พื้นที่ระหว่างบรรทัด | ชาตรี ประกิตนนทการ
เกมตำแหน่งวิชาการ (3)
เท่าที่เคยมีโอกาสพูดคุยกับผู้ที่เห็นด้วยและผู้เคยมีส่วนในการออกแบบเกมตำแหน่งวิชาการมาบ้าง
หลายท่านมองว่าระบบประเมินที่เป็นอยู่แม้ยังเต็มไปด้วยข้อผิดพลาด แต่ก็ไม่ใหญ่โต เดี๋ยวระบบก็จะค่อยๆ หาทางแก้ไปเอง ประกาศที่ออกมาอัพเดตเกณฑ์อยู่เรื่อยๆ คือหลักฐานยืนยันของความพยายามที่จะแก้ไขปัญหาที่ผ่านมา
พวกเขาต่างมองว่า ข้อดีของระบบนี้มีมากกว่าข้อเสีย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
หนึ่ง เป็นการสร้างระบบที่เข้าไปกระตุ้น ควบคุม และจัดการอาจารย์ที่ไม่ยอมพัฒนาตนเอง
และสอง เป็นระบบที่ทำให้มหาวิทยาลัยไทยสามารถยกระดับ ranking ตนเองให้สูงขึ้นตามตัวชี้วัดระดับสากลจนสักวันหนึ่งจะกลายเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำในระดับนานาชาติได้
ขอเว้นไม่กล่าวถึงประเด็นที่สอง เพราะเป็นเรื่องใหญ่มากที่ควรต้องเขียนแยกออกไปต่างหาก ในที่นี้จะขอพูดเฉพาะประเด็นแรกเท่านั้น
ผมอยากเรียกร้องให้มีงานวิจัยแนวทางการกำหนดตำแหน่งวิชาการที่ภาครัฐทำมาในรอบเกือบ 20 ปี กับผลสัมฤทธิ์ในการแก้ไขปัญหาอาจารย์ deadwood อย่างเป็นระบบโดยไม่เข้าใครออกใคร เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงในประเด็นนี้
ผมมีสมมุติฐาน (จากการสังเกตในรอบหลายปีที่ผ่านมาและจากการพูดคุยประเด็นนี้กับเพื่อนอาจารย์หลากหลายมหาวิทยาลัย) ว่า ระบบที่เป็นอยู่ไม่น่าจะแก้ปัญหานี้ได้มากนัก เพราะมีอาจารย์ประเภท deadwood เป็นจำนวนไม่น้อยที่แม้จะทำวิจัยไม่เก่งแต่เชี่ยวชาญเกมตำแหน่งวิชาการมากจนสามารถหลบเลี่ยงระบบได้อย่างสบาย แต่ตัวระบบนี้กลับทำลายอาจารย์รุ่นใหม่เป็นจำนวนมากที่อยากทำงานวิชาการอย่างจริงจังแทน
อีกทั้งตัวระบบแบบนี้แหละที่สร้าง deadwood ขึ้นมาเองโดยไม่ตั้งใจ บีบคนที่อยากทำงานวิชาการเป็นจำนวนมากให้ท้อแท้หมดไฟ เพราะทนความไร้เหตุผลของตัวชี้วัดไม่ไหว ในขณะที่คนซึ่งเลือกจะอยู่รอด ต้องกลายร่างเป็น “นักเล่นเกม” แทน
การว่าจ้างทำวิจัย ขอฝากชื่อตนเองในบทความวิจัยของคนอื่น ไปจนถึงขั้นรุนแรงคือการใช้เงินซื้อให้ตนเองมีชื่อในบทความวิจัยระดับนานาชาติที่ตนเองไม่เคยทำ คือตัวอย่างของการเล่นเกมดังกล่าว ซึ่งกรณีนี้ก็ปรากฏเป็นข่าวอื้อฉาวมาแล้วในวงวิชาการไทยที่ผ่านมา ซึ่งคงไม่ต้องกล่าวถึงมากนักในที่นี้
และถ้าไม่มองแบบโลกสวยจนเกินไป ก็คงต้องยอมรับว่า ยังคงมีการกระทำแบบนี้อีกไม่น้อยอยู่ในระบบมหาวิทยาลัยไทยเพียงแต่ยังไม่ถูกจับได้เท่านั้น
อีกช่องทางที่อยากชี้ให้เห็นคือ เกมการหนีไปทำงานด้านบริหาร ซึ่งโครงสร้างมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ในปัจจุบัน บุคลากรที่เข้าไปทำงานบริหารจะถูกยกเว้นจากระบบประเมินผลงานในด้านวิชาการ ทั้งในช่วงระยะเวลาที่ทำหน้าที่บริหารและยาวไปจนภายหลังการออกจากตำแหน่งด้วย แต่จะยาวนานแค่ไหนขึ้นอยู่กับระเบียบของแต่ละมหาวิทยาลัย
