พื้นที่ระหว่างบรรทัด | ชาตรี ประกิตนนทการ

Mystical Royal Nationalism (1)

อุดมการณ์กษัตริย์นิยมครองอำนาจนำในสังคมไทยมายาวนานจนปัจจุบัน ทุกคนทราบดี

และหลายสิบปีที่ผ่านมาต่างมีงานศึกษามากมายพยายามเข้ามาเสนอคำอธิบายว่าเพราะอะไรอุดมการณ์นี้จึงทรงพลัง ด้วยเงื่อนไขอะไร และก่อตัวอย่างไรในบริบททางสังคมการเมืองไทย

ซึ่งงานชิ้นล่าสุดที่ผมคิดว่าเสนอคำอธิบายได้น่าสนใจจนอยากพูดถึงในคอลัมน์นี้คือ หนังสือ “พระทรงเสกพรไหว้วอนทุกวัน : ศาสนวัตถุกับอุดมการณ์กษัตริย์นิยม ทศวรรษ 2410-2540” ของคุณวิศรุต บวงสรวง

งานชิ้นนี้เลือกใช้หลักฐานที่ถือว่าใหม่ทีเดียวมาอธิบายปรากฏการณ์นี้ ได้แก่ พระพุทธรูป พระเครื่อง วัตถุมงคล และเหรียญที่ระลึกต่างๆ

หนังสือ “พระทรงเสกพรฯ”

แน่นอน หลักฐานที่ปรากฏแม้ไม่ได้ใหม่มากชนิดไม่เคยมีใครใช้มาก่อน โดยเฉพาะในกลุ่มพระพุทธรูป

แต่ในส่วนอื่นที่ถูกอ้างถึงเป็นจำนวนมากในงานก็ถือว่าค่อนข้างถูกละเลยในงานศึกษาก่อนหน้านี้ และงานที่พอมีอยู่บ้างก็ล้วนแต่ศึกษามันในแง่พุทธคุณและรูปแบบศิลปะมากกว่าในฐานะวัตถุบรรจุอุดมการณ์ทางการเมืองในแบบที่งานนี้ใช้

ที่สำคัญ งานชิ้นนี้ยังเลือกใช้กรอบแนวคิดที่น่าสนใจในการ “อ่าน” (ตีความ) หลักฐานไปพร้อมกัน

ไม่ว่าจะเป็นสภาวะลูกผสม (hybridity) ศาสนาเชิงปฏิบัติ (practical religion) และวัฒนธรรมที่ส่งผ่านศาสนวัตถุ (religious material culture)

ส่งผลทำให้หลักฐานที่อาจคุ้นเคยผ่านตาและดูธรรมดาทั่วไป แปลงสภาพกลายเป็นหลักฐานใหม่ที่มีศักยภาพในการสร้างบทสนทนาที่มีพลังในประเด็นการก่อตัวขึ้นของอุดมการณ์กษัตริย์นิยมในสังคมไทย

โดยสาระสำคัญ งานชิ้นนี้เสนอให้ทำความเข้าใจพลังของอุดมการณ์ชุดนี้ผ่านกระบวนการ “ปรับ/สร้าง” สภาวะศักดิ์สิทธิ์เหนือธรรมชาติแบบจารีตของสถาบันกษัตริย์ไทย ให้สอดผสานเข้ากับความเป็นสมัยใหม่ โดยอาศัยการผลิต การแพร่กระจาย และการใช้สอยพระเครื่องตลอดจนเหรียญตราต่างๆ ในรูปแบบสมัยใหม่

วัตถุสิ่งของเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางสำคัญในการสถาปนาและธำรงอำนาจนำของสถาบันกษัตริย์ในสังคมไทย ตั้งแต่ช่วงเปลี่ยนผ่านจากรัฐจารีต สู่รัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และเรื่อยมาจนถึงรัฐประชาชาติหลังการปฏิวัติ พ.ศ.2475

ผมอยากจะขอเรียกสิ่งที่งานชิ้นนี้นำเสนอด้วยคำว่า Mystical Royal Nationalism (ราชาชาตินิยมเชิงอภินิหาร)

พระชัยนวโลหะในรัชกาลที่ 5 ที่มา : หนังสือ “พระทรงเสกพรฯ”

