สิ่งแวดล้อม | ทวีศักดิ์ บุตรตัน
โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งประชาชาติหรือยูเนป ส่งเทียบเชิญนักวิทยาศาสตร์สาขาต่างๆ 287 คนจาก 82 ประเทศ มาร่วมระดมความคิดเรื่องสภาพแวดล้อมโลกและให้ผู้เชี่ยวชาญราว 800 คนวิพากษ์วิจารณ์ กระบวนการนี้ใช้เวลาถกเกือบ 2 ปี กว่าจะได้สรุปในหัวข้อ อนาคตที่เราเลือก (A future we choose)
เป็นครั้งแรกที่ชนพื้นเมืองปัญญาชนท้องถิ่นจากทั่วโลกแสดงภูมิปัญญาในเรื่องการอยู่กับธรรมชาติสิ่งแวดล้อมเข้าร่วมแสดงความเห็นในเวทีที่ยูเนปจัดขึ้นทั้งที่กรุงเทพมหานคร กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย และกรุงไนโรบี ประเทศเคนยา
ผู้เข้าร่วมประชุมเห็นพ้องว่า สภาพแวดล้อมโลกเข้าสู่ภาวะวิกฤตภูมิอากาศแล้ว ได้เห็นการล่มสลายของธรรมชาติ ระดับมลพิษปนเปื้อนสูงอย่างมีนัยสำคัญ จนทำให้ชาวโลกเกิดอาการช็อกกับธรรมชาติรุนแรงอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในรอบหลายสิบปีอย่างเช่นพายุเฮอร์ริเคนหรือพายุซูเปอร์ไต้ฝุ่นที่พัดถล่มใส่บ้านเรือนผู้คนเสียชีวิต บาดเจ็บ และไร้ที่อยู่นับหมื่นคน
ประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพที่ดินมีการถกเถียงกันอย่างมากโดยเฉพาะชนเผ่าพื้นเมืองมองว่าผืนป่าถูกทำลายเปลี่ยนสภาพเป็นแหล่งเพาะปลูก การใช้สารเคมีเร่งให้พืชผลเติบโตเร็ว กลุ่มชนเผ่าพื้นเมืองเข้าใจในวิถีธรรมชาติชี้ว่า วิธีการทำลายผืนป่าด้วยการใช้สารพิษทำลายระบบนิเวศ ความหลากหลายทางชีวภาพสูญสลาย
กลุ่มชนเผ่าพื้นเมืองส่งเสียงเรียกร้องให้หยุดยั้งพฤติกรรมดังกล่าวแต่กลับถูกกลุ่มนายทุนคุกคามข่มขู่และใช้ความรุนแรง
เมื่อ 2 ปีก่อน หนังสือพิมพ์เดอะการ์เดียน ของอังกฤษ สรุปข้อมูลกลุ่มชนเผ่าพื้นเมืองทั่วโลกที่ต่อสู้เพื่อพิทักษ์ผืนป่าและทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม ถูกลอบฆ่ามากถึง 196 คน ส่วนใหญ่อยู่ในโคลอมเบีย บราซิล เม็กซิโก และฮอนดูรัส
นักเคลื่อนไหวพิทักษ์สิ่งแวดล้อมทรัพยากรธรรมชาติในบ้านเราก็มีที่ถูกปลิดวิญญาณเพราะไปคัดค้านขัดขวางโครงการของกลุ่มทุนทำลายทรัพยากรธรรมชาติ
ผืนป่าและทรัพยากรธรรมชาติไม่เพียงถูกโค่นทำลายจนกลายเป็นทะเลทรายภูเขาโล้นแล้งเท่านั้น หากยังส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และแหล่งน้ำ เพราะผืนป่าดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นต้นน้ำ เป็นแหล่งกักเก็บซับน้ำ
เมื่อปี 2566 ทั้งๆ ที่ทั่วโลกร่วมรณรงค์ลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกเพื่อหยุดยั้งไม่ให้อุณหภูมิผิวโลกทะลุสูงกว่า 2 องศาเซลเซียส แต่ถึงกระนั้น ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ในชั้นบรรยากาศเกินเส้นความปลอดภัยมานานแล้วตั้งแต่ปี 2533
ระดับความปลอดภัยของปริมาณ CO2 ในชั้นบรรยากาศอยู่ที่ 350 ส่วนในล้านส่วน หรือ ppm (parts per million) แต่เมื่อปี 2533 ผลการตรวจสอบขององค์กรบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศของสหรัฐ ที่ศูนย์เมานาโลอา เกาะฮาวาย พบว่า CO2 สูงกว่าระดับความปลอดภัย 77.6 ppm ล่าสุดเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2568 ปริมาณ CO2 อยู่ที่ 427.6 ppm
