คอลัมน์ ตุลวิภาคพจนกิจ
โดย ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ
ข่าวใหญ่และพาดหัวได้ทุกวันขณะนี้ คือการขยายตัวอย่างมหาศาลของอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์หรือ “เอไอ” (Artificial Intelligence) ไม่ว่ากูเกิล แอปเปิล เอ็นวิเดีย ฯลฯ ต่างแย่งกันลงทุนด้วยเงินจำนวนมหาศาล
ล่าสุด OpenAI ประกาศจะลงทุนในโครงสร้างเพื่อยกระดับสมรรถภาพของสินค้าในจำนวนหนึ่งแสนล้านเหรียญสหรัฐ
Meta ก็กำลังลงทุนมหาศาลเพื่อสร้างเครื่องจำลองภาพและเสียงให้แก่เอไอ ทำให้ค่าหุ้นของ “บรรษัทเทคโนฯ นางฟ้าทั้งเจ็ด” เหล่านี้สูงขึ้นอย่างไม่มีอะไรกีดขวางได้
จนนักลงทุนตลาดหุ้นเริ่มวิตกว่า สภาพการณ์จะเดินเข้าสู่ภาวะของตลาดหุ้น “ฟองสบู่” ก่อนที่จะเกิดวิกฤตตลาดเงินทั้งโลก
ผมไม่มีปัญญาไปวิเคราะห์หรือพยากรณ์สุขภาพของตลาดหุ้นได้
แต่พอเข้าใจเมื่อมองมันผ่านทฤษฎีเศรษฐกิจการเมือง
กล่าวคือ มันเป็นตรรกะของการขยายตัวเองของทุน (valorization) ที่เราได้อภิปรายกันมาก่อนแล้ว ข้อเท็จจริงนี้มาร์กซ์ได้ค้นพบตั้งแต่สมัยโน้นว่า
“ชนชั้นนายทุนมีแต่ทำให้เครื่องมือการผลิตพัฒนาขึ้น จากนั้นก็ทำให้ความสัมพันธ์ทางการผลิตและความสัมพันธ์ทางสังคมทั้งหมดปฏิวัติอยู่เรื่อยไป มิฉะนั้นแล้วก็จะดำรงอยู่ต่อไปไม่ได้ ตรงกันข้ามการรักษาวิธีการผลิตแบบเก่าไว้โดยไม่เปลี่ยนแปลงจะเป็นเงื่อนไขสำคัญอันดับแรกที่ทำให้ชนชั้นอุตสาหกรรมทั้งหลายไม่สามารถดำรงอยู่ได้ การปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการผลิตอยู่เรื่อยๆ ความปั่นป่วนมิได้ขาดของความสัมพันธ์ทางสังคม ความไม่สงบและความแปรเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา เหล่านี้คือสิ่งที่ยุคชนชั้นนายทุนต่างกับยุคอื่นๆ ที่เคยมีมาในอดีต”
วรรคต่อไปที่กลายมาเป็นวรรคทองของนักมานุษยวิทยา คือคำวิพากษ์อันงดงามและเต็มไปด้วยวรรณศิลป์แต่แรงมาก ถึงลักษณะทางสังคมของอิทธิพลระบบทุนในทุกปริมณฑลของสังคมว่าทำไมผู้คนถึงหลงใหลได้ปลื้มกับเงิน
นั่นคือการฟันธงเลยว่า
“ความสัมพันธ์อันมั่นคงและเก่าแก่ตลอดจนความคิดและความคิดเห็นซึ่งเคยเป็นที่เคารพตลอดมาล้วนถูกขจัดให้หมดไป ความสัมพันธ์ที่ก่อรูปขึ้นใหม่ยังไม่ทันจะแข็งตัวก็เก่าล้าสมัยเสียแล้ว สิ่งที่มั่นคงแข็งแกร่งจะมลายหายไป สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งปวงจะถูกลบหลู่ (All that is solid melts into air, all that is holy is profaned) ในที่สุดผู้คนทั้งหลายจำต้องเผชิญหน้าด้วยสติอันสงบกับเงื่อนไขแห่งชีวิตจริงของตน และความสัมพันธ์กับเพื่อนมนุษย์ของเขาเอง” (Communist Manifesto, 1848)
นั่นคือที่มาของความต้องการที่จะขยายแหล่งจำหน่ายผลิตภัณฑ์อยู่เรื่อยๆ บังคับให้ชนชั้นนายทุนต้องวิ่งเต้นไปตามที่ต่างๆ ทั่วโลก ชนชั้นนี้ต้องไปตั้งหลักแหล่งทั่วทุกแห่ง ไปเปิดกิจการขึ้นทั่วทุกแห่งและไปสร้างความสัมพันธ์แบบ “โลกาภิวัตน์” ขึ้นทั่วทุกแห่ง สุดท้ายเนื่องจากได้เปิดตลาดโลกขึ้น ชนชั้นนายทุนจึงทำให้การผลิตและการอุปโภคบริโภคของประเทศทั้งปวงมีลักษณะเหมือนกันทั่วโลก
ไม่เว้นแม้กระทั่งอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดของคนทั้งโลกก็ถูกทำให้แสดงออกในลักษณาการที่คล้ายและเหมือนกันไปด้วย
ทั้งหมดนี้คืออานุภาพของทุน
มองกลับไปในประวัติศาสตร์ เริ่มจากปีที่คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ค้นพบโลกใหม่คือทวีปอเมริกาในปี 1492 ถือว่าเป็นการเริ่มต้นล่าอาณานิคมของยุโรป ที่แปลกคือทำไมตะวันออกไม่ออกไปล่าอาณานิคมบ้างเล่า
จุดหมายของตะวันตกคือการยึดครองดินแดนเพื่อทรัพยากรในการผลิตสินค้าที่ส่งขายไปทั่วโลก จากการเติบโตของหัตถอุตสาหกรรมช่างฝีมือก่อนหน้านี้แล้ว ซึ่งไม่เกิดในโลกตะวันออก
ที่คุ้นเคยกันดีคือการเริ่มผลิตน้ำตาล ยาสูบ คราม ข้าว และฝ้ายในปริมาณที่มากกว่าการบริโภคภายในชุมชนเอง นั่นคือเพื่อการขาย ในเอเชียตะวันออกที่อังกฤษยึดครอง ฝิ่นเป็นสินค้าที่สร้างความมั่งคั่งมากกว่าใบชา
เคียงข้างไปกับการแย่งและครอบครองวัตถุดิบ ระบบทุนยุคแรกก่อตัวยังนำไปสู่การเกิดแรงงานที่อาศัยรูปแบบเก่าคือทาสมาใช้ในโรงงานเกษตรอุตสาหกรรมยุคแรก มีคนศึกษาและวิเคราะห์ว่าระบบทาสผิวดำและการผลิตไร่ขนาดใหญ่ (plantation) คือปัจจัยสร้างระบบทุนอุตสาหกรรมในเวลาต่อมา
ทุนยุคแรกนี้เรียกว่าทุนไร่ขนาดใหญ่ (plantation capital) ปราศจากกำไรมหาศาลจากระบบการผลิตที่ขูดรีดแรงงานทาสและการสร้างไร่ขนาดใหญ่ในทวีปอเมริกา การพัฒนาและขยายตัวของระบบทุนอาจไม่สดใสและรุ่งโรจน์ดังที่เราเห็นในความก้าวหน้าและมั่งคั่งของสังคมยุโรปที่กำลังเปลี่ยนผ่านมาเป็นกระฎุมพี
ข้อคิดคือทุนยุคแรกอาศัยทาสเป็นเครื่องมือสะสมทุนปฐมภูมิ (original, primary accumulation of capital)
ข้อนี้เองที่ทำไมตะวันออกถึงไม่อาจสะสมทุนระยะแรกได้
มาร์กซ์ไม่ได้อภิปรายประเด็นว่าด้วยประวัติศาสตร์นี้ในหนังสือทุน เพราะว่ามันอยู่นอกจุดหมายของการเขียน
แต่เขาสรุปเป็นทฤษฎีว่าการเปลี่ยนผ่านของสังคมยุโรปจากระบบฟิวดัลมาสู่สังคมทุนนิยมนั้น มีสองหนทาง
ทางแรกคือการที่ผู้ผลิตโดยตรงกลายเป็นพ่อค้าแล้วเป็นนายทุน (ต่อมาญี่ปุ่นก็ทำได้) ซึ่งเป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับเกษตรกรรมผลิตแบบธรรมชาติกับหัตถอุตสาหกรรมที่อยู่ภายใต้การควบคุมของสมาคมช่างฝีมืออาชีพซึ่งเป็นลักษณะเด่นของอุตสาหกรรมในเมืองของยุคกลางในยุโรป อันแรกนี้เรียกว่าหนทางที่ปฏิวัติอย่างแท้จริงคือการที่ผู้ทำการผลิตโดยตรง (ช่างฝีมือและผู้ประกอบการ) เข้าดำเนินการผลิตสินค้าเองเลย ซึ่งยากมากๆ และไม่ค่อยปรากฏนอกจากทำได้บางส่วน
หนทางที่สองคือทุนพ่อค้าเข้ากุมอำนาจเหนือการผลิตและแลกเปลี่ยน เช่นในอังกฤษศตวรรษที่ 17 ที่พ่อค้าควบคุมเหนือช่างทอผ้า ขายผ้าให้พวกนั้นไปทอที่บ้านแล้วซื้อผลผลิตผ้าจากพวกช่างทอผ้า กระบวนการหลังนี้ในตัวมันเองไม่สามารถล้มล้างวิถีการผลิตเก่าลงไปได้ หากยังช่วยรักษาระบบนี้ไว้ไม่ให้การเปลี่ยนแปลงใหม่เกิดขึ้นมาได้
ประวัติศาสตร์ระยะเปลี่ยนผ่านดังที่ได้เกิดในยุโรป ยุติลงด้วยการที่ทุนอุตสาหกรรมเอาชนะเหนือทุนการค้าอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
ดังที่อีริก ฮอบสบอว์ม นักประวัติศาสตร์ชาวลัทธิมาร์กซ์ผู้โด่งดัง ที่รวบรวมข้อมูลทั้งหมดอย่างเป็นระบบในหนังสือ “ยุคแห่งทุน” (The Age of Capital) ซึ่งเฉลยให้คนเห็นถึงผลพวงทั้งหมดที่ระบบสังคมอุตสาหกรรมได้สร้างให้แก่มนุษย์และประเทศในโลกผ่านระบบการเมืองและอุดมการณ์ประชาธิปไตยเสรี
ช่วงเวลาที่ศึกษาคือระหว่างปี 1789-1848 ซึ่งเขาเรียกว่ายุคของ “การปฏิวัติคู่” (dual revolution) คือการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่ดำเนินการโดยอังกฤษเป็นหลักกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองนำโดยฝรั่งเศส (1789) มีการประท้วงต่อต้านจากกรรมกรและคนชั้นล่างที่ไม่พอใจกับระบบอุตสาหกรรม
วิกฤตการเมืองในปี 1848 จบลงด้วยการปราบและทำลายขบวนการกรรมาชีพลง
จากนั้นจึงนำไปสู่การขยายตัวเติบใหญ่ของระบบทุนอย่างไม่มีอะไรกีดขวางได้อีกแล้ว
หลังจากนั้นเป็นต้นมา ไม่มีที่ใดในโลกที่ไม่ประสบความเปลี่ยนแปลง ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ไม่มากก็น้อย ไม่ด้วยกำลังก็ด้วยสันติ
น่าสนใจว่าการเปลี่ยนแปลงทางสังคมอันแรกที่เกิดขึ้นทั่วโลกคือการสร้างแรงงานเสรีเพื่อป้อนให้แก่ระบบทุนโรงงาน

ก่อนหน้านั้นระบบแรงงานในโลกเหมือนกันคือเป็นระบบพันธนาการ ชาวนาถูกผูกมัดไว้ด้วยพันธะต่อเจ้าที่ดินหรือนายเงินให้ทำงานที่ไม่มีค่าจ้างตอบแทน นั่นคือระบบฟิวดัลหรือศักดินา
จึงไม่แปลกใจที่การปฏิรูปสังคมที่เกิดขึ้นทั่วโลกหลังจากระบบทุนได้ชัยชนะทั่วยุโรปอย่างเด็ดขาด คือการเลิกทาสและไพร่ จากการเคลื่อนไหวทางอุดมการณ์เสรีนิยมเพื่อยุติและเลิกระบบทาสในอังกฤษและอเมริกาแต่ในศตวรรษที่ 18 มาถึงการออกกฎหมายเลิกทาสในอังกฤษในปี 1831 บราซิลเลิกทาสในปี 1850 การเลิกทาสกสิกรในจักรวรรดิรัสเซีย 1861 สงครามกลางเมืองและการเลิกทาสอเมริกันในปี 1860-65 อังกฤษเลิกทาสและไพร่ในเปรัก (มลายา) และสเปนเลิกทาสคิวบาในปี 1886
กระทั่งพระราชอาณาจักรสยามที่อยู่ไกลจากศูนย์กลางทุนนิยมโลกก็ยังต้องทำตามระเบียบโลกเสรีนิยมขณะนั้น ด้วยการออกกฎหมายกระเษียรอายุลูกทาสปี 1874 และเลิกทาสในปี 1905
โดยที่รัชกาลที่ 5 ทรงอธิบายให้ที่ประชุมสภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน (เคาน์ซิลออฟสเตต) ฟังว่า
“การสิ่งไรซึ่งเป็นการเจริญมีคุณแก่ราษฎรควรจะเป็นไปให้ทีละเล็กละน้อยตามกาลเวลา การสิ่งไรซึ่งเป็นธรรมเนียมของบ้านเมืองมาแต่โบราณ แต่ไม่สู้เป็นยุติธรรม ก็อยากจะเลิกถอนเสีย”
พระราชปรารภของรัชกาลที่ 5 ในเรื่องการเลิกทาสนั้น เกิดขึ้นภายหลังกลับจากเสด็จพระราชดำเนินเยือนยุโรป เมื่อชนชั้นนำสยามตกลงใจที่จะเป็นอารยะหรือศิวิไลซ์ตามสากลประเทศ ทัศนะและวิธีการปฏิบัติทางสังคมก็จำต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้เข้ากับมาตรฐานเขาด้วย
หนึ่งในสิ่งที่มีอาการของความล้าหลังและไม่เป็นอารยชนอย่างยิ่งก็คือ การเป็นทาสและการมีทาสในสังคมอย่างเป็นหลักเป็นฐานนั่นเอง
นี่คือปรากฏการณ์แรกๆ ของ “สิ่งที่มั่นคงแข็งแกร่งจะมลายหายไป สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งปวงจะถูกลบหลู่”
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
