เจาะข่าวเด่นแวดวงยานยนต์ไทย 2025 สิ้นสุดมาตรการ EV 3.0-แห่ซื้อทิ้งทวน
ยานยนต์ สุดสัปดาห์ | สันติ จิรพรพนิต
“ยานยนต์ สุดสัปดาห์” ฉบับส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 2025/2026 ตามธรรมเนียมต้องคัดสรรข่าวเด่นๆ ในแวดวงยานยนต์ไทยรอบปี 2025 ที่น่าสนใจมานำเสนอ
อันที่จริงมีอยู่หลากหลายข่าว ซึ่งจัดอันดับไว้ประมาณหนึ่ง
กระทั่งช่วงหาข้อมูลพบประเด็นที่น่าสนใจ และน่าจะเป็นข่าวที่เด่นที่สุดของปี ทั้งมีผลกระทบมากที่สุดก็ว่าได้
นั่นคือ การปิดฉากอย่างเป็นทางการของมาตรการ “EV 3.0” และเข้าสู่โหมดมาตรการ “EV 3.5”
เพราะผลกระทบถือว่าแรงทีเดียว ทั้งการลดราคาแบบทิ้งทวน การสร้างยอดขายได้อย่างสุดสุดของบรรดาค่ายรถ EV
ครั้นจะนำไปรวมกับข่าวเด่นอื่นๆ ในรอบปี ออกจะน่าเสียดายอยู่ ที่สำคัญไม่สามารถลงรายละเอียดได้มากพอ จึงแยกออกมาเป็นเรื่องใหญ่เลยดีกว่า

จุดเริ่มของมาตรการ “EV3.0” มาจากกระแสความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าที่พุ่งสูงขึ้นทั่วโลก จากราคาน้ำมันที่แพงระยับ ส่วนหนึ่งจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน
อีกส่วนไม่พ้นกระแสรักษ์โลก โดยเฉพาะจากฟากยุโรป ที่ถึงขั้นออกแผนในอนาคตจะห้ามผลิตรถยนต์สันดาปภายใน หรือ ICE หรือเครื่องยนต์เบนซิน-ดีเซล ที่เราคุ้นเคยมาหลายสิบปี
ส่วนในไทยได้แรงบวกจากมาตรการรถยนต์อีโคคาร์สิ้นสุดลง ทำให้ผู้บริหารประเทศในขณะนั้นมองว่ารถยนต์ EV เป็นอุตสาหกรรมใหม่ที่น่าสนใจ
ประเทศไทยจึงเปิดตัวมาตรการส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้า วัตถุประสงค์หลักเพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในประเทศและสร้างแรงจูงใจให้ผู้ผลิตเข้ามาลงทุนในประเทศไทย
ทั้งตั้งเป้าให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
มาตรการระยะแรกดำเนินการตั้งแต่ปี 2565-2566 ปัจจัยสำคัญ อาทิ ให้เงินอุดหนุนแบ่งตามขนาดแบตเตอรี่ สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท
รถที่มีแบตเตอรี่ขนาดต่ำกว่า 30 kWh ได้รับเงินอุดหนุน 70,000 บาทต่อคัน
รถที่มีแบตเตอรี่ขนาดตั้งแต่ 30 kWh ขึ้นไป ได้รับเงินอุดหนุน 150,000 บาทต่อคัน
นอกจากนี้ ได้สิทธิ์ด้านภาษี ลดอัตราภาษีสรรพสามิตจาก 8% เหลือ 2%
ขณะเดียวกัน ค่ายรถที่นำเข้ามาเพื่อรับสิทธิ์ดังกล่าว ต้องผลิตชดเชยปี 2567 สัดส่วน 1 : 1 (นำเข้า 1 คัน ต้องผลิตในประเทศ 1 คัน) และปี 2568 อัตราส่วน 1 : 1.5 คัน

ด้วยแรงหนุนจากมาตรการ ทำให้บรรดาค่ายรถจากจีนแห่เข้ามาทำตลาดในไทยอย่างคึกคัก นำโดย BYD ที่ได้พันธมิตรยักษ์ใหญ่ “เรเว่”
ขณะเดียวกันค่ายรถ MG ที่ทำตลาดในไทยมาก่อนก็กระโดดเข้าร่วมวงด้วย
จากนั้นค่ายรถน้อยใหญ่จากจีนที่เข้าข่ายได้รับสิทธิ์ พากันเฮโลเข้ามาทำตลาดอย่างคึกคัก พร้อมนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามา
เบื้องต้นมีเข้าร่วมโครงการ 14 บริษัท เฉพาะปี 2567 นำเข้ารวมทั้งหมด 185,029 คัน
ขณะเดียวกันด้วยราคาน้ำมันที่แพงขึ้นอย่างมีนัย บวกกับคนรุ่นใหม่มีแนวคิดไม่ยึดติดกับแบรนด์ จำนวนไม่น้อยจึงเลือกซื้อรถจากจีน
ยอดขายแต่ละปีจึงทะยานขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปี 2567 มียอดจดทะเบียนเฉพาะรถยนต์ 70,589 คัน
ถัดมายอด 10 เดือนปี 2568 เติบโตขึ้นเป็น 116,608 คัน
แม้ดูตัวเลขเหมือนไปได้สวย แต่ด้วยยอดการนำเข้าที่เกินความต้องการ บวกด้วยการแข่งขันที่สูงอย่างมาก
คนไทยจึงเห็นการลดราคาแบบสุดจัด จากค่ายรถยนต์ EV ตั้งแต่หลักหมื่นจนถึงหลายแสนบาท
ทว่า ด้วยปัจจัยด้านเศรษฐกิจ ทำให้ประมาณการยอดขายที่เคยวาง ไม่สามารถทะยานไปถึง

