Fotografiska เยือนพิพิธภัณฑ์ภาพถ่ายร่วมสมัย อันโดดเด่นแห่งเซี่ยงไฮ้
อะไร(แม่ง)ก็เป็นศิลปะ | ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์
จากการเดินทางไปเยือนประเทศจีนเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ยังมีพื้นที่ทางศิลปะอันโดดเด่นอีกแห่งที่เรามีโอกาสได้ไปสัมผัสมา
พื้นที่แห่งนี้มีชื่อว่า Fotografiska (ภาษาสวีเดนแปลว่า “photographic” หรือ “การถ่ายภาพ”) พิพิธภัณฑ์ภาพถ่ายร่วมสมัย รวมถึงศิลปะและวัฒนธรรม
เดิมทีพิพิธภัณฑ์นี้ก่อตั้งขึ้นเป็นแห่งแรกในกรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน ในปี 2010 ก่อนที่จะขยับขยายสาขาไปสู่เมืองอื่นๆ อีกหลายแห่งทั่วโลก
อย่าง เมืองทาลลินน์ เอสโตเนีย, ออสโล นอร์เวย์, เบอร์ลิน เยอรมนี และเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน ที่เราเพิ่งไปเยี่ยมเยือนมานั่นเอง
Fotografiska สาขาเซี่ยงไฮ้แห่งนี้ สร้างขึ้นในอาคารที่ถูกดัดแปลงจากโกดังธนาคารเก่าในปี 1931 ที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำซูโจว ใจกลางเมืองเซี่ยงไฮ้ โดยฝีมือการออกแบบภายในพิพิธภัณฑ์ของสตูดิโอสถาปนิกสัญชาติฮ่องกง AIM Architecture ให้กลายเป็นจุดมุ่งหมายปลายทางอันมีชีวิตชีวาสำหรับศิลปะและวัฒนธรรม
พร้อมทั้งเปิดประตูสู่ยุคใหม่ของการเล่าเรื่องด้วยการถ่ายภาพ รวมถึงสะท้อนวิสัยทัศน์ในการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและการมีส่วนร่วมของชุมชนผ่านสื่อภาพถ่าย

ด้วยความที่พื้นที่ของอาคารเก่าเคยเป็นโกดัง ทำให้พื้นที่จัดแสดงนิทรรศการภายในนั้นไม่มีหน้าต่าง ส่งผลให้ภาพถ่ายถูกจัดแสดงอย่างโดดเด่นเป็นศูนย์กลาง ห้องแสดงงานไม่ได้เป็นสี่เหลี่ยมสีขาวแบบ White Cube ตามแบบอย่างของหอศิลป์ภาพถ่ายสมัยใหม่ทั่วๆ ไปเท่านั้น
หากแต่มีการทำผนังจัดแสดงด้วยสีต่างๆ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ช่วยให้ผู้ชมรู้สึกเสมือนจริงกับเรื่องราวที่ถูกบอกเล่าผ่านภาพถ่ายได้อย่างเต็มที่
ผนวกกับการเปิดเผยโครงสร้างคอนกรีตดั้งเดิมของอาคาร เพื่อดึงดูดให้ผู้ชมรับรู้ถึงแก่นสารทางประวัติศาสตร์ของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้
