E-DUANG
ความพ่ายแพ้ต่อพรรคก้าวไกลของพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งเมื่อเดือนพฤษภาคม 2566
เป็น”รอยแผล” เป็น”ความเจ็บปวด”
เหมือนที่พรรคประชาธิปัตย์ต้องพ่ายแพ้ให้แก่พรรคไทยรักไทยในการเลือกตั้งเมื่อเดือนมกราคม 2544
เหมือนที่พรรคประชาธิปัตย์ต้องพ่ายแพ้ให้แก่พรรคพลังประชารัฐ และพรรคอนาคตใหม่ในการเลือกตั้งเมื่อเดือนมีนาคม 2566
เหตุผลสำคัญเพราะพรรคพลังประชารัฐ พรรคอนาคตใหม่ เป็นพรรคการเมืองใหม่
การลบ”รอยแค้น”ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 จึงสำคัญ
กล่าวสำหรับพรรคเพื่อไทยอันเป็นอวตารต่อเนื่องจากพรรคพลังประชาชน พรรคไทยรักไทย
ความเคยชินหนึ่ง คือ ความเคยชินในชัยชนะ
เป็นชัยชนะเมื่อเป็นพรรคไทยรักไทย เป็นชัยชนะเมื่อเป็นพรรคพลังประชาชน
แม้เมื่อเป็นพรรคเพื่อไทยก็อยู่ในเส้นแห่งชัยชนะ
ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งเดือนกรกฎาคม 2554 ไม่ว่าจะเป็น การเลือกตั้งเดือนมีนาคม 2562
เหนือกว่า”ประชาธิปัตย์” เหนือกว่า”พลังประชารัฐ”
แม้จะได้บทเรียนใหม่จากความพ่ายแพ้ของพรรคประชาธิปัตย์ในปี 2550 แล้วได้ชัยชนะในปี 2551
พรรคพลังประชารัฐที่แม้จะพ่ายแพ้แต่ก็ได้เป็น”รัฐบาล”
ดังที่พรรคเพื่อไทยสามารถแก้เกมที่แม้จะเป็นพรรคอันดับ 2 ในการเลือกตั้งเดือนพฤษภาคม 2566 แต่ก็ยังได้เป็น”รัฐบาล”
อันเห็นได้จากปฏิบัติการเดือนสิงหาคม 2566
พรรคเพื่อไทยจะต้องพลิกจากพ่ายแพ้ให้ได้เป็นรัฐบาลเหมือนกับที่พรรคประชาธิปัตย์ พรรคพลังประชารัฐ พรรคภูมิใจ ไทยเคยทำได้
กระนั้น ความตกต่ำของพรรคประชาธิปัตย์ ของพรรคพลัง ประชารัฐ ของพรรครวมไทยสร้างชาติ ก็น่าจะเป็นบทเรียน
พรรคเพื่อไทยจะพลิก”วิกฤต”เป็น”โอกาส”ได้หรือไม่
จุดน่าเป็นห่วงอย่างมากก็คือ พรรคเพื่อไทยที่เคยนำหน้ากลับกลายเป็นตามหลัง
ไม่เพียงตามหลังอันดับ 2 หากทำท่าจะเป็นอันดับ 3
ผลการสำรวจที่สะท้อนผ่าน”นิด้า โพล” ประสานเข้ากับ”สวน ดุสิต โพล”เด่นชัดในสถานะของพรรคเพื่อไทย
เส้นทางของพรรคเพื่อไทยจึงมุ่งไป 2 สายสำคัญ
1 จะพลิกกลับไปต่อกรกับพรรคภูมิใจไทย หรือ 1 ไหลเลื่อนไปในระนาบเดียวกับพรรคประชาธิปัตย์ พรรคพลังประชารัฐ
นี่ย่อมเป็นปัญหา”ภายใน”ของ”เพื่อไทย”
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