ขณะเดียวกันประเทศไทยเข้าสู่มาตรการ EV 3.5 ซึ่งเงื่อนไขและสิทธิ์ลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับ EV 3.0 อาทิ รถยนต์ไฟฟ้าราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท รถที่มีแบตเตอรี่ตั้งแต่ 50 kWh ขึ้นไปได้รับเงินอุดหนุนลดหลั่นตามปี เช่น ปีแรก 100,000 บาทต่อคัน ปีที่ 2 เหลือ 75,000 บาทต่อคัน ปีที่ 3-4 ได้อุดหนุน 50,000 บาทต่อคัน
รถที่มีแบตเตอรี่ต่ำกว่า 50 kWh ปีที่ 1 อุดหนุน 50,000 บาทต่อคัน ปีที่ 2 เหลือ 35,000 บาทต่อคัน และปีที่ 3-4 อุดหนุน 25,000 บาทต่อคัน
รวมถึงภาษีต้องจ่ายเพิ่มขึ้น
แต่ก็ขยายสิทธิประโยชน์ให้รถที่ราคาขายไม่เกิน 7 ล้านบาท ลดภาษีสรรพสามิตเหลือ 2% ฯลฯ
แต่เพราะยอดนำเข้าสูงกว่ายอดขายอย่างมาก บวกกับเงื่อนไขการผลิตชดเชย ทำให้บรรดาค่ายรถเริ่มมีปัญหา
นอกจากนี้ มาตรการEV ยังมีปัญหาตามมา อาทิ รัฐบาลค้างจ่ายเงินอุดหนุนหลายหมื่นคัน
ปัญหาการผลิตชดเชยล้นสต๊อก
กรมสรรพสามิตประมาณการว่ามีการนำเข้ารถ EV รวมทั้งหมด 185,029 คัน ซึ่งจะต้องผลิตชดเชยในช่วงแรก

แต่เพราะภาพรวมเศรษฐกิจทั้งไทยและต่างประเทศไม่สวยหรู ทำให้ค่ายรถผลิตไม่ทันตามเงื่อนไข
อีกทั้งหากผลิตได้ก็ไม่รู้จะขายกันอย่างไร เนื่องจากยอดขายรถยนต์บ้านเราจากที่เคยทะลุ 1 ล้านคันต่อปี ลดลงเรื่อยๆ จนคาดว่าปี 2568 จะมียอดขายราวๆ 6 แสนคันเศษ
ซึ่งตามเงื่อนไขค่ายรถต้องผลิตรถชดเชยในปี 2568 สูงถึงกว่า 4.6 แสนคัน
แต่จากตัวเลขคาดว่าปี 2568 รถยนต์ EV ยอดขายอยู่ราวๆ 1.2 แสนคัน
ในที่สุดช่วงปลายปี 2568 บอร์ด EV ตัดสินใจปรับเกณฑ์เงื่อนไขให้ยืดหยุ่นมากขึ้น
หลักๆ เช่น ขยายเวลาจดทะเบียนมาตรการ EV 3.0 ให้จำหน่ายได้ถึง 31 ธันวาคม 2568 และจดทะเบียนได้ถึง 31 มกราคม 2569
การส่งออกนับเป็นการผลิตชดเชยรถ EV ได้ 1.5 เท่า
ผู้ได้รับสิทธิ์ EV 3.0 สามารถขยายการผลิตชดเชยไปอยู่ภายใต้มาตรการ EV 3.5 ได้ เป็นต้น
จึงยิ่งเมื่อเข้าช่วงท้ายปี 2568 ใกล้เส้นตายมาตรการ EV3.0 การอัดแคมเปญจึงใส่กันไม่ยั้ง เพราะค่ายรถต้องการกระแสเงินสด และระบายสต๊อก
ขณะที่ผู้บริโภคต้องรีบตัดสินใจ เพราะหากไม่ซื้อช่วงนี้ ปี 2569 รถหลายรุ่นราคาปรับขึ้นแน่ เนื่องจากเงินอุดหนุน และมาตรการด้านภาษีลดลง
เห็นได้จากงานมอเตอร์ เอ็กซ์โป 2025 ช่วงต้นเดือนธันวาคม มียอดจองทะลักทลาย 81,147 คัน เป็นรถยนต์สูงถึง 75,246 คัน ทุบสถิติสูงสุด
ทั้งยังมีอีกปรากฏการณ์ นั่นคือ รถแบรนด์จีนตบเท้าติด “ท็อปเท็น” ยอดจองสูงสุด มากถึง 7 ค่าย
และนี่คือเรื่องราวที่เด่นที่สุด ในแวดวงยานยนต์ปี 2025
