bg-single

‘ตลาดโลก’กับอานุภาพของทุน

28.12.2025

คอลัมน์ ตุลวิภาคพจนกิจ
โดย ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ

ข่าวใหญ่และพาดหัวได้ทุกวันขณะนี้ คือการขยายตัวอย่างมหาศาลของอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์หรือ “เอไอ” (Artificial Intelligence) ไม่ว่ากูเกิล แอปเปิล เอ็นวิเดีย ฯลฯ ต่างแย่งกันลงทุนด้วยเงินจำนวนมหาศาล

ล่าสุด OpenAI ประกาศจะลงทุนในโครงสร้างเพื่อยกระดับสมรรถภาพของสินค้าในจำนวนหนึ่งแสนล้านเหรียญสหรัฐ

Meta ก็กำลังลงทุนมหาศาลเพื่อสร้างเครื่องจำลองภาพและเสียงให้แก่เอไอ ทำให้ค่าหุ้นของ “บรรษัทเทคโนฯ นางฟ้าทั้งเจ็ด” เหล่านี้สูงขึ้นอย่างไม่มีอะไรกีดขวางได้

จนนักลงทุนตลาดหุ้นเริ่มวิตกว่า สภาพการณ์จะเดินเข้าสู่ภาวะของตลาดหุ้น “ฟองสบู่” ก่อนที่จะเกิดวิกฤตตลาดเงินทั้งโลก

ผมไม่มีปัญญาไปวิเคราะห์หรือพยากรณ์สุขภาพของตลาดหุ้นได้

แต่พอเข้าใจเมื่อมองมันผ่านทฤษฎีเศรษฐกิจการเมือง

กล่าวคือ มันเป็นตรรกะของการขยายตัวเองของทุน (valorization) ที่เราได้อภิปรายกันมาก่อนแล้ว ข้อเท็จจริงนี้มาร์กซ์ได้ค้นพบตั้งแต่สมัยโน้นว่า

“ชนชั้นนายทุนมีแต่ทำให้เครื่องมือการผลิตพัฒนาขึ้น จากนั้นก็ทำให้ความสัมพันธ์ทางการผลิตและความสัมพันธ์ทางสังคมทั้งหมดปฏิวัติอยู่เรื่อยไป มิฉะนั้นแล้วก็จะดำรงอยู่ต่อไปไม่ได้ ตรงกันข้ามการรักษาวิธีการผลิตแบบเก่าไว้โดยไม่เปลี่ยนแปลงจะเป็นเงื่อนไขสำคัญอันดับแรกที่ทำให้ชนชั้นอุตสาหกรรมทั้งหลายไม่สามารถดำรงอยู่ได้ การปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการผลิตอยู่เรื่อยๆ ความปั่นป่วนมิได้ขาดของความสัมพันธ์ทางสังคม ความไม่สงบและความแปรเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา เหล่านี้คือสิ่งที่ยุคชนชั้นนายทุนต่างกับยุคอื่นๆ ที่เคยมีมาในอดีต”

วรรคต่อไปที่กลายมาเป็นวรรคทองของนักมานุษยวิทยา คือคำวิพากษ์อันงดงามและเต็มไปด้วยวรรณศิลป์แต่แรงมาก ถึงลักษณะทางสังคมของอิทธิพลระบบทุนในทุกปริมณฑลของสังคมว่าทำไมผู้คนถึงหลงใหลได้ปลื้มกับเงิน

นั่นคือการฟันธงเลยว่า

“ความสัมพันธ์อันมั่นคงและเก่าแก่ตลอดจนความคิดและความคิดเห็นซึ่งเคยเป็นที่เคารพตลอดมาล้วนถูกขจัดให้หมดไป ความสัมพันธ์ที่ก่อรูปขึ้นใหม่ยังไม่ทันจะแข็งตัวก็เก่าล้าสมัยเสียแล้ว สิ่งที่มั่นคงแข็งแกร่งจะมลายหายไป สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งปวงจะถูกลบหลู่ (All that is solid melts into air, all that is holy is profaned) ในที่สุดผู้คนทั้งหลายจำต้องเผชิญหน้าด้วยสติอันสงบกับเงื่อนไขแห่งชีวิตจริงของตน และความสัมพันธ์กับเพื่อนมนุษย์ของเขาเอง” (Communist Manifesto, 1848)