ด้วยพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการภายในขนาด 4,637 ตารางเมตร จำนวนสี่ชั้นภายในอาคาร ทำให้พิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีพื้นที่แสดงงานจำนวนมากหลากหลาย, พิพิธภัณฑ์แห่งนี้นำเสนอนิทรรศการชั่วคราวแบบหมุนเวียน โดยจัดแสดงผลงานของทั้งช่างภาพที่มีชื่อเสียง รวมถึงช่างภาพรุ่นใหม่ที่น่าสนใจทั้งชาวจีนและระดับสากล
เราจะขอเล่าถึงบางนิทรรศการที่เราไปชมมาใน Fotografiska เซี่ยงไฮ้ ก็แล้วกัน




เริ่มจากนิทรรศการ Something or Nothing ของ แอนดรูว์ กราสซี่ (Andrew Grassie) ศิลปินชาวเอดินบะระ สกอตแลนด์
ที่น่าสนใจอย่างมากก็คือ ถึงแม้จะจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ภาพถ่าย และดูเหมือนภาพถ่ายอย่างมาก แต่ผลงานในนิทรรศการนี้กลับไม่ใช่ภาพถ่าย
หากแต่เป็นภาพวาดเหมือนจริงราวกับภาพถ่าย ที่เรียกกันว่า Photorealism ต่างหาก
ผลงานชุดนี้มีจุดเริ่มต้นจากการประกาศรับภาพถ่ายจากสาธารณชนในเมืองเซี่ยงไฮ้ โดยกราสซี่คัดสรรภาพถ่ายจำนวน 11 ภาพ จากภาพถ่ายที่ส่งมา 1,000 ภาพ
โดยเขาจงใจเลือกภาพถ่ายที่ถ่ายทอดประเด็นอันละเอียดอ่อนของการ “มีบางสิ่ง” (Something) และ “ไม่มีอะไร” (Nothing)
จากนั้นกราสซี่ก็ทำการสร้างสรรค์ภาพวาดจากภาพถ่ายเหล่านั้นขึ้นใหม่ด้วยเทคนิคสีฝุ่นเทมเพอราผสมไข่ (Egg Tempera)
ถึงแม้รูปแบบการทำงานของกราสซี่จะอยู่ในแนวทางของศิลปะ Photorealism แต่เขาก็ก้าวข้ามขอบเขตของแนวทางศิลปะยุคสมัยใหม่และร่วมสมัยไปใช้เทคนิคโบราณชนิดนี้ที่มีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์ศิลปะยุคฟื้นฟูวิทยาการ (Renaissance) ของยุโรป ในช่วงศตวรรษที่ 14-16 เพื่อสร้างระดับความเข้มอ่อนของแสง สี พื้นผิว และร่องรอยของเวลาในภาพถ่ายยุคปัจจุบันขึ้นมาด้วยความประณีตแม่นยำ
ด้วยเทคนิคนี้เขาเปลี่ยนความหยุดนิ่งของภาพถ่ายให้กลายเป็นการไหลเคลื่อนอย่างเชื่องช้าและยั่งยืนของสีฝุ่นบนผ้าใบ และทำให้แต่ละช่วงเวลาอันแสนสั้นที่ถูกจับภาพเอาไว้กลายเป็นความถาวรในรูปแบบใหม่ ราวกับงานศิลปะคลาสสิคในภาพลักษณ์ร่วมสมัยก็ไม่ปาน
ในการวาดภาพ กราสซี่ยังยึดหลักการของขนาด สี และองค์ประกอบของภาพให้ตรงตามภาพถ่ายต้นฉบับทุกประการ แม้แต่กรอบใส่ภาพวาดก็เลียนแบบกรอบของภาพถ่ายโดยเจตนา (จนเราดูงานตอนแรกก็นึกว่าเป็นภาพถ่าย แต่พอไปอ่านรายละเอียดของผลงานจึงได้ถึงบางอ้อว่ามันไม่ใช่อะนะ!)