ภายใต้ความเข้มงวดของการประเมินที่มากขึ้นเรื่อยๆ การทำงานบริหารเริ่มกลายเป็นช่องทางเล่นเกมตำแหน่งวิชาการมากขึ้น ไม่ใช่เล่นเพื่อหาทางลัดในการได้ตำแหน่งวิชาการ แต่เล่นเพื่อหลบหนีการตรวจสอบจากช่องว่างของการดำรงตำแหน่งบริหารซึ่งในอดีตหาคนมาทำไม่ง่ายนักเพราะเรียกร้องความเสียสละมาก แต่ปัจจุบันและในอนาคตอาจไม่ใช่การเสียสละอีกต่อไป
ขอทำความเข้าใจก่อนว่า ผมไม่ได้กำลังจะกล่าวหาแบบเหมารวมคนที่มาทำงานด้านบริหารนะ ส่วนใหญ่ที่พบเจอด้วยตนเอง ณ ปัจจุบันล้วนยังคงทำงานเหล่านี้ด้วยความเสียสละทั้งสิ้น แต่จากการพูดคุยกับเพื่อนอาจารย์บางมหาวิทยาลัยเริ่มเห็นตรงกันว่า ช่องว่างนี้กำลังค่อยๆ กลายเป็นพื้นที่สำหรับเล่นเกมมากขึ้น
และหากระบบประเมินตำแหน่งวิชาการยังคงสนใจแต่ตัวชี้วัดเชิงปริมาณมากจนเกินพอดีในแบบที่เป็นอยู่ อีกไม่ช้าพื้นที่ตำแหน่งบริหารจะค่อยๆ กลายมาเป็นหมากในการหลบหนีเกมตำแหน่งวิชาการมากขึ้นอย่างแน่นอน ซึ่งนอกจากจะไม่ต้องถูกประเมินแล้ว ยังได้เงินประจำตำแหน่งอีกด้วย
ผมเข้าใจดีว่า การดำรงตำแหน่งบริหารทุกระดับมีความยากและความเครียดไม่น้อยกว่าการทำงานวิชาการ (ผมเองก็เคยผ่านมาแล้ว แม้ในระดับไม่สูงมาก) และปัจจุบันคนทำงานบริหารก็มีระบบประเมินและตัวชี้วัดเชิงปริมาณคอยควบคุมอยู่ไม่น้อยเช่นกัน
แต่ก็ต้องยอมรับว่า ระบบประเมินยังไม่เข้มข้นและเต็มไปด้วยเกณฑ์แปลกๆ ยิบย่อยเท่ากับเส้นทางตำแหน่งวิชาการ หรือต่อให้ทำงานล้มเหลวเลวร้ายจนถูกประเมินไม่ผ่าน อย่างมากก็ออกจากตำแหน่งบริหารแล้วกลับมาเป็นอาจารย์เหมือนเดิม แม้อาจเสียชื่อและเสียหน้าไปบ้างแต่ไม่ได้ซีเรียสคอขาดบาดตายชนิดถูกยกเลิกสัญญาตามแบบที่อาจารย์ทั่วไปถูกประเมินแต่อย่างใด
ซึ่งที่ผ่านมา ส่วนตัวยังไม่เคยเห็นผู้บริหารท่านไหนโดนจนถึงขั้นนี้เลย แต่ผมเคยเห็นอาจารย์หลายมหาวิทยาลัยที่โดนยกเลิกสัญญาเพราะไม่ผ่านเกณฑ์ประเมินทางวิชาการมาแล้วมากมาย
ความน่ากังวลคือ เรากำลังเดินไปสู่เส้นทางที่อาจทำให้ตำแหน่งบริหารมหาวิทยาลัยกลายเป็นช่องทางรวมผู้ที่อยากหนีเกมตำแหน่งวิชาการ แทนที่จะเป็นพื้นที่รวมของคนเก่งในการบริหารและพัฒนามหาวิทยาลัยหรือไม่
ที่ผ่านมาตำแหน่งบริหารมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะระดับสูงๆ ของหลายแห่งเริ่มถูกวิพากษ์วิจารณ์มากขึ้นในแง่ของการเป็นที่รวมเครือข่ายการเมืองระดับมหาวิทยาลัย เป็นพื้นที่ของพวกพ้อง ตลอดจนการสืบทอดอำนาจ ซึ่งก็เป็นปัญหาใหญ่มากพออยู่แล้ว (ดูตัวอย่างเช่น บทความ “ธรรมนูญมหาวิทยาลัย” และ “Dark University” โดย สุรชาติ บำรุงสุข ใน มติชนสุดสัปดาห์)
ดังนั้น ผมจึงไม่อยากเห็นพื้นที่งานบริหารถูกขยายปัญหาให้มากขึ้น โดยเฉพาะตำแหน่งบริหารระดับล่างๆ ด้วยการกลายเป็นสนามของการเล่นเกม (หลบหนี) ตำแหน่งวิชาการ ซึ่งแนวโน้มนี้มีอยู่จริง แม้อาจจะยังไม่มากนักก็ตาม
หากปล่อยให้เป็นเช่นนั้น เกมตำแหน่งวิชาการจะไม่เพียงทำลายคุณภาพงานวิจัย แต่ยังทำลายคุณภาพของงานบริหารด้วย