นั่นคือที่มาของความต้องการที่จะขยายแหล่งจำหน่ายผลิตภัณฑ์อยู่เรื่อยๆ บังคับให้ชนชั้นนายทุนต้องวิ่งเต้นไปตามที่ต่างๆ ทั่วโลก ชนชั้นนี้ต้องไปตั้งหลักแหล่งทั่วทุกแห่ง ไปเปิดกิจการขึ้นทั่วทุกแห่งและไปสร้างความสัมพันธ์แบบ “โลกาภิวัตน์” ขึ้นทั่วทุกแห่ง สุดท้ายเนื่องจากได้เปิดตลาดโลกขึ้น ชนชั้นนายทุนจึงทำให้การผลิตและการอุปโภคบริโภคของประเทศทั้งปวงมีลักษณะเหมือนกันทั่วโลก

ไม่เว้นแม้กระทั่งอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดของคนทั้งโลกก็ถูกทำให้แสดงออกในลักษณาการที่คล้ายและเหมือนกันไปด้วย

ทั้งหมดนี้คืออานุภาพของทุน

มองกลับไปในประวัติศาสตร์ เริ่มจากปีที่คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ค้นพบโลกใหม่คือทวีปอเมริกาในปี 1492 ถือว่าเป็นการเริ่มต้นล่าอาณานิคมของยุโรป ที่แปลกคือทำไมตะวันออกไม่ออกไปล่าอาณานิคมบ้างเล่า

จุดหมายของตะวันตกคือการยึดครองดินแดนเพื่อทรัพยากรในการผลิตสินค้าที่ส่งขายไปทั่วโลก จากการเติบโตของหัตถอุตสาหกรรมช่างฝีมือก่อนหน้านี้แล้ว ซึ่งไม่เกิดในโลกตะวันออก

ที่คุ้นเคยกันดีคือการเริ่มผลิตน้ำตาล ยาสูบ คราม ข้าว และฝ้ายในปริมาณที่มากกว่าการบริโภคภายในชุมชนเอง นั่นคือเพื่อการขาย ในเอเชียตะวันออกที่อังกฤษยึดครอง ฝิ่นเป็นสินค้าที่สร้างความมั่งคั่งมากกว่าใบชา

เคียงข้างไปกับการแย่งและครอบครองวัตถุดิบ ระบบทุนยุคแรกก่อตัวยังนำไปสู่การเกิดแรงงานที่อาศัยรูปแบบเก่าคือทาสมาใช้ในโรงงานเกษตรอุตสาหกรรมยุคแรก มีคนศึกษาและวิเคราะห์ว่าระบบทาสผิวดำและการผลิตไร่ขนาดใหญ่ (plantation) คือปัจจัยสร้างระบบทุนอุตสาหกรรมในเวลาต่อมา

ทุนยุคแรกนี้เรียกว่าทุนไร่ขนาดใหญ่ (plantation capital) ปราศจากกำไรมหาศาลจากระบบการผลิตที่ขูดรีดแรงงานทาสและการสร้างไร่ขนาดใหญ่ในทวีปอเมริกา การพัฒนาและขยายตัวของระบบทุนอาจไม่สดใสและรุ่งโรจน์ดังที่เราเห็นในความก้าวหน้าและมั่งคั่งของสังคมยุโรปที่กำลังเปลี่ยนผ่านมาเป็นกระฎุมพี

ข้อคิดคือทุนยุคแรกอาศัยทาสเป็นเครื่องมือสะสมทุนปฐมภูมิ (original, primary accumulation of capital)

ข้อนี้เองที่ทำไมตะวันออกถึงไม่อาจสะสมทุนระยะแรกได้

มาร์กซ์ไม่ได้อภิปรายประเด็นว่าด้วยประวัติศาสตร์นี้ในหนังสือทุน เพราะว่ามันอยู่นอกจุดหมายของการเขียน

แต่เขาสรุปเป็นทฤษฎีว่าการเปลี่ยนผ่านของสังคมยุโรปจากระบบฟิวดัลมาสู่สังคมทุนนิยมนั้น มีสองหนทาง