ควรกล่าวไว้ก่อนว่า คำนี้ผมคิดขึ้นเองหลังจากอ่านหนังสือจบ ซึ่งเกิดความรู้สึกเสียดายแทนที่ตัวงานไม่ยอมขมวดข้อมูลหลักฐานมากมายที่ดีมากๆ ให้กลายเป็นกรอบแนวคิดรวบยอดบางอย่างที่สามารถใช้อธิบายพลังของอุดมการณ์ชุดนี้ในสังคมไทย

ดังนั้น สิ่งที่จะอธิบายต่อไปจากนี้คือความคิดของผมเองคนเดียว ซึ่งอาจจะไม่ตรงกับสิ่งที่คุณวิศรุตคิดเลยก็เป็นได้ แต่อย่างน้อยก็อาจเป็นจุดตั้งต้นในการขยายบทสนทนาในเรื่องนี้ต่อไปในอนาคต

มีอย่างน้อย 3 ประเด็นที่นำผมไปสู่ไอเดียว่าด้วย Mystical Royal Nationalism

หนึ่ง งานชิ้นนี้ให้ความสำคัญกับ “สภาวะลูกผสม” ที่ถูกประกอบสร้างขึ้นภายใต้กระบวนการปรับตัวสู่สภาวะสมัยใหม่ของชนชั้นนำสยามที่ต้องเจอกับความท้าทายมากจากวัฒนธรรมตะวันตกราวปลายศตวรรษที่ 19

ซึ่งงานศึกษาที่ผ่านมามักเน้นคำอธิบายช่วงเวลานี้ในลักษณะ “เข้าแทนที่” วัฒนธรรมแบบจารีตด้วยวัฒนธรรมสมัยใหม่จากยุโรปมากกว่าการอธิบายว่าเป็นสภาวะ “เลือกรับปรับใช้” จนเกิดเป็นลูกผสมใหม่ของทั้งจารีตและสมัยใหม่

Lord of Things ของ Maurizio Peleggi คืองานคลาสสิคที่วิเคราะห์บทบาทของวัตถุสิ่งของ (พระราชพิธี สถาปัตยกรรม เสื้อผ้า ฯลฯ) และวัฒนธรรมการบริโภค เพื่อสร้างภาพลักษณ์ความเป็นสมัยใหม่ของสถาบันกษัตริย์สยามช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 ในฐานะเครื่องมือทางการเมืองที่ช่วยสถาปนาอำนาจและความชอบธรรมของราชสำนักในบริบทยุคล่าอาณานิคม

อย่างไรก็ตาม การอธิบายกลับให้ความสำคัญกับลักษณะ “เข้าแทนที่” ของ “ความเป็นตะวันตก” มาก ทั้งงานสถาปัตยกรรมก็เปลี่ยนมาเป็นรูปแบบตะวันตก การแต่งกายก็เปลี่ยนมาเป็นแบบยุโรป แม้จะมีการพูดถึงบ้างในส่วนที่เป็นการคงอยู่ของจารีตเดิม แต่ก็ไม่ได้ให้ความสำคัญนัก

พูดให้เข้าใจง่ายๆ คือ เราเห็นแต่ภาพความพยายามไล่กวดความเป็นยุโรปให้ทัน โดยละเลยด้านที่สำคัญมากไม่แพ้กัน (หรืออาจจะมากกว่า) นั่นก็คือ ความพยายามที่จะ localized ความเป็นยุโรปให้กลืนกลายไม่แปลกแยกออกจากกรอบความคิดดั้งเดิม

หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ขาดนัยยะของสิ่งที่เรียกว่า The invention of Tradition ตามแนวคิดของ Eric Hobsbawm ที่สร้างประเพณีประดิษฐ์แบบใหม่ขึ้นแต่ทำจนเนียนแนบสนิทจนนึกว่าของเดิม

ในขณะที่ “พระทรงเสกพรฯ” ให้ภาพที่ต่างออกไป การสร้างเหรียญเสมา จ.ป.ร. เหรียญปฐมปาฏิหาริย์ ตลอดจนพระพุทธรูปและพระห้อยคอต่างๆ ล้วนแล้วแต่เป็นวัตถุสิ่งของที่ช่วยผสานกลืนกลายความเป็นสมัยใหม่จากภายนอกให้ดูเสมือนว่าเป็นของเก่าแท้แต่โบราณของสยาม

เหรียญเสมา จ.ป.ร. ที่มา : หนังสือ “พระทรงเสกพรฯ”