ขอเตือนก่อน หากผู้มีอำนาจในการออกแบบระบบประเมินได้อ่านมาจนถึงตรงนี้และเกิดคล้อยตามปัญหาที่ผมเสนอ ขอความกรุณาอย่าแก้ปัญหาด้วยการสร้างปัญหาใหม่แทน เช่น กำหนดว่าผู้บริหารจะต้องมีตำแหน่งทางวิชาการอย่างน้อยระดับนั้นระดับนี้ก่อนมาทำงานบริหาร เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ยังไม่สามารถมีตำแหน่งวิชาการเข้ามาหาประโยชน์ได้จากการทำงานบริหาร เป็นต้น
เพราะตำแหน่งบริหารเรียกร้องความสามารถอีกแบบ ทักษะอีกด้าน ซึ่งไม่เกี่ยวข้องเลยกับคนที่ทำวิจัยเก่งหรือมีตำแหน่งวิชาการสูง
ที่กล่าวมาคือตัวอย่างเพียงบางส่วนของการเล่นเกมตำแหน่งวิชาการ ที่สะท้อนให้เห็นว่า การสร้างระบบประเมินที่ทำให้ตัวชี้วัดเชิงปริมาณกลายเป็นเป้าหมายในตัวของมันเองโดยไม่สนใจคุณภาพที่แท้จริง ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาอะไร และไม่ช่วยพัฒนาวงการวิชาการแต่อย่างใด
การแก้ปัญหาที่แท้จริงควรย้อนกลับไปที่ต้นตอ คือ การปฏิรูปใหญ่ระบบการขอตำแหน่งวิชาการ
ประเด็นคือ เราจะปฏิรูปอย่างไร จะจบเกมนี้แบบไหน เราจะออกแบบระบบอย่างไรดีที่จะช่วยปลดปล่อยอาจารย์มหาวิทยาลัยจากการถูกบังคับให้เล่นเกมตัวชี้วัดที่ล้นเกินในปัจจุบัน สามารถหันกลับไปสอนหนังสือ บริการวิชาการ และทำวิจัย อย่างแท้จริง ขณะเดียวกันก็ต้องไม่สุดโต่งจนหันกลับไปหายุคที่ไม่มีเกณฑ์ประเมินใดๆ จนเป็นช่องว่างให้อาจารย์ deadwood ทั้งหลายสอนแบบเช้าชามเย็นชาม ไม่ยอมพัฒนาตนเอง ไม่ยอมทำงานวิจัยใดๆ ทั้งสิ้นจนเกษียณ
นี่คือคำถามใหญ่ที่ประชาคมวิชาการต้องเร่งหาคำตอบร่วมกัน
ผมเองยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนและน่าพอใจนะครับ แต่จากการติดตามประเด็นนี้มาพอสมควร ผมคิดว่ามีแนวคิดบางอย่างที่อยากจะโยนให้ประชาคมวิชาการร่วมคิดและถกเถียงร่วมกัน
แต่ก่อนจะไปถึงจุดนั้นได้ มี 2 เงื่อนไขที่จำเป็นต้องเกิดขึ้นก่อนเพื่อให้บรรยากาศของการปฏิรูปสามารถเกิดขึ้นได้จริง
หนึ่ง คณาจารย์และมหาวิทยาลัยในฐานะหน่วยงานต้นสังกัดซึ่งถือว่าเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องออกมาส่งเสียงให้มากขึ้น สร้างเครือข่ายร่วมกัน และเรียกร้องพื้นที่ในการมีส่วนร่วม ไม่ควรยอมให้ประเด็นนี้ตกอยู่ในมือของผู้มีอำนาจคอยกำหนดสั่งการแต่เพียงฝ่ายเดียวมากจนเกินไป
สอง ผู้มีอำนาจกำหนดเกมตำแหน่งวิชาการ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเปลี่ยนทัศนะอันเป็นรากฐานใหญ่ของการขอตำแหน่งวิชาการ จากการมองว่าการสร้างตัวชี้วัดเชิงปริมาณที่มากมาย ตลอดจนกฎระเบียบยิบย่อยแวดล้อมกระบวนการขอตำแหน่งวิชาการคือมาตรการพิสูจน์คุณภาพงานวิชาการที่แท้จริง
ต้องเริ่มต้นยอมรับร่วมกันก่อนว่า ทุกอย่างในโลกนี้เราไม่สามารถชั่ง ตวง วัด ในเชิงปริมาณได้ และในขณะเดียวกันสิ่งที่เราสามารถชั่ง ตวง วัด ได้อย่างเป็นรูปธรรมนั้น ก็ไม่จำเป็นเสมอไปที่จะต้องเป็นสิ่งที่มีคุณภาพ ซึ่งการพิสูจน์คุณภาพงานวิชาการ เป็นหนึ่งอย่างที่อยู่ในเงื่อนไขนี้
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
