ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ | หนุ่มเมืองจันท์
มีคนบอกว่าในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา เกิดการอพยพครั้งใหญ่ในเมืองไทย
ไม่ใช่ชาวบ้านริมชายแดนที่ลี้ภัยสงครามไปศูนย์อพยพ
แต่เป็นการโยกย้ายถิ่นฐานของนักการเมืองไทย
ย้ายพรรคกันจนงง
บางคนย้ายถึง 2 พรรคในเวลาไม่กี่วัน
ถ้ามองเป็นเรื่องธรรมดาก็มองได้
เพราะทุกครั้งก่อนการเลือกตั้ง นักการเมืองจะย้ายพรรคกันเป็นว่าเล่น
พรรคไหนมีอำนาจรัฐ คะแนนนิยมดี ส.ส.ก็จะย้ายไปสังกัดพรรคนั้น
ส่วนพรรคไหนที่โรยรา บารมีลด กระสุนดินดำน้อย ส.ส.ก็จะย้ายออก
ปีนี้พรรคการเมืองที่มีการดูด ส.ส.เก่าเข้าพรรคมากที่สุด คือ พรรคภูมิใจไทย
ส่วนหนึ่ง เพราะเป็น “รัฐบาล”
มีอำนาจรัฐอยู่ในมือ
ส่วนหนึ่ง เพราะคะแนนนิยมพรรคและ “อนุทิน ชาญวีรกูล” เพิ่มสูงขึ้น
และที่สำคัญที่สุด คือ “อนุทิน” ได้รับแรงหนุนจาก “รัฐพันลึก” อย่างเห็นได้ชัด
เหมือนนิทาน “เจ้าหญิงนิทรา” ที่มี “นางฟ้า” ประจำกาย แต่เป็น “เจ้าชาย” ที่นอนนิทราทางการเมืองเป็นฝ่ายค้านไปแล้ว
อยู่ดีๆ ก็มี “นางฟ้า” มาช่วยแก้คำสาป
นักวิเคราะห์การเมืองมองว่าพรรคภูมิใจไทยมีโอกาสเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลสูงมาก
และยิ่งสามารถกล่อม 3 มืออาชีพที่เป็น “รัฐมนตรี”ในรัฐบาลชุดนี้มาเป็นทีมเศรษฐกิจ
“เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ-สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว-ศุภจี สุธรรมพันธุ์”
ผลงานของ 3 รัฐมนตรีคนนอก เรียกคะแนนนิยมให้พรรคภูมิใจไทยได้ไม่น้อย
และช่วยอุดจุดอ่อนบนเวทีดีเบตในนโยบายเศรษฐกิจและต่างประเทศได้
แต่คำถามที่น่าสนใจก็คือ ด้วยโครงสร้าง “บ้านใหญ่” ในพรรคภูมิใจไทย
ทั้ง 3 คนนี้มีโอกาสกลับมาเป็น “รัฐมนตรี” มากน้อยแค่ไหน
พรรคภูมิใจไทยมี ส.ส.จากการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว 71 คน
เป็น ส.ส.เขต 68 คน บัญชีรายชื่อ 3 คน
เลือกตั้งครั้งนี้มี ส.ส.เก่าปี 2566 ที่ย้ายพรรคประมาณ 60 กว่าคน เป็น ส.ส.เขต ประมาณ 50 คน
ที่เหลือเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ
ถ้าดูจำนวน ส.ส.อาจจะมองว่าเยอะมาก เพราะรวมกันประมาณ 130 กว่าคน
แต่เป็น ส.ส.เขตไม่ถึง 120 คน
เป็นส.ส.บัญชีรายชื่อประมาณ 10 กว่าคน
จริงๆ แล้วพรรคภูมิใจไทยอยากได้ ส.ส.เขต มากกว่า ส.ส.บัญชีรายชื่อ
เพราะเท่าที่มีอยู่ในพรรคก็เยอะแล้ว
และคะแนนนิยมของพรรคภูมิใจไทยเมื่อครั้งที่แล้วก็ได้แค่ 3 คน หรือ 3%
แต่ครั้งนี้คะแนนนิยมจากโพลสูงถึง 10%
ทำให้ ส.ส.บัญชีรายชื่ออาจได้ถึง 10 คน
หรืออาจสูงถึง 15
เห็นจำนวนอดีต ส.ส.ย้ายเข้ามามาก แต่ตามสถิติของการเลือกตั้งทุกครั้ง ส.ส.เก่าจะสอบตกประมาณ 20-30%