ความคลุมเครือน่าสงสัยที่ว่าของผลงานเหล่านี้ของเขา ก่อให้เกิดสิ่งที่กราสซี่เรียกว่า “visual suspension” หรือสภาวะที่ผู้ชมลอยค้างอยู่ระหว่างความเป็นจริง กับการสร้างภาพแทน ระหว่างสิ่งที่อยู่ชั่วครู่ชั่วยามและสิ่งที่ไร้กาลเวลา เพื่อกระตุ้นให้ผู้ชมตั้งคำถามถึงแก่นแท้ของคำว่า “Something” และ “Nothing” ใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ผลงานในนิทรรศการนี้กระตุ้นให้เราสัมผัสถึงความสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงผ่านสื่อศิลปะต่างแขนงอย่าง “ภาพวาด” และ “ภาพถ่าย” ได้อย่างน่าสนใจ



ตามมาด้วย SPACE : Internal Illuminations นิทรรศการที่เริ่มต้นจากนิทรรศการกลุ่ม SPACE : A Visual Journey ที่จัดขึ้นใน Fotografiska สาขาสตอกโฮล์ม และเดินทางไปจัดแสดงต่อในสาขาทาลลินน์ มาจนถึงสาขาเซี่ยงไฮ้ในชื่อใหม่ชื่อนี้ ที่สำรวจชายแดนของท้องฟ้าและห้วงอวกาศ ผ่านพื้นที่การแสดงออกทางศิลปะที่บรรจบกับการค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์ และจับความยิ่งใหญ่ของจักรวาลผ่านการตีความด้วยวิสัยทัศน์ของหลากหลายศิลปิน
ทั้งชาวจีนและระดับสากลอย่าง บรู๊ก โฮล์ม (Brooke Holm), เซซิเลีย โอมาล์ม และ โกรัน เอิสต์ลิน (Cecilia Ömalm & Göran Östlin), เฉินหยินจู (Chen Yin-ju), ดารยา คาวา มิร์ซา (Darya Kawa Mirza), ฟูฮงฉวง (Fu Hongshuang), เกาหยูจี และ เมแกน สมิธ (Gao Yujie & Megan Smith), เจน เบอร์วิน และ ชาร์ลอตต์ (Jen Bervin & Charlotte), ลิลลี่ ฮิบเบิร์ด (Lily Hibberd), ซิน หลิว (Xin Liu), ไมเคิล นาจจาร์ (Michael Najjar), มัตจาซ ทันซิช (Matjaž Tančič), โมนิกา อัลคาซาร์ ดูอาร์เต้(Mónica Alcázar Duarte), มิคาเอล โอวุนนา (Mikael Owunna), หมิง หว่อง (Ming Wong), มินนา แลงสตรอม (Minna Långström), ฉีเจิ้ง (Shi Zheng), ชีรีน ทาวีล (Shireen Taweel), โตมา วองซ์ (Thomas Vanz), แว็งซ็อง ฟูร์นิเยร์ (Vincent Fournier) และ จาง เหวินซิน (ZHANG Wenxin)

ตัวนิทรรศการถูกแบ่งออกเป็นสามบทอย่าง Camera Obscura & Camera Lucida of the Cosmos ที่นำเสนอประเด็นเกี่ยวกับประวัติศาสตร์การถ่ายภาพทางดาราศาสตร์ ที่ทำหน้าที่เป็นสะพานสำรวจปริศนาของห้วงอวกาศของมนุษย์
และ The Dissolution of Earthly Coordinates การวิพากษ์โครงสร้างพื้นฐานในอวกาศ การแข่งขันเพื่อทรัพยากร และการตั้งรกรากบนดาวเคราะห์อื่นๆ
และท้ายสุด Internal Illuminations ที่สร้างบทสนทนาระหว่างตำนานบนท้องฟ้าของชนพื้นเมือง และข้อมูลอวกาศเชิงลึกเพื่อขับเน้นให้อวกาศที่เคยถูกปลดมนต์ขลังด้วยเหตุผลทางวิทยาศาสตร์กลับมามีมนต์ขลังอีกครั้งผ่านอารมณ์และจินตนาการของมนุษย์
ด้วยความที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับห้วงอวกาศ นิทรรศการนี้จึงจัดแสดงอยู่ในห้องมืดสนิทและฉายแสงเรืองรองบนผลงานที่จัดแสดง ทั้งภาพถ่าย ภาพเคลื่อนไหว วิดีโอ และศิลปะจัดวาง ไม่เพียงจัดแสดงบนผนัง หากฉายสาดส่องบนพื้นห้องนิทรรศการด้วย ทั้งภาพของห้วงอวกาศ ดวงดาว ไปจนถึงภูมิทัศน์บนดาวเคราะห์ดวงอื่น ที่ดูคล้ายกับภาพยนตร์ไซไฟอวกาศที่เราเคยชมมา
(แถมยังมีภาพ แท่ง Monolith แบบเดียวกับในภาพยนตร์ 2001 : A Space Odyssey ให้เราเห็นด้วยแน่ะ!)