ทางแรกคือการที่ผู้ผลิตโดยตรงกลายเป็นพ่อค้าแล้วเป็นนายทุน (ต่อมาญี่ปุ่นก็ทำได้) ซึ่งเป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับเกษตรกรรมผลิตแบบธรรมชาติกับหัตถอุตสาหกรรมที่อยู่ภายใต้การควบคุมของสมาคมช่างฝีมืออาชีพซึ่งเป็นลักษณะเด่นของอุตสาหกรรมในเมืองของยุคกลางในยุโรป อันแรกนี้เรียกว่าหนทางที่ปฏิวัติอย่างแท้จริงคือการที่ผู้ทำการผลิตโดยตรง (ช่างฝีมือและผู้ประกอบการ) เข้าดำเนินการผลิตสินค้าเองเลย ซึ่งยากมากๆ และไม่ค่อยปรากฏนอกจากทำได้บางส่วน

หนทางที่สองคือทุนพ่อค้าเข้ากุมอำนาจเหนือการผลิตและแลกเปลี่ยน เช่นในอังกฤษศตวรรษที่ 17 ที่พ่อค้าควบคุมเหนือช่างทอผ้า ขายผ้าให้พวกนั้นไปทอที่บ้านแล้วซื้อผลผลิตผ้าจากพวกช่างทอผ้า กระบวนการหลังนี้ในตัวมันเองไม่สามารถล้มล้างวิถีการผลิตเก่าลงไปได้ หากยังช่วยรักษาระบบนี้ไว้ไม่ให้การเปลี่ยนแปลงใหม่เกิดขึ้นมาได้

ประวัติศาสตร์ระยะเปลี่ยนผ่านดังที่ได้เกิดในยุโรป ยุติลงด้วยการที่ทุนอุตสาหกรรมเอาชนะเหนือทุนการค้าอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

ดังที่อีริก ฮอบสบอว์ม นักประวัติศาสตร์ชาวลัทธิมาร์กซ์ผู้โด่งดัง ที่รวบรวมข้อมูลทั้งหมดอย่างเป็นระบบในหนังสือ “ยุคแห่งทุน” (The Age of Capital) ซึ่งเฉลยให้คนเห็นถึงผลพวงทั้งหมดที่ระบบสังคมอุตสาหกรรมได้สร้างให้แก่มนุษย์และประเทศในโลกผ่านระบบการเมืองและอุดมการณ์ประชาธิปไตยเสรี

ช่วงเวลาที่ศึกษาคือระหว่างปี 1789-1848 ซึ่งเขาเรียกว่ายุคของ “การปฏิวัติคู่” (dual revolution) คือการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่ดำเนินการโดยอังกฤษเป็นหลักกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองนำโดยฝรั่งเศส (1789) มีการประท้วงต่อต้านจากกรรมกรและคนชั้นล่างที่ไม่พอใจกับระบบอุตสาหกรรม

วิกฤตการเมืองในปี 1848 จบลงด้วยการปราบและทำลายขบวนการกรรมาชีพลง

จากนั้นจึงนำไปสู่การขยายตัวเติบใหญ่ของระบบทุนอย่างไม่มีอะไรกีดขวางได้อีกแล้ว

หลังจากนั้นเป็นต้นมา ไม่มีที่ใดในโลกที่ไม่ประสบความเปลี่ยนแปลง ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ไม่มากก็น้อย ไม่ด้วยกำลังก็ด้วยสันติ

น่าสนใจว่าการเปลี่ยนแปลงทางสังคมอันแรกที่เกิดขึ้นทั่วโลกคือการสร้างแรงงานเสรีเพื่อป้อนให้แก่ระบบทุนโรงงาน

หนังสือ “ยุคแห่งทุน” (The Age of Capital) โดย อีริก ฮอบสบอว์ม นักประวัติศาสตร์ชาวลัทธิมาร์กซ์ผู้โด่งดัง


ก่อนหน้านั้นระบบแรงงานในโลกเหมือนกันคือเป็นระบบพันธนาการ ชาวนาถูกผูกมัดไว้ด้วยพันธะต่อเจ้าที่ดินหรือนายเงินให้ทำงานที่ไม่มีค่าจ้างตอบแทน นั่นคือระบบฟิวดัลหรือศักดินา