กรณีการสร้าง พระชัยนวโลหะ ในรัชกาลที่ 5 ในฐานะวัตถุสัญลักษณ์ของคนที่จะขึ้นครองราชสมบัติพระองค์ต่อไป เป็นตัวอย่างที่ดี

ในสังคมจารีต การสืบราชสมบัติมิได้มีระเบียบที่ชัดเจน เจ้านายชั้น “เจ้าฟ้า” ที่มีบารมีและเครือข่ายขุนนางมากสามารถขึ้นเป็นกษัตริย์พระองค์ต่อไปได้โดยไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงระดับสายเลือดแต่อย่างใด แต่ระบบดังกล่าวถูกยกเลิกไปพร้อมกับการยกเลิกตำแหน่ง “วังหน้า” และมีการนำเข้าระบบ “มกุฎราชกุมาร” (crown prince) จากยุโรปเข้ามาใช้แทน

แต่ระบบตะวันตกนี้ก็ถูกกลืนกลายจนเป็นไทยด้วยวิธีการต่างๆ ทั้งการตั้งชื่อแบบไทยจนกลิ่นนมเนยสูญหาย การเขียนอธิบายว่าสิ่งนี้ไม่ใช่ของใหม่เป็นแต่การปรับชื่อเรียกใหม่เท่านั้น ไปจนถึงการสร้างพระชัยนวโลหะ

รัชกาลที่ 5 ทรงสร้างพระพุทธรูปนี้โดยตั้งใจที่จะมอบให้แก่เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ (มกุฎราชกุมารพระองค์แรก) แต่พระองค์สวรรคตเสียก่อน จึงได้พระราชทานแก่รัชกาลที่ 6 แทน

ซึ่งรัชกาลที่ 6 ได้ทรงอธิบายและตีความว่าพระพุทธรูปนี้คือสัญลักษณ์ของผู้ที่ควรจะได้สืบสันตติวงศ์เป็นลำดับต่อไป

ซึ่งในด้านหนึ่งเป็นการเชื่อมตำแหน่งมกุฎราชกุมารเข้ากับสัญญะทางประเพณีเดิม และทำให้ระบบที่เป็นของนำเข้าดูเป็นไทยมากขึ้น

เหรียญเสมา จ.ป.ร. สำหรับพระราชทานแก่เด็กสามัญชน เป็นอีกตัวอย่างที่น่าสนใจ ตัวเหรียญเองเป็นแนวคิดแบบสมัยใหม่อย่างไม่ต้องสงสัย และเป็นวัตถุที่แสดงความสัมพันธ์แบบสมัยใหม่ระหว่างกษัตริย์กับราษฎร (กษัตริย์ใกล้ชิดประชาชน) แต่รูปแบบมีการใช้รูปทรงใบเสมาเป็นเส้นกรอบนอกของเหรียญ ซึ่งทำให้ตัวเหรียญมีภาพจำที่ยึดโยงย้อนกลับไปหาใบเสมาแบบจารีต

อีกทั้งเมื่อแจกไปแล้วยังมีเรื่องเล่าจากราษฎรในเชิงปาฏิหาริย์ที่สามารถคุ้มกันอันตรายและป้องกันโรคภัยไข้เจ็บ ดังที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเล่าถึงคำกราบบังคมทูลของราษฎรคนหนึ่งเอาไว้ว่า

“…หลานได้เสมามา 2 คน เสมานั้นเป็นเครื่องคุ้มกันอันตรายดีอย่างยิ่ง เพราะท่านประทานท่านให้พร…เดี๋ยวนี้ต้องแบ่งไปให้หลานบ้านอื่นเสียอัน 1 เพราะขี้โรค ที่อยู่บ้านเดี๋ยวนี้ต้องผลัดกันผูก ใครขี้โรคคนนั้นได้ผูก…” (อ้างถึงในหนังสือ “พระทรงเสกพรฯ” หน้า 69)

แสดงว่าเหรียญเสมา จ.ป.ร. ในอีกด้านหนึ่งกลายเป็นเครื่องรางของขลังไม่ต่างจากตะกรุดผ้ายันต์

เรื่องเล่าแบบนี้ทำให้วัตถุสมัยใหม่กลืนกลายเป็นเนื้อเดียวกับวัตถุแบบจารีต เป็นทั้งสื่อกลางในการนำเสนอแนวคิดใหม่และสัญลักษณ์ของอำนาจศักดิ์สิทธิ์เชิงอภินิหารของรัชกาลที่ 5 ไปพร้อมกัน

