E-DUANG
เจตนาในการ”ขยาย”กรณีประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 จากเวที”ดีเบต”กำลังถูกตรวจสอบถึง”ผล”ที่ตามมาอย่างรวดเร็ว
เนื่องจากเป็นการจุดพลุโดย”นักการเมือง”ระดับ”เก๋าเกม”
ไม่ว่าจะมาจากพรรคภูมิใจไทย ไม่ว่าจะมาจากพรรคประชาธิปัตย์
แต่เมื่อเผชิญกับท่วงท่าแบบ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ
ผลก็อาจไม่เป็นไปตาม”ความปรารถนา”ลึกๆของพรรคภูมิใจไทย หรือแม้กระทั่งของพรรคประชาธิปัตย์
แม้จะสะสมความจัดเจนอย่างยิ่งยวดในทางการเมือง
มิใช่เพราะความยอดเยี่ยมหรือล้ำเลิศของ นายณัฐพงษ์ ปัญญาวุฒิ
หากแต่เนื่องด้วย”ฤดูกาล”ที่”เปลี่ยน”ไปแล้ว
จะเข้าใจต่อสถานการณ์อันเกี่ยวกับการขยายกรณีประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จากพื้นที่”ดีเบต”
ต้องเข้าใจถึงการจุดกระแส”ชาตินิยม”ที่”ชายแดน”
กัน จอมพลัง จะตอบได้เป็นอย่างดีว่าสถานการณ์เดือนมิถุนายนแตกต่างจากสถานการณ์เดือนพฤศจิกายน
เดือนมิถุนายนเงิน”บริจาค” คึกคัก เข้มข้น
แต่เมื่อเข้าสู่เดือนพฤศจิกายนเกิดภาวะหยุดนิ่งชะงักงัน แม้จะมีบางคนแต่งชุด”อาสารักษาดินแดน”ออกเดินสายก็ตาม
นั่นเพราะบทบาทของ”ทหาร”เข้มข้น
นั่นเพราะความเข้าใจของประชาชนไม่ว่าที่”แนวหน้า” หรือ
“แนวหลัง”มีทิศทางเดียวกันและใกล้เคียงกัน
ความคิด”รักชาติ”เป็นอำนาจนำเหนือ”คลั่งชาติ”
กล่าวสำหรับกรณีประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 กับพรรค การเมือง ศาลรัฐธรรมนูญได้กำหนด”บรรทัดฐาน”ชัดเจน
ห้ามพรรคการเมืองนำไป”หาเสียง”สร้างคะแนนนิยม
การที่พรรคภูมิใจไทยกำหนดบรรทัดฐานในการร่วมรัฐบาลกับพรรคการเมืองใด การที่พรรคประชาธิปัตย์พยายามเน้นย้ำ
อาจทำให้เกิดกระแสการวิพากษ์วิจารณ์ กว้างขวาง
แต่เมื่อเผชิญกับท่วงทำนองซื่อๆตรงๆในแบบของ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ที่ยึดบรรทัดฐาน”ศาลรัฐธรรมนูญ”
ทำให้ภาพทางการเมืองชัดเจนและรวบรัด
ชัดเจนว่าพรรคการเมืองใดกำลังใช้ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เป็นเครื่องมือ
พรรคการเมืองใดยึดกุมคำวินิจฉัยของ”ศาลรัฐธรรมนูญ”
เพียงไม่เกินสัปดาห์สังคมก็เห็นการหยุดของพรรคประชาธิปัตย์ ประสานกับการยกมือไหว้ของพรรคภูมิใจไทย
สถานการณ์ต่างจากหลังการเลือกตั้งเดือนพฤษภาคม 2566
สถานการณ์ต่างจากหลังการฉีก MOU และเมื่อมีการเชิญหลายพรรคการเมืองไปร่วมโต๊ะมินท์ช็อกที่พรรคเพื่อไทย
เนื่องจากเป็นสถานการณ์ในเดือนธันวาคม 2568
