สิ่งแวดล้อม | ทวีศักดิ์ บุตรตัน

รายงาน “อนาคตที่เราเลือก” ของโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนป ฉบับล่าสุดปี 2568 ในบทที่ 2 พูดถึงเรื่องราวตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน และอนาคตที่มีผลต่อสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจและกระทบต่อชุมชนโลกอย่างไร

ซึ่งแน่นอนว่า เราไม่สามารถปฏิเสธความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติที่มีอย่างแนบแน่นตั้งแต่โบราณกาล โดยเฉพาะชนเผ่าพื้นเมืองต่างรู้ซึ้งถึงความสัมพันธ์ดังกล่าวเป็นอย่างดี

สัมพันธภาพระหว่างชนเผ่าพื้นเมืองกับธรรมชาติทำให้ระบบนิเวศเป็นไปสู่แนวทางยั่งยืนและสมดุลมาโดยตลอดนับตั้งแต่ 11,700 ปีที่ผ่านมา

กระทั่งชาวโลกเกิดแรงขับให้การใช้ชีวิตเป็นไปอย่างสะดวกสบายมากขึ้นมากกว่าความต้องการเพียงอยู่รอดไปวันๆ

การพัฒนาชุมชนให้เป็นเมืองโดยเมินปฏิสัมพันธ์กับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้นำไปสู่ภาวะวิกฤตในยุคปัจจุบัน

ความต้องการความสะดวกความสบายนำไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรม เกิดค่านิยมทางสังคมต้องกินดีอยู่ดี เหล่านี้เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพดิน การเปลี่ยนแปลงสภาพน้ำ ความเสื่อมโทรมของธรรมชาติ เกิดมลพิษในดิน น้ำ และอากาศ เกิดฝุ่นพิษ และภาวะโลกเดือดในที่สุด

จำนวนประชากรโลกที่เพิ่มเป็นทวีคูณ ตั้งแต่ปี 2493 มาถึงปัจจุบัน ประชากรโลกมีมากถึง 8 พันล้านคน และตัวเลขยังโตขยายอีกต่อไป แม้ในบางสังคมอาจมีผู้สูงอายุมากขึ้น จำนวนประชากรในวัยเด็กลดลงอย่างเช่น ญี่ปุ่น หรือไทย และทิศทางในอนาคต การเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี จะเป็นองค์ประกอบสำคัญให้คนอายุยืนยาวมากขึ้น อัตราการเสียชีวิตน้อยลง แต่ในขณะเดียวกันเกิดการแก่งแย่งชิงทรัพยากรทำลายสิ่งแวดล้อมกลับมามีอัตราเร่งเร็ว

ในส่วนของชนพื้นเมืองที่อยู่กลมกลืนกับธรรมชาติสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันมีอยู่ราว 476 ล้านคนทั่วโลก เทียบเท่า 6 เปอร์เซ็นต์ของประชากรโลก คนเหล่านี้เมื่อวัดด้วยดัชนีการพัฒนาจะตกอยู่ในภาวะยากจนสุดขีด ขณะเดียวกัน แรงบีบจากการพัฒนาเมืองทำให้พื้นที่ที่เคยอยู่อย่างสงบและเป็นสุขก็ลดลงไปเรื่อยๆ

จำนวนประชากรโลกที่เพิ่มมีผลโดยตรงกับความต้องการในทุกด้าน ตั้งแต่ด้านการเกษตร ชีวิตความเป็นอยู่ การศึกษา การดูแลสุขภาพ เกิดการเคลื่อนย้ายของประชากรเข้ามาอยู่ในเมืองมีสูงมาก นำไปสู่การขยายตัวของเมือง การเปลี่ยนแปลงสภาพที่ดิน ดินโทรม

ประเทศไทยเป็นกรณีตัวอย่างที่มีความเปลี่ยนแปลงสภาพที่ดินสูงมาก พื้นที่ที่เคยเป็นป่าอุดมสมบูรณ์ไม่ว่าจะทางภาคเหนือหรืออีสาน แม้กระทั่งภาคใต้ ถูกแรงขับของการพัฒนาทำให้ป่าถูกโค่นทำลายกลายเป็นเขตเมือง สัตว์ป่าสูญพันธุ์ ธรรมชาติถูกทำลาย ภูเขาที่มีต้นไม้เขียวขจีกลายเป็นภูเขาหัวโล้น เป็นพื้นที่เกษตรปลูกข้าวโพด หรือไม่ก็กลายเป็นรีสอร์ต

พื้นที่ป่าไม้ของประเทศไทย ณ วันนี้เหลืออยู่แค่ 101 ล้านไร่เศษหรือราว 31% ตัวเลขการลดลงของพื้นที่ป่าจะไม่มากเหมือนในอดีต แต่การลดลงของพื้นที่ป่าไม้สะท้อนให้เห็นว่า ประเทศไทยไร้ประสิทธิภาพในการควบคุมป่าและการส่งเสริมให้มีพื้นที่ป่ามากขึ้น

การพัฒนาเศรษฐกิจเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ ตัวเลขจีดีพีหรือผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศตั้งแต่ 6 ทศวรรษที่ผ่านมา จีดีพีทั่วโลกเพิ่มขึ้นกว่า 7,000 เปอร์เซ็นต์ เป็นตัวชี้วัดได้เป็นอย่างดีว่า ชาวโลกแย่งกันกินแย่งกันใช้กันอย่างมโหฬาร

ทำให้เกิดการขยายพื้นที่เพาะปลูกเพื่อผลิตอาหาร ขยายเขตเลี้ยงหมูไก่และปศุสัตว์อื่นๆ การประมงเร่งจับปลาเพื่อให้ได้ปริมาณมากพอต่อความต้องการของผู้บริโภค

หรือการสร้างโรงงานอุตสาหกรรมเพื่อผลิตสินค้าสิ่งของอำนวยความสะดวกสบาย ตั้งโรงไฟฟ้า ขุดหาถ่านหิน น้ำมัน ก๊าซ และเชื้อเพลิง เพิ่มปริมาณพลังงานให้กับบ้านเรือนชุมชนที่อยู่กันอย่างหนาแน่น เร่งผลิตเครื่องจักร ขนส่งสินค้าและรถยนต์เพื่อให้การเดินทางเป็นไปอย่างรวดเร็ว

การพัฒนาเศรษฐกิจเช่นนี้เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้เกิดภาวะโลกเดือด ทั้งคลื่นความร้อน ภัยแล้ง พายุถล่ม น้ำท่วมใหญ่ที่ในอดีตก่อนยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมไม่เคยปรากฏให้เห็น

ปัญหาเศรษฐกิจจึงเป็นประเด็นสำคัญเพราะประเทศไหนมีเศรษฐกิจดีผู้คนอยู่ดีกินดี ประเทศนั้นๆ ก็มีความสงบราบรื่น ส่วนประเทศไหนมีปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ ผู้คนอดอยาก มีความเหลื่อมล้ำสูง ประเทศนั้นเผชิญกับปัญหารุมเร้าสารพัด โจรชุกชุม ปล้นฆ่ากันทุกวัน

ยูเนประบุว่า ประเทศที่มีรายได้ต่ำ ขยะราว 93 เปอร์เซ็นต์จะถูกเผาทิ้งหรือไม่ก็ฝังกลบ ก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง นำไปสู่ปัญหาสุขภาพของผู้คนในชุมชน ควันพิษจากการเผาไหม้ทำให้เกิดโรคปอด มะเร็ง น้ำเน่าเสียจากขยะที่ฝังกลบซึมเข้าไปในแหล่งน้ำสาธารณะ ปลาตาย น้ำไม่สามารถนำไปใช้ดื่มกินได้

ประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำสูงยังเกิดประเด็นความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมอย่างมาก เพราะรัฐไม่มีงบประมาณมาพัฒนาบ้านเมือง เกิดขยะล้นชุมชน น้ำเน่าเสีย โรงงานปล่อยควันพิษเกินมาตรฐาน เพราะข้าราชการคอร์รัปชั่นรับสินบนนายทุน กฎหมายไม่สามารถบังคับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในรายงานอนาคตที่เราเลือก กล่าวถึงการทุจริตว่าเป็นปัญหาระดับโลก เป็นการใช้อำนาจสาธารณะในทางที่ผิดเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้อง การทุจริตในยุคปัจจุบันมีความซับซ้อนหลายมิติ มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างมาก ธนาคารโลกประเมินว่าทั่วโลกมีการทุจริตราว 1.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 2 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีทั่วโลก

การทุจริตเป็นอุปสรรคสำคัญในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสิ่งแวดล้อมอย่างที่กล่าวข้างต้น และยังหมายรวมไปถึงการใช้ทรัพยากรอย่างไม่มีประสิทธิภาพ เช่น เอื้อให้นายทุนไปโค่นป่า บุกล่าสัตว์ ขุดแร่ในเขตป่า หรือจับปลาเกินขนาด

รายงาน “อนาคตที่เราเลือก” A future we choose ของยูเนป จัดทำผังแสดงปัจจัยต่างๆ ที่ทำให้เกิดวิกฤตสิ่งแวดล้อมของโลก

รายงานชิ้นนี้ยังระบุถึงรัฐบาลที่ไร้ประสิทธิภาพนำไปสู่ปัญหาวิกฤตทางสิ่งแวดล้อม เพราะรัฐบาลไม่มีการตระหนักรู้ว่าในการดำเนินนโยบายสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้นได้อย่างไร

ประเด็นรัฐบาลไร้ประสิทธิภาพถ้าจะให้ยกตัวอย่างรัฐบาลไทยก็ตรงประเด็นเป๊ะ เพราะรัฐบาลไม่ว่าจะชุดนี้หรือชุดที่ผ่านๆ มา ไม่เคยเห็นการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องใหญ่เรื่องสำคัญของประเทศ

