หลังเลนส์ในดงลึก | ปริญญากร วรวรรณ
ท่ามกลางไอแดดระยิบระยับ หาดทรายริมลำห้วยขยายกว้าง ผมเดินออกจากด่าน ก้าวเท้าลงบนผืนทราย เพื่อจะข้ามลำห้วยไปอีกฝั่ง
ผมมองไปทางดงหญ้า ด้านขวามือ ห่างออกไปราว 20 เมตร เสือโคร่งตัวหนึ่ง เดินเลาะริมฝั่งตรงมาทางที่ผมอยู่
มันหยุดเดิน จ้องมองผมนิ่ง กว่าสองนาที ก่อนหันหลัง เดินลับเข้าไปในดงหญ้าทึบ มีกลิ่นเน่าของซากโชยมา ผมเดินไปตามกลิ่น เลยจากที่เสือยืนเมื่อสักครู่ ราวๆ 10 เมตร ซากกระทิงโตเต็มวัย นอนตะแคง เนื้อถูกกินไปแล้วกว่าครึ่งตัว กลิ่นเน่ารุนแรง
ผมจำความรู้สึกวันนั้นได้ดี ผมเห็นเสือโคร่งตัวหนึ่ง เห็นงานที่มันทำสำเร็จอีกครั้ง
ในฐานะซึ่งเป็น “มนุษย์” ผมไม่แน่ใจนักว่า เสือ ตัวนั้นจะ “เห็น” ผมไหม
เวลาส่วนใหญ่ของผมคืออยู่ในซุ้มบังไพร มองผ่านช่องเล็กๆ ไปที่ ความว่างเปล่าในโป่ง สภาพแสงยามสายสวยงาม ผมนึกเสมอว่าในสภาพแสงนี้ ถ้าเสือสักตัวเดินมาหมอบกินน้ำ มันจะเป็นภาพที่ดี
แต่มันไม่เกิดภาวะเช่นนั้นหรอก ในฐานะของนักล่า ในเวลานั้น เสือก็คงกำลังใช้ประสาทสัมผัสทั้งหมดที่มันมี เพื่อเฝ้ารอจังหวะในการทำงานของมันเช่นกัน
ที่ผมเห็นบ่อยๆ คือการล่าของหมาไน แม้ว่าในนาทีนั้นจะมีเสียงโหยหวนของเหยื่อ การล่าคล้ายจะโหดร้าย แต่ก่อนหน้านั้นมันคือความเงียบ ความอดทน และการรอคอย
การล่าในป่าไม่ใช่ภาพดุดันที่เห็นในสารคดีเท่านั้น ไม่ได้มีเพียงเสียงคำรามหรือเลือดที่สาดกระเซ็น มันมีช่วงเวลาก่อนหน้า และหลังจากนั้น
ในป่า การทำงานของสัตว์ผู้ล่า มีความล้มเหลวมากกว่าความสำเร็จ เสือ และนักล่าอื่นๆ ล่าเพราะเป็นงาน ไม่ได้ล่าเพราะความโกรธ อาจพูดได้ว่า
เสือไม่มีความฝันจะเป็นผู้ล่าที่ยิ่งใหญ่เหนือใคร มันล่าเพราะหน้าที่ ภายในหน้าที่มีความรับผิดชอบอยู่ในนั้น เมื่อการล่าจบลงมีชีวิตหนึ่งสิ้นสุด คือการเริ่มต้นงานเลี้ยง มีชีวิตมากมายเดินหน้าต่อได้ ทุกสิ่งเชื่อมโยงกันอยู่ ไม่มีผู้ร้ายหรือเหยื่อ
เวลาในป่ารวมทั้งบทเรียนต่างๆ ทำให้ผมเข้าใจ
ภาพการล่าไม่ได้ทิ้งความเศร้าหรือความสะใจ มีเพียงความจริงที่ผมยอมรับ
ว่าตามจริง เมื่อผมกลับเข้าเมือง ภาพของการล่าก็ยังวนเวียนอยู่
ไม่ใช่เสือ ไม่ใช่สัตว์ป่า แต่คือผู้คนที่เดินสวนกันไปมาในถนน
การแข่งขัน แย่งชิงโอกาส ชื่อเสียง อำนาจ หรือความสำเร็จ บางครั้งผมเข้าใจว่า นี่ย่อมเป็น การล่าแบบหนึ่ง แต่คนละความหมายกับการล่าในป่า
เพราะในเมืองการล่าไม่ได้เกิดเพียงเพราะหน้าที่ แต่เกิดจาก ความไม่พอ ความทะเยอทะยาน และความต้องการเหนือกว่าคนอื่น
ถึงวันนี้ภาพการล่าในเมืองมีมากกว่าที่ผมเคยเห็น มีการสู้รบ มีคนเจ็บ มีคนตาย ทุกหนแห่งมีร่องรอยของความสูญเสีย ความบอบช้ำ น้ำตา
เมื่อนึกถึงการล่า ผมคิดว่าในเมืองมีการล่ามากกว่าในป่า มีทุกวัน มีเหล่านักล่าที่ไม่เปิดเผยตัว ในที่ทำงานตั้งแต่โต๊ะประชุม คำพูดในโซเชียลมีเดีย ไปจนถึงรอยยิ้มที่ซ่อนมีดคมๆ ไว้ข้างใน คนสร้างสังคมที่ซับซ้อนขึ้น
ในป่า พวกนักล่า สอนบทเรียนว่า ความสำเร็จไม่จำเป็นต้องแลกกับความสูญเสียของใคร มีประโยคหนึ่งผมเขียนในงานหลายครั้ง
“ในป่า เมื่อเสือล่า มันอาจทำให้ชีวิตหนึ่งจบลง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นคือการเริ่มต้นใหม่ของอีกหลายชีวิต ส่วนในเมือง เมื่อการล่าจบลง บางครั้งเหลืออยู่เพียงโศกนาฏกรรม”

คนถามผมเสมอว่า การทำงานในป่าทำให้ผมได้บทเรียนอะไรบ้าง ผมคิดถึงคำถามนี้บ่อย แรกๆ ผมไม่มีคำตอบ จนกระทั่งเวลาผ่านไปนาน ผมเริ่มเห็นคำตอบรางๆ
มันไม่ใช่บทเรียนเรื่องความกล้าหาญ ความเป็น “ลูกผู้ชาย” ไม่ใช่บทเรียนเรื่องการเอาชีวิตรอดในป่า แต่เป็นบทเรียนเรื่องความซื่อสัตย์ ตรงไปตรงมา เสือไม่ฆ่าเกินพอ หมาไนไม่สะสม ส่วนเหยื่อเองก็รู้ที่จะไม่ยอมจำนน
ในป่า ไม่มีความสูญเสียใดไร้ความหมาย ทุกจุดจบคือการถ่ายโอนพลัง การหมุนกลับของชีวิต
แต่ในสังคมเมือง ระบบการแข่งขันไม่เคยหยุดหมุน ไม่มีผู้ใดชนะได้จริง
เพราะชัยชนะหนึ่งหมายถึงความพ่ายแพ้ของหลายคน
และสิ่งที่คนเรามักลืมคือ ความพ่ายแพ้เหล่านั้นไม่ได้หายไปตามกาลเวลา หากสะสมเป็นรอยแผลในใจ ในความสัมพันธ์ และในสังคม
นักล่าในป่าไม่สนใจว่าใครคิดอย่างไรกับมันหลังการล่า แต่คนกลับหมกมุ่นกับสายตาและคำพิพากษาจากคนอื่น จนบางครั้งลืมมองดูตัวเองว่าแท้จริงต้องการอะไร
การล่าในป่าคือการกลับไปสู่รากฐานของการมีชีวิต
เสือไม่ต้องการให้โลกยอมรับว่ามันเป็นผู้ล่าที่ยิ่งใหญ่ มันเป็นเช่นนั้นโดยธรรมชาติ
หากคำว่า “ล่า” สังคมเมืองถูกมองในแบบนี้ได้ ล่าโดยความเคารพต่อชีวิตอื่น
เมืองอาจไม่ต้องเต็มไปด้วยโศกนาฏกรรมหลังความสำเร็จของใครบางคน
นำความจริงเรื่องการล่าในป่ามาใช้ เราอาจเริ่มมองเห็นความเป็นไปได้ของสังคมที่แข่งขันเพื่อสร้าง
ไม่ใช่เพื่อทำลาย เพราะบางทีการล่าที่แท้จริงในเมือง อาจไม่ใช่การล่าคนอื่น แต่เป็นการล่าความกลัวและความว่างเปล่าที่อยู่ในตัวเราเอง
ในป่า ผมเห็นเสือล่าเหยื่อ ผมเห็น “ความสงบ” ที่อยู่หลังการล่า
ส่วนในเมือง ผมเห็นคนล่าความสำเร็จ ล่าตำแหน่ง ล่าความภูมิใจ ล่าเสียงชื่นชม
แต่แทบไม่เห็นใครล่าความสงบ
คงดีไม่น้อยหากเราหยุดมองว่าสังคมสัตว์ป่าเป็นเพียงความรุนแรง เถื่อนอันตราย และมองว่าเมืองเป็นสถานที่ของความเจริญ เราอาจลองทำสิ่งตรงข้าม มองความจริง ความสงบของป่า แล้วถามตนเองว่าเราจะนำมันมาสู่เมืองได้อย่างไร
ผมไม่แน่ใจนักว่า เสือโคร่งตัวนั้นจะ “เห็น” ผมหรือไม่ เวลาสั้นๆ ผมเห็น แววตาของมัน ผ่านวันเวลามายาวนานจึงเข้าใจความหมาย ผมรู้ว่าป่าไม่มีคำตอบให้ทันที แต่จะค่อยๆ ทำให้เข้าใจ วันนั้นผมเห็นแววตาสะท้อนชีวิตที่ซื่อตรง เหมือนกำลังบอกว่า การ “ล่า” ที่แท้จริง คือการล่า ความจริงภายในใจ
และไม่หลงทางจากมัน
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