จึงไม่แปลกใจที่การปฏิรูปสังคมที่เกิดขึ้นทั่วโลกหลังจากระบบทุนได้ชัยชนะทั่วยุโรปอย่างเด็ดขาด คือการเลิกทาสและไพร่ จากการเคลื่อนไหวทางอุดมการณ์เสรีนิยมเพื่อยุติและเลิกระบบทาสในอังกฤษและอเมริกาแต่ในศตวรรษที่ 18 มาถึงการออกกฎหมายเลิกทาสในอังกฤษในปี 1831 บราซิลเลิกทาสในปี 1850 การเลิกทาสกสิกรในจักรวรรดิรัสเซีย 1861 สงครามกลางเมืองและการเลิกทาสอเมริกันในปี 1860-65 อังกฤษเลิกทาสและไพร่ในเปรัก (มลายา) และสเปนเลิกทาสคิวบาในปี 1886

กระทั่งพระราชอาณาจักรสยามที่อยู่ไกลจากศูนย์กลางทุนนิยมโลกก็ยังต้องทำตามระเบียบโลกเสรีนิยมขณะนั้น ด้วยการออกกฎหมายกระเษียรอายุลูกทาสปี 1874 และเลิกทาสในปี 1905

โดยที่รัชกาลที่ 5 ทรงอธิบายให้ที่ประชุมสภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน (เคาน์ซิลออฟสเตต) ฟังว่า

“การสิ่งไรซึ่งเป็นการเจริญมีคุณแก่ราษฎรควรจะเป็นไปให้ทีละเล็กละน้อยตามกาลเวลา การสิ่งไรซึ่งเป็นธรรมเนียมของบ้านเมืองมาแต่โบราณ แต่ไม่สู้เป็นยุติธรรม ก็อยากจะเลิกถอนเสีย”

พระราชปรารภของรัชกาลที่ 5 ในเรื่องการเลิกทาสนั้น เกิดขึ้นภายหลังกลับจากเสด็จพระราชดำเนินเยือนยุโรป เมื่อชนชั้นนำสยามตกลงใจที่จะเป็นอารยะหรือศิวิไลซ์ตามสากลประเทศ ทัศนะและวิธีการปฏิบัติทางสังคมก็จำต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้เข้ากับมาตรฐานเขาด้วย

หนึ่งในสิ่งที่มีอาการของความล้าหลังและไม่เป็นอารยชนอย่างยิ่งก็คือ การเป็นทาสและการมีทาสในสังคมอย่างเป็นหลักเป็นฐานนั่นเอง

นี่คือปรากฏการณ์แรกๆ ของ “สิ่งที่มั่นคงแข็งแกร่งจะมลายหายไป สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งปวงจะถูกลบหลู่”



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

“ลิณธิภรณ์” ดันท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ สู่ศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ ชูอัตลักษณ์ดาราศาสตร์ เชื่อมคนทุกวัย
มือที่สามที่ไม่มีมือ
วิชาชีพสถาปนิก ในวิกฤตความชอบธรรม (1)
เชลยศึกสงครามลาว (53)
พระเครื่อง ของขลัง ผ้ายันต์ กับสงครามมหาเอเชียบูรพา (1)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (198)
E-DUANG | เส้นทาง ของ แถลงการณ์ คำพูด เส้นทาง ความจริง และ การไล่ล่า
“อนุทิน” โต้กระแสน้ำท่วมงบหมด ยันใช้งบกลางเยียวยา เผยอัดฉีดเพิ่มอีก 1 หมื่นล้าน จ่ายไวแบบ First Come First Serve
สส.ปารเมศ ชี้“ข้าวสารแซนด์บ็อกซ์” ต้องรื้อที่ต้นตอ! ขอชวนภูมิใจไทย ร่วมแก้ พ.ร.บ. สถานบริการ 2509
สุดารัตน์ จี้ต้องเข็นเศรษฐกิจไทยออกจาก “หล่ม” ที่ติดมายาวนานให้ได้ หลังไทยเจ้าภาพจัดประชุม IMF และ World Bank
ปฎิมา นักเขียน ชีวิต กับ ความใฝ่ฝัน นักเขียน ‘อาชีพ’
ดินแดง ราชปรารภ อารมณ์ ‘ร่วม’ ของ ‘มวลชน’ เบื้องหน้า การตาย ของเพื่อน