ปิดท้ายด้วย The Coexistence of Imperfection นิทรรศการเดี่ยวใหญ่ครั้งแรกในเอเชียของ โจ กีซอก (Cho Gi-seok) ศิลปินร่วมสมัยสหสาขาชาวเกาหลีใต้ ผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในยุคสมัยปัจจุบัน ที่ชี้ชวนให้ผู้ชมสำรวจแนวคิดเกี่ยวกับความไม่สมบูรณ์แบบ ในฐานะพลังสร้างสรรค์ที่ก่อให้เกิดความงาม ความตึงเครียด และความลึกซึ้งทางอารมณ์
ดังคำกล่าวของเขาที่ว่า “ความไม่สมบูรณ์แบบไม่ใช่ความบกพร่อง แต่เป็นสภาวะของการดำรงอยู่ที่แท้จริงและลึกซึ้งยิ่งกว่า”
ผ่านผลงานจาก 4 ซีรีส์สำคัญของเขา อย่าง Flower Study, Bad Dream, Love & Hate และ These Days
ภายใต้ฉายา “นักเล่นแร่แปรธาตุทางภาพแห่งยุคดิจิทัล” กีซอกผสานร่างกายของมนุษย์หลอมรวมเข้ากับดอกไม้ พืชพันธุ์ สิ่งมีชีวิตสายพันธุ์อื่น ไปจนถึงชิ้นส่วนทางเทคโนโลยีลวดลายดิจิทัล อันเปี่ยมสีสันพร่างพราย
เขาถักทอธรรมชาติ เทคโนโลยี อารมณ์ และความฝันเข้าด้วยกันในรูปแบบคล้ายกวีนิพนธ์อันน่าพิศวงราวกับเป็นภาพแห่งความฝัน
ผลงานของเขาชวนให้ผู้ชมสำรวจความกลมกลืนภายในความขัดแย้ง ความเข้มแข็งภายในความเปราะบาง และความงดงามภายในความไม่สมบูรณ์ และสร้างภาพความงามเหนือจริงล้ำอนาคตอันโดดเด่นเปี่ยมสไตล์เฉพาะตัวอย่างทรงพลัง



อนึ่ง นิทรรศการทั้งสามจะจัดแสดงที่ Fotografiska เซี่ยงไฮ้ ตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันที่ 8 มีนาคม 2026, นอกจากนิทรรศการที่เราเล่าให้ฟังแล้ว ยังมีอีกหลายนิทรรศการที่โดดเด่นน่าสนใจรอให้มิตรรักแฟนศิลปะหาโอกาสไปชมกัน สามารถดูรายละเอียดนิทรรศการได้ในเว็บไซต์ https://shanghai.fotografiska.com/en
ที่สำคัญ Fotografiska สาขาเซี่ยงไฮ้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่พิพิธภัณฑ์เท่านั้น หากแต่ยังเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมที่มีเป้าหมายในการจัดเวิร์กช็อป การบรรยาย และกิจกรรมต่างๆ เพื่อสร้างชุมชนของผู้แสวงหาความรู้ที่มีความหลงใหลในศิลปะการถ่ายภาพ และศิลปินผู้หลงใหลในงานศิลปะร่วมกัน
รวมถึงผลักดันให้เซี่ยงไฮ้กลายเป็นผู้นำระดับโลกด้านศิลปะภาพถ่ายและการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม อีกทั้งยังมีร้านขายของที่ระลึกของพิพิธภัณฑ์ ร้านอาหารและเครื่องดื่มให้มิตรรักแฟนศิลปะได้เสพกันอีกด้วย
Fotografiska สาขาเซี่ยงไฮ้ ตั้งอยู่บนถนนกว่างฟู่ เขตจิงอาน เซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน เปิดบริการตั้งแต่วันจันทร์-อาทิตย์ 10.30-23.00 น.
ตรวจสอบรายละเอียดราคาตั๋วเข้าชมและอื่นๆ ได้ที่ https://shanghai.fotografiska.com/en/visit