ลักษณะดังกล่าวชวนให้คิดต่อไปสู่วัตถุสิ่งของประเภทอื่น เช่น เครื่องราชอิสริยาภรณ์ทั้งหลาย ตราอาร์มแผ่นดิน (แบบแรก) ฯลฯ ที่ล้วนแล้วแต่เป็นแนวคิดจากตะวันตกทั้งสิ้น

แต่ด้วยวิธีการออกแบบลวดลายภายในที่ย้อนกลับไปดึงเอารูปสัญลักษณ์แบบจารีต ทั้งราชสีห์ คชสีห์ ช้างเอราวัณ มหาพิชัยมงกุฎ ฯลฯ มาผสมเข้ากับรูปทรงแบบตะวันตก จนทำให้ทุกอย่างดูเป็นไทย

และถึงแม้เราอาจจะรู้ถึงที่มาว่าเป็นของตะวันตก แต่ความรู้สึกที่เกิดขึ้นจริง จากการมองเห็นลวดลายศิลปะไทยแบบจารีตที่เคลือบอยู่ภายนอกอย่างเต็มที่ ก็ทำให้ไม่รู้สึกว่าสิ่งนี้เป็นของแปลกแยกจากสังคมอื่น

ผมอยากชวนคิดต่อว่า สิ่งนี้คือหัวใจสำคัญประการหนึ่งแห่งชัยชนะของอุดมการณ์กษัตริย์นิยมในสังคมไทย เป็นชัยชนะที่เกิดขึ้นจากความสามารถในการปรับแปลงตลอดจนกลืนกลายความแปลกปลอมจากภายนอกให้เสมือนว่าผุดงอกขึ้นมาจากเนื้อนาดินของสังคมไทยเอง

แต่ความสำเร็จที่กระทำผ่านวัตถุสิ่งของเหล่านี้ อาจไม่ใช่เพียงแค่การทำให้ “ฝรั่ง” กลายเป็น “ไทย” แต่อีกด้านที่สำคัญ (ประเด็นที่ 2) คือการเข้ามาเป็นกลไกในการเปลี่ยนผ่านระบอบกษัตริย์ จากความเป็น “สถาบัน” อันศักดิ์สิทธิ์ที่ห่างไกล ให้กลายเป็น “ปัจเจกบุคคล” ที่ใกล้ชิดจับต้องได้ ทว่ายังคงความศักดิ์สิทธิ์เหนือธรรมชาติไว้ดังเดิม

ใต้ภาพ

1-2 พระชัยนวโลหะในรัชกาลที่ 5 ที่มา : หนังสือ “พระทรงเสกพรฯ”

3 เหรียญเสมา จ.ป.ร. ที่มา : หนังสือ “พระทรงเสกพรฯ”



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

“ลิณธิภรณ์” ดันท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ สู่ศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ ชูอัตลักษณ์ดาราศาสตร์ เชื่อมคนทุกวัย
มือที่สามที่ไม่มีมือ
วิชาชีพสถาปนิก ในวิกฤตความชอบธรรม (1)
เชลยศึกสงครามลาว (53)
พระเครื่อง ของขลัง ผ้ายันต์ กับสงครามมหาเอเชียบูรพา (1)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (198)
E-DUANG | เส้นทาง ของ แถลงการณ์ คำพูด เส้นทาง ความจริง และ การไล่ล่า
“อนุทิน” โต้กระแสน้ำท่วมงบหมด ยันใช้งบกลางเยียวยา เผยอัดฉีดเพิ่มอีก 1 หมื่นล้าน จ่ายไวแบบ First Come First Serve
สส.ปารเมศ ชี้“ข้าวสารแซนด์บ็อกซ์” ต้องรื้อที่ต้นตอ! ขอชวนภูมิใจไทย ร่วมแก้ พ.ร.บ. สถานบริการ 2509
สุดารัตน์ จี้ต้องเข็นเศรษฐกิจไทยออกจาก “หล่ม” ที่ติดมายาวนานให้ได้ หลังไทยเจ้าภาพจัดประชุม IMF และ World Bank
ปฎิมา นักเขียน ชีวิต กับ ความใฝ่ฝัน นักเขียน ‘อาชีพ’
ดินแดง ราชปรารภ อารมณ์ ‘ร่วม’ ของ ‘มวลชน’ เบื้องหน้า การตาย ของเพื่อน