สัดส่วนการปล่อย CO2 มาจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน โรงงานอุตสาหกรรม การขนส่ง อาคารที่พักรวม 70 เปอร์เซ็นต์ และ 20 เปอร์เซ็นต์มาจากการเกษตรป่าไม้และการเปลี่ยนแปลงสภาพที่ดิน
รายงานยูเนปพูดถึงสารเคมีที่เป็นองค์ประกอบสำคัญทำให้โลกเปื้อนมลพิษ คาดกันว่า มีประมาณ 350,000 ชนิด แต่ละปีมีการซื้อขายสารเคมีมูลค่าราว 500,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.5 ล้านล้านบาท)
ถ้าเทียบกับงบประมาณประเทศไทย ปี 2569 จัดไว้ที่ 3.78 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนเกือบๆ 50%
สารเคมีเป็นภัยคุกคามมนุษย์ มีผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมรุนแรงมีมานานแล้วตั้งแต่ยุคเคมีเฟื่องฟูระหว่างเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่พีกสุดอยู่ในช่วงปี 2543 เป็นต้นมา หลังจากนำก๊าซน้ำมันมาผลิตเป็นสารโพลีเมอร์
นวัตกรรมใหม่ๆ ที่เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมเปโตรเคมี ประกอบกับวิถีการใช้ชีวิต พฤติกรรมการบริโภค กินเร็ว กินด่วน กินไม่ยั้งมีผลต่อการผลิตสินค้าเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค ส่งผลให้อุตสาหกรรมนี้เติบโตต่อเนื่อง
ในอุตสาหกรรมเกษตร ใช้สารเคมีกันอย่างไม่ยั้งมือเพราะเกษตรกรแข่งขันผลิตป้อนตลาดตอบสนองผู้บริโภคที่หันมานิยมกินผักผลไม้มากขึ้น การใช้ปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าวัชพืช ฉีดพ่นใส่พืชผักผลไม้ สารเคมีเหล่านี้ปนเปื้อนในดิน แหล่งน้ำ ส่งผลต่อผู้ใช้น้ำสัตว์น้ำ เป็นห่วงโซ่อันตรายที่คนส่วนใหญ่ไม่ให้ความใส่ใจ
เกษตรกรเองก็ไม่มองว่าสารเคมีที่ใช้ทุกวันนั้นมีผลร้ายย้อนเข้าตัว อย่างสารพิษพวกคลอริเนต เช่น ดีดีที ดีลคริน หรือพวกฟอสเฟต เช่น พาราไธออน หรือสารพิษใช้เบื่อหนู ฆ่าปลวก เช่น ซิงก์ฟอสไฟด์ ทำให้เกษตรกรเจ็บป่วยนำไปสู่การเป็นโรคร้ายอย่างมะเร็งปอด มะเร็งผิวหนัง
แต่ละปีคนไทยป่วยด้วยโรคมะเร็งตกราวๆ 140,000 คน เสียชีวิตไม่น้อยกว่า 200 คนต่อวัน คนป่วยเหล่านี้ล้วนมีส่วนเกี่ยวข้องกับการสัมผัสสารเคมีแทบทั้งสิ้น
เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช หรือไทยแพน เปิดเผยหลังเก็บตัวอย่างผัก ผลไม้ในห้าง 5 แห่ง ตลาด 12 จังหวัด ในปี 2567 ส่งไปวิเคราะห์สารพิษตกค้าง 419 รายการพบว่า ผักและผลไม้ที่ขายในห้างมีสารพิษตกค้างเกินมาตรฐาน 75 เปอร์เซ็นต์
ส่วนตลาดสดและห้างค้าส่งพบสารตกค้างเกินมาตรฐาน 61 เปอร์เซ็นต์
รายงาน “อนาคตที่เราเลือก” ของยูเนป พูดถึงการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลมีผลต่อการดึงทรัพยากรมาใช้มากขึ้น โดยเฉพาะแร่หายากหรือแรร์เอิร์ธ (REEs- rare earth elements) เชื้อเพลิงจากซากฟอสซิล โลหะชนิดต่างๆ เพื่อตอบสนองต่อการผลิตและความต้องการของผู้บริโภค
