งทำให้เราดีดตัวออกจากกลุ่ม เวลาเปรียบเทียบย่อมสร้างความกลัวกังวลว่าเราเจ๋งพอหรือยัง ซึ่งก็ขัดแย้งกับความต้องการที่สามคืออยากเป็นอิสระจากความกลัวกังวล-สามความต้องการนี้ปะทะและต่อรองกันตลอดในใจคน
หากเราต้องการวางกลยุทธ์เพื่อแก้ไขระบบ ต้องเข้าใจเบื้องหลังว่าทำไมบางคนจึงตัดสินใจเช่นนั้น โดยมองไปที่ความต้องการเบื้องลึกของเขาว่ามันเกิดจากแรงขับด้านไหน โดยมากมักไม่หลุดไปจากสามสิ่งนี้ เมื่อเข้าใจเรื่องนี้เราก็จะเข้าใจคนอื่น อีกทั้งสามารถจูงใจหรือโน้มน้าวให้เขาลงมือทำในสิ่งที่เราต้องการ โดยตอบสนองความต้องการเบื้องลึกให้กับเขา
เช่นนี้แล้ว เราย่อมมิใช่ผู้ที่เข้าไปอยู่ในระบบนั้นแบบสุ่มสี่สุ่มห้า แต่เข้าไปโดยอ่านเกม เห็นผู้เล่น มองระบบในภาพรวม แล้วใช้เวลาในการสร้างระบบใหม่ ปรับเปลี่ยนให้ระบบเป็นไปตามที่คาดคิดมากขึ้น กระทั่งระบบนั้นมอบผลลัพธ์ในแบบที่เราคาดหวังในที่สุด
จึงมิใช่เรื่องแปลกที่บุคคลยิ่งใหญ่ทั้งหลายมีพื้นฐานของความเข้าใจในมนุษย์ยิ่งยวด
5
สิ่งหนึ่งที่เซท โกดิน พูดถึงคือ ความจริงเกี่ยวกับ ‘เกม’ ซึ่งเกิดจากระบบ นั่นคือ แม้เราไม่สนุกกับเกมนี้ เกมมันก็จะดำเนินไปอยู่ดี แต่ถ้าเราปรับมุมมอง ยอมเล่นเกมนี้ให้เต็มที่ เราจะปรับเปลี่ยนไปสู่การพยายามอ่านเกม เมื่ออ่านเกมออก เราจะเล่นได้ดีขึ้น และค่อยๆ เข้าใจว่า วิธีชนะที่ดีที่สุดคือการช่วยให้คนอื่นสำเร็จด้วย บางเกมก็ไม่มีใครเป็นฝ่ายชนะอย่างชัดเจน แต่ระหว่างเล่นเกมนี้เราต้องมองตัวเองเป็น ‘นักเดินทางข้ามกาลเวลา’ ด้วย คือมองว่าการกระทำในวันนี้เป็นไปเพื่ออนาคต ยังไม่ชนะวันนี้แต่อาจหวังผลที่ดีได้ในวันหน้า
อ่านมาถึงตรงนี้ ผมคิดว่า เราเริ่มมองเห็นว่าระหว่างมีชีวิตอยู่ ถ้ารู้สึกไม่ชอบชีวิตตัวเอง นอกจากหันมองชีวิตส่วนตัวทั้งหมดแล้ว เราอาจได้คำตอบว่ามีสิ่งที่ใหญ่ไปกว่าตัวเองทำให้เรารู้สึกไม่ดีอยู่เช่นกัน เช่น บรรยากาศในครอบครัว ระบบในองค์กร สภาพการเมืองในสังคม ระบบเศรษฐกิจที่รีดนาทาเร้น หรือสิ่งแวดล้อมที่ทำให้หายใจไม่ออก ฯลฯ ฉะนั้นการที่เราจะกลับมารักชีวิตตัวเองได้อีกครั้ง ลำพังแค่แก้ไขในเรื่องส่วนตัวอาจไม่เพียงพอ เราอาจต้องเริ่มขยับเพื่อวางกลยุทธ์ในการแก้ไขเชิงระบบด้วย ซึ่งมันเป็นเกมยาวที่ใช้เวลาและความอดทนอย่างยิ่ง แต่เมื่อมีมุมมองนี้ เราจะพลิกความรู้สึกที่เคยมองว่าตัวเองเป็นเพียงฟันเฟืองในระบบหรือเป็น ‘เหยื่อ’ ของสถานการณ์ ไปเป็น ‘ผู้สร้างความเปลี่ยนแปลง’ แม้เล็กน้อย แต่สำคัญ
เราจะเริ่มรู้สึกถึงคุณค่าในตัวเอง รู้สึกว่าชีวิตมีความหมาย คิดกับเรื่องต่างๆ มากขึ้น ทำความเข้าใจเกม เข้าใจผู้เล่น เข้าใจระบบมากขึ้น และใช้เวลาทุกนาที ทุกวัน อย่างมีเป้าหมายเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญกับชีวิตของตัวเองและคนรอบข้างมากขึ้น-ซึ่งสำหรับผม มันคือชีวิตที่มีความหมายและเปี่ยมชีวิตชีวา
6
การเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงระบบก็มีกลยุทธ์เช่นกัน
การพลิกเกมไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ถ้ามองว่าเราค่อยๆ ‘ตะแคงกระดาน’ ของเกมนี้ให้ทิศทางเดิมเปลี่ยนไป อาจไม่ยากเกินความสามารถ เราแค่ต้องการเป้าหมายที่ชัดเจน แล้วรวมสมัครพรรคพวกมาร่วมกันสร้างสรรค์ ‘เกมใหม่’ ไปพร้อมกัน หาผู้เล่นที่คิดเห็นคล้ายกัน ตอบสนองความต้องการพื้นฐานของเขาให้ได้ ไม่ต้องเยอะ แต่ขอให้เป็นคนที่ไว้ใจกัน เคารพกัน และต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลงจริงๆ
โฟกัสที่กลุ่มเล็กแต่เข้มข้น (เป็นตัวจริง) แล้วอิทธิพลของคนกลุ่มนี้จะขยายออกไปเอง
เมื่อเราต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลงอาจมองเห็นคนสี่กลุ่มเกิดขึ้นคือ ผู้นำกระแส ผู้ปรับตัว ผู้หวาดกลัว และผู้ปฏิเสธ
ผู้นำกระแสคือคนที่ตื่นเต้นกับความคิดใหม่ สิ่งใหม่ นวัตกรรม เขาจะกระโจนลงมาเป็นกลุ่มแรก ถ้าชอบเขาจะนำไปบอกต่อในวงกว้าง จากนั้นกลุ่มที่ปรับตัวง่ายก็จะนำไปทดลอง กลุ่มนี้ไม่เฟี้ยวฟ้าวเท่ากลุ่มแรก แต่ก็เปิดกว้าง ชอบทดลอง เราต้องทำงานกับคนสองกลุ่มนี้อย่างหนักในช่วงแรก แม้สองกลุ่มนี้มีอยู่ไม่เยอะแต่สำคัญ เพราะเป็นกลุ่มคนที่ไม่ปิดประตูใส่ความคิดใหม่ของเรา จากนั้นถ้าความคิดเริ่มแพร่กระจายไปจะไปสู่กลุ่มที่สามคือ mass ซึ่งมีปริมาณมากที่สุด เขาอาจเคยกังวลว่าความเปลี่ยนแปลงนั้นเสี่ยง ฟังแล้วไม่เข้าใจ กลัวเดือดร้อน เลือกอยู่ในระบบเดิมๆ เพราะชินทั้งที่อาจไม่ชอบ แต่เมื่อมีมวลวิกฤต ปริมาณคนยอมรับความคิดใหม่มากพอ กลุ่มมวลชนใหญ่นี้จะค่อยๆ เปิดรับและกลายเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบในที่สุด
สังเกตว่า ผมไม่ได้พูดถึงคนกลุ่มที่สี่เลย คือกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับเราตั้งแต่ต้น คนกลุ่มนี้ยังไงก็ไม่เปลี่ยนความคิดตัวเองง่ายๆ เขาอาจเกลียดความคิดของเรา มองโลกเป็นคนละขั้ว ถ้าไปทุ่มเทพลังเพื่อโน้มน้าวเขา เราอาจหมดแรงไปก่อน ซึ่งเป็นการเสียพลังงานไปกับสิ่งยากที่แทบไม่มีโอกาสทำสำเร็จ เคล็ดลับคือทิ้งคนกลุ่มที่ไม่เชื่อและไม่ชอบเราไปก่อน ไปโฟกัสกลุ่มที่เปิดใจและชอบลองสิ่งใหม่ เขาจะกลายเป็นกลุ่มบุกเบิกที่ช่วยเราสร้างกระแสความเปลี่ยนแปลงได้
แน่นอนว่า ระหว่างดำเนินการเปลี่ยนแปลงระบบย่อมมีกระแสต่อต้าน เพราะระบบเดิมนั้นคงรูปมาเนิ่นนาน มันย่อมก่อประโยชน์แก่คนจำนวนไม่น้อย และอีกมากก็คุ้นชินกับมัน ไม่อยากเปลี่ยนแปลง จึงต้องไม่ลืมตัวแปรสำคัญคือ ‘เวลา’ และพยายามอ่านเกม อ่านคน อ่านระบบที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
มองชีวิตเช่นนี้แล้วย่อมเห็นว่า มนุษย์มิใช่สิ่งอิสระ หากอยู่ภายใต้ระบบเสมอ กระนั้นเขาก็มิใช่เหยื่อที่ต้องไหลไปตามระบบ แต่เขาเป็นผู้ที่มีผลต่อระบบที่ตนเองอยู่เช่นกัน หนึ่งการขยับของมนุษย์คนหนึ่งมีผลต่อระบบนั้นๆ ตลอดเวลา
การขยับโดยตระหนักถึงความจริงข้อนี้ ย่อมทำให้เราไม่ขยับโดยอัตโนมัติตามที่ระบบบัญชาเราให้ทำเช่นนั้น
และใช่ เรานี่เองที่จะบัญชาระบบกลับไปบ้าง