แต่พรรคภูมิใจไทยคงได้ ส.ส.ใหม่เข้ามาไม่น้อย
และยังได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อเพิ่มอีก
ถ้าดูจากกระแสในวันนี้ พรรคภูมิใจไทยอาจได้ ส.ส.สูงถึง 120-150 คน
แต่จะเบ่งให้มากกว่านี้คงยาก
สมมุติว่าพรรคภูมิใจไทยชนะเลือกตั้ง หรือเป็นที่ 2 แต่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล
จำนวนเสียงสนับสนุนที่ปลอดภัยคือ 280 เสียง
รัฐมนตรีมีอยู่ 35 คน
สูตร ครม.ที่คำนวณง่ายๆ บนเครื่องคิดเลขก็คือ โควต้า 8 : 1
ส.ส. 8 คนได้รัฐมนตรี 1 คน
ถ้าพรรคภูมิใจไทยได้ ส.ส. 150 คน ได้จะได้โควต้ารัฐมนตรี 18.75 คน
การจัดตั้งรัฐมนตรีจะมีส่วนเกินแบบนี้เสมอ
และพรรคแกนนำมักจะเสียสละเพื่อให้จัดตั้งรัฐบาลง่ายด้วยการยอมปัดเศษลง
พรรคภูมิใจไทยจะได้รัฐมนตรี 18 คน
ก็เยอะทีเดียว
รัฐมนตรีคนนอก 3 คน 3 เก้าอี้
ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร

แต่อย่าลืมว่า “ภูมิใจไทย” วันนี้มี ส.ส.บ้านใหญ่ย้ายเข้ามาจำนวนมาก
ทุกคนมี ส.ส.ในมุ้งของตัวเองที่เป็น “อำนาจต่อรอง”
ยังไม่นับมุ้งในพรรคภูมิใจไทยอีก
เราดูจากรายชื่อนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีในรัฐบาลนี้ก็พอ
1. อนุทิน ชาญวีรกูล
2. ไชยชนก ชิดชอบ
3. โสภณ ซารัมย์
4. ภราดร ปริศนานันทกุล
5. ศุภมาส อิศรภักดี
6.นภินทร ศรีสรรพางค์
7. สันติ ปิยะทัต
8. สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล
9. พิพัฒน์ รัชกิจประการ
10. มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช
11. ทรงศักดิ์ ทองศรี
12. ศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์
13. ศศิธร กิตติธรกุล
14. ชาบีดา ไทยเศรษฐ์
15.พัฒนา พร้อมพัฒน์ (ลูกชายนายสันติ พร้อมพัฒน์)
และยังมีรัฐมนตรีที่ย้ายเข้ามาพร้อม ส.ส.ในสังกัดอีก 2 คน
16. สุชาติ ชมกลิ่น
17. ธนกร วังบุญคงชนะ
ส่วน “บ้านใหญ่” ที่ย้ายเข้ามา มีทั้ง “วราวุธ ศิลปอาชา” ที่หอบ ส.ส.สุพรรณบุรี และกลุ่มสะสมทรัพย์ ของ “ชาติไทยพัฒนา”
กลุ่ม “เอกนัฏ พร้อมพันธุ์”
กลุ่ม “สนธยา คุณปลื้ม”
กลุ่มปิตุเตชะ
กลุ่ม ส.ส.ใต้ที่ “พิพัฒน์” ชวนมาอีกกลุ่มใหญ่ ฯลฯ
คำถามก็คือ “อนุทิน-เนวิน” จะปฏิเสธ ส.ส.บ้านใหญ่กลุ่มนี้อย่างไร
เพื่อให้ “เอกนิติ-ศุภจี-สีหศักดิ์” แทรกเข้ามาเป็น “รัฐมนตรี”
ธรรมชาติของการเมืองนั้น ตอนร่วมกันต่อสู้เพื่อได้อำนาจมาไม่ค่อยมีปัญหา
แต่ส่วนใหญ่จะมีปัญหาตอน “แบ่งสมบัติ”
ทั้งคำสัญญาก่อนเลือกตั้ง กับจำนวน ส.ส.ในมือหลังเลือกตั้ง
อาจทำให้การแบ่งโควต้ารัฐมนตรีมีปัญหา
ระหว่างการเจรจา “บ้านใหญ่” กับการเจรจา “รัฐมนตรีคนนอก”
เจรจาให้ “คนนอก” ถอนตัวง่ายกว่าเยอะ
เพราะภารกิจการหาเสียงเสร็จสิ้นแล้ว
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