คาดการณ์ว่า ในระหว่างปี 2563-2603 ทั่วโลกจะสกัดทรัพยากรนานาชนิด ทั้งชีวมวล เชื้อเพลิงฟอสซิล แร่โลหะ และวัสดุที่ไม่ใช่โลหะ เพิ่มขึ้น 60 เปอร์เซ็นต์ จาก 100 ล้านตันเป็น 160,000 ล้านตัน
เฉพาะจำนวนโทรศัพท์มือถือชนิดสมาร์ตโฟนทั่วโลกปีนี้มีทั้งหมด 7,400 ล้านเครื่อง แต่ละเครื่องต้องชิ้นส่วนที่เป็นโลหะอะลูมิเนียม ทองแดง ทอง ลิเทียม นิกเกิล ทองแดง ชิลิคอน แกลเลียม
ลำโพงหรือไมโครโฟนในโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ๆ ใช้แร่หายากเป็นส่วนประกอบ เช่น นีโอไดเมียม (Neodymium) เพรซีโอดิเมียม (Praseodymium) ดิสโพรเซียม (Dysprosium ) สารเคลือบหน้าจอทัชสกรีน ใช้แร่อินเดียมทินออกไซด์ และนิโอเบียมใช้เคลือบจอให้ทนทาน
ตั้งแต่ปี 2543-2548 แร่หายากถูกขุดนำมาใช้ในการผลิตโทรศัพท์มือถือเพิ่มขึ้น 28 เปอร์เซ็นต์ ระหว่างปี 2562-2563 เพิ่มขึ้น 34 เปอร์เซ็นต์ เหมืองแร่หายากในจีน ผลิตมากสุด 70 เปอร์เซ็นต์ และ 90 เปอร์เซ็นต์ของแร่หายากในโลก นำมาสกัดที่จีนมากถึง 90 เปอร์เซ็นต์
บ้านเรา ขุดแร่หายากติดอันดับ 6 ของโลก มีปริมาณการผลิต 13,000 ตัน ถ้าเทียบปัจจุบันกับปี 2566 สถิติพุ่งขึ้นถึง 261% หรือเทียบกับปี 2561 เพิ่มมากกว่า 13 เท่า
การผลิตแร่หายากมีความสลับซับซ้อนต้องใช้น้ำและสารเคมีในปริมาณมาก แร่หายาก 1 ตันทำให้เกิดน้ำเสียหลาย 75,000 ลิตร สารเคมีที่นำมาใช้ในการสกัดได้แก่กรดไนตริก กรดซัลฟิวริก
เหมืองแร่ของจีนที่ตั้งอยู่ตามแนวชายแดนไทย-พม่าตอนเหนือของจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย เป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำให้สารพิษจากการผลิตแร่หายากไหลปนเปื้อนใส่แม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่โขง นำไปสู่ปัญหาสิ่งแวดล้อม
น้ำประปาหมู่บ้านที่ตั้งริมแม่น้ำทั้ง 4 สาย พบสารหนู และสารโลหะหนักเกินค่ามาตรฐาน ปัญหานี้เกิดขึ้นมานานแล้ว แต่ยังไม่มีรัฐบาลไทยชุดไหนแก้ปัญหาได้
ยูเนปยังชี้ถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่เปลี่ยนไป ส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อสุขภาพสิ่งแวดล้อมของโลก
ความต้องการโทรศัพท์มือถือ ทำให้การขุดหาทรัพยากรธรรมชาติเป็นไปอย่างบ้าคลั่ง ไม่ต่างกับล่าหาทองคำ ที่กลุ่มทุนระเบิดหินภูเขา ทำลายป่าไม้และใช้สารพิษสกัดแร่
แนวโน้ม ปริมาณความต้องการโทรศัพท์มือถือทั่วโลกในปี 2569 จะลดลงราว 2.4 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับปีนี้ เพราะชิปและหน่วยความจำมีต้นทุนสูง แต่คนรุ่นใหม่ที่ต้องการซื้อสมาร์ตโฟนรุ่นใหม่ๆ คาดว่า ยังเพิ่มขึ้น 6.9 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับปี 2568
รายงานยูเนปฉบับล่าสุดพยายามบอกให้ชาวโลกรู้ว่า ทางเลือกที่เราจะเดินไปข้างหน้าปี 2569 มีหนทางเดียว หนทางนั้นต้องเป็นไปเพื่อชีวิตใหม่ที่สดใสกว่าวันนี้
สัปดาห์หน้ามาว่ากันต่อว่า ต้องทำอย่างไรชาวโลกจึงจะเดินไปถึงหมุดหมายอนาคตที่เราเลือก
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