เอาแค่เรื่องฝุ่นพีเอ็ม 2.5 เกิดปัญหาไม่รู้กี่สิบปีแล้ว ทุกวันนี้ก็ยังแก้ไม่ได้ ทั้งที่มีกฎหมายสารพัดชนิดอยู่ในมือ ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายควบคุมควันดำจากรถยนต์ โรงงานอุตสาหกรรม กฎหมายว่าด้วยการเผาป่า เผาผลผลิตการเกษตร ฯลฯ

อีกประเด็นที่ยูเนปพูดถึงนั่นคือ เรื่องของความโปร่งใสและความรับผิดชอบ เป็นกระบวนการสำคัญในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม การเน้นให้ประชาชนรับรู้ข้อมูลอย่างตรงไปตรงมาจะทำให้เกิดการมีส่วนร่วมในสังคม

เรื่องนี้รัฐบาลไทยยังไม่มี และไม่เคยคิดจะมี

รายงานของ “ยูเนป” กล่าวถึงบทบาทของเทคโนโลยีและการพัฒนาเทคโนโลยี ที่ยุคปัจจุบันจะเป็นตัวช่วยลดความเสี่ยงที่เป็นภัยคุกคามด้านสิ่งแวดล้อม เนื่องจากนวัตกรรมใหม่ๆ สามารถคาดการณ์ได้แม่นยำขึ้น

ในเวลานี้ชาวโลกเข้าใจแล้วว่า ภาวะโลกเดือดมาจากปัจจัยอะไร และหนทางที่ทำให้โลกเดือดน้อยลงนั้นต้องทำอย่างไร การจับมือของประเทศต่างๆ กว่า 107 ประเทศเพื่อลดการปล่อยมลพิษสู่ชั้นบรรยากาศให้กลายเป็นศูนย์ภายในศตวรรษที่ 21 คือหมุดหมายอันสำคัญ

ทิศทางในการขับเคลื่อนเทคโนโลยีไปสู่หมุดหมายนั้น จะต้องเร่งทำตั้งแต่การคิดค้นเทคโนโลยีพลังงานสะอาด ไม่ว่าจะเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม รถไฟฟ้า รวมไปถึงการลดปริมาณการใช้สารเคมีอันตราย ซึ่งแนวทางนี้จะช่วยลดก๊าซเรือนกระจกได้เร็วขึ้น

เช่นเดียวกันการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอมาพัฒนาพลังงานหมุนเวียน ตรวจสอบการใช้พื้นที่ป่าไม้ และวิเคราะห์จำลองสภาพภูมิอากาศโลกเป็นเรื่องที่ต้องทำ



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

แกะรอย ประวัติศาสตร์แห่ง ‘อาทิตย์ 3 ดวง’ หรือ ‘Sundogs’ (2)
กราบเรียน ท่านนายกฯ (ฉบับที่ 3) เรื่อง ปัญหาบางประการในความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา | สุรชาติ บำรุงสุข
ธำรงศักดิ์โพล เปิดผลสำรวจ ร้อยละ 62.18 ชี้ควรมีการเลือกตั้งผู้ว่าจังหวัดทุกจังหวัดได้แล้ว
“เผ่าภูมิ” ยินดี คลังสานต่อ “Negative Income Tax” ยุคเพื่อไทย พุ่งเป้าช่วยคนจน เสนอเกณฑ์รายได้ต่ำกว่า 6 หมื่น/ปี รับสูงสุด 12,000 บาท/ปี
แตรฝรั่ง (3)
ตามสถิติเอเลียนน่าจะมีจริง แต่…
aespa คั้นชีวิตให้เปรี้ยวเข็ดฟันมากกว่าเดิม ด้วยอัลบั้มชุดใหม่ Lemonade
จาก ‘ทรงวิทย์’ ถึง ‘อุกฤษฎ์’ จาก ‘ศอ.ปชด.’ สู่ ‘ศบค.ชด.’ ‘อนุทิน’ ติดดาบ ‘ผบ.หยอย’ คุม ทุกชายแดน กรำศึกเขมร รอบสุดท้าย
‘โต เลิม’ เยือนไทย : เห็นอะไรในประวัติศาสตร์ และความสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม
สุทธิชัย วีรกุลสุนทร ‘เฮียล้าน ลุยต่อ’ ป้องกันแชมป์ ส.ก.จอมทอง สมัย 7 ไม่หวั่นคู่แข่งเจนใหม่
‘บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ’ มองประเทศไทยที่ ‘หยุดนิ่ง’ ‘คนรุ่นหลัง’ จะ ‘ทุกข์ยาก’ กว่านี้
Prachachat Business Awards 2026 เปิดทำเนียบ 5 สุดยอดธุรกิจไทย ‘ฮั่วเซ่งเฮง’ รายได้สูงสุด ปตท.สผ.แชมป์จ่ายภาษี