bg-single

หินตั้ง กับแสงอาทิตย์ สัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ ที่ผีบรรพชนบันดาลให้

18.01.2026

On History | ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ

อะไรที่เรียกว่า “หินตั้ง” หรือที่ในโลกภาษาอังกฤษเรียกกันว่า “megalith” นั้น ถูกสร้างขึ้นด้วยวัตถุประสงค์ที่หลากหลายมากทีเดียว

แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ มีผลการสำรวจศึกษาที่น่าสนใจชิ้นหนึ่งของนักโบราณคดี ชาวสวิตเซอร์แลนด์ ผู้สนใจศึกษาเรื่องวัฒนธรรมหินตั้ง รุ่นปัจจุบันอย่าง รองศาสตราจารย์เบตตินา ชูลซ์ พอลส์สัน (Bettina Schulz Paulsson) แห่งมหาวิทยาลัยโกเธนเบิร์ก (University of Gothenburg) ประเทศสวีเดน ที่ตีพิมพ์ออกมาเมื่อ พ.ศ.2562 นั้น ที่ได้รายงานว่า เฉพาะในทวีปยุโรปนั้น มีสิ่งปลูกสร้างในวัฒนธรรมหินตั้งกระจายตัวอยู่มากถึงราว 35,000 แห่ง โดยมีรูปแบบที่หลากหลาย ทั้งที่เป็นหลุมศพ หินตั้ง (standing stone), หินตั้งเป็นวงกลม (stone circles), หินที่ตั้งเรียงเป็นแถว (alignments) และสิ่งปลูกสร้างจากหินก้อนใหญ่ หรือวิหารหิน

และทั้งหมดนี้สร้างขึ้นในช่วงระหว่างยุคหินใหม่ (โดยปกติแล้วจะเริ่มนับตั้งแต่เมื่อเกิดชุมชนกสิกรรมในกรีซ เมื่อราว 9,000 ปีที่แล้ว จนถึงยุคที่มีการใช้เครื่องมือสำริดอย่างแพร่หลายในยุโรปเมื่อราว 4,300 ปีที่แล้ว) และยุคทองแดง (Copper Age/The Chalcolithic Period คือช่วงปลายของยุคหินใหม่ ที่เริ่มมีการหลอมทองแดง ก่อนการถือกำเนิดของเครื่องมือสำริด เมื่อราว 5,500-4,300 ปีที่แล้ว) ของยุโรป

แต่ผลลัพธ์ประการหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับเราในที่นี้ก็คือ ในผลการวิจัยของพอลส์สันได้ตั้งข้อสังเกตเอาไว้ว่า กลุ่มหินตั้งที่เก่าแก่ที่สุดในยุโรปนั้น เกี่ยวข้องกับความเป็นที่ฝังศพแทบทั้งสิ้น

พูดง่ายๆ ว่า แต่ดั้งเดิมนั้น หน้าที่การใช้สอยของหินตั้ง ที่เก่าแก่ที่สุดนั้นก็คือ เป็นสุสาน หรืออนุสรณ์สถานถึงผู้ล่วงลับนั่นเอง (อย่างน้อยก็ในยุโรป)

ซึ่งนั่นก็หมายรวมถึง กลุ่มหินตั้งที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกอย่าง “สโตนเฮนจ์” ที่ตั้งอยู่บนที่ราบชอลส์บรี (Salisbury) ในประเทศอังกฤษด้วย

ที่สโตนเฮนจ์นั้น ได้มีหลักฐานการบรรจุอัฐิธาตุของบรรพชนเอาไว้ที่กลุ่มของหลุมเสา ที่เรียกกันว่า “หลุมออเบรย์” (ชื่อหลุมตั้งตามชื่อของจอห์น ออเบรย์ [John Aubrey, พ.ศ.2169-2240] ผู้สนใจศึกษาโบราณวัตถุสถาน [antiquary] ในคริสต์ศตวรรษที่ 17) ซึ่งเคยมีเสาไม้ หรือไม่ก็เสาหินปักอยู่ในหลุมนั้น

หมายความว่า แต่ดั้งเดิมนั้นเคยมีการฝังอัฐิธาตุของมนุษย์เอาไว้ที่ใต้เสา ที่เคยปักอยู่ในหลุมออเบรย์เหล่านี้ เพียงแต่ในปัจจุบันนั้นเสาเหล่านี้ล้วนได้ถูกเคลื่อนย้ายออกไปแล้ว

ดังนั้น จึงควรจะนับว่า “เสา” เหล่านั้น เป็น “ร่างเสมือน” (substitute body)

ที่สำคัญก็คือ ในกรณีของสโตนเฮนจ์นี้จะมีปรากฏการณ์พิเศษเกิดขึ้นเป็นประจำทุกปีคือ แสงอาทิตย์แรกจะขึ้นหลังหินฮีลสโตน (Heel Stone) อันเป็นหินก้อนหนึ่งที่ถูกมนุษย์นำมาจัดวางไว้ในกลุ่มหินตั้งที่สโตนเฮนจ์ ที่อยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของสโตนเฮนจ์ และส่องเข้าสู่ใจกลางกลุ่มหินตั้งที่สโตนเฮนจ์ ตรงบริเวณหินแท่นบูชาในทุกวันครีษมายัน (Summer Solstice) นั่นเอง

วันครีษมายันนั้น คือวันที่มีช่วงกลางวันยาวนานที่สุด และกลางคืนสั้นที่สุด ในซีกโลกเหนือ โดยจะตรงกับช่วงวันที่ 20-21 มิถุนายน ในแต่ละปี ตามคำจำกัดความทางดาราศาสตร์ของฤดูกาล

วันครีษมายันยังเป็นจุดเริ่มต้นของฤดูร้อน ซึ่งจะกินระยะเวลายาวนานไปจนถึงวันศารทวิษุวัต (Autumnal Equinox) ที่ถือเป็นจุดเริ่มต้นของฤดูใบไม้ร่วง ตรงกับช่วงราววันที่ 22-23 กันยายน ของทุกปี

ดังนั้น จึงไม่น่าประหลาดใจที่ในหลายวัฒนธรรมโบราณทั่วโลกจะมีพิธีเฉลิมฉลองกันในวันครีษมายัน โดยเฉพาะในแผ่นดินที่หนาวยะเยือก และไม่ค่อยเห็นแสงตะวัน ซึ่งย่อมส่งผลต่อการทำเกษตรกรรมเพาะปลูกเป็นอย่างมาก อย่างแผ่นดินยุโรป

ที่น่าสนใจอีกอย่างก็คือ งานวิจัยของกลุ่มที่นำโดยนักโบราณคดีจากมหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอน (University College London หรือ UCL) อย่างศาสตราจารย์ไมค์ พาร์กเกอร์ เพียร์สัน (Mike Parker Pearson) ที่เผยแพร่ออกมาเมื่อเรือน พ.ศ.2564 ได้เสนอว่า หินตั้งบางกลุ่มที่สโตนเฮนจ์นั้นควรจะถูกย้ายไปจากวงหินตั้ง (stone circle) ดั้งเดิม ซึ่งเคยตั้งอยู่ที่แหล่งโบราณคดีไวน์ มาวน์ (Waun Mawn) ที่ตั้งอยู่ในเขตเนินเขาเพรสเซลี ประเทศเวลส์ โดยเสาหินเหล่านี้ควรจะเคยถูกตั้งเอาไว้ในหลุมออเบรย์ ที่มีอัฐิธาตุของมนุษย์ฝังไว้ข้างใต้เสียด้วย

และในงานศึกษาดังกล่าวนี้ยังได้อ้างเอาไว้ด้วยว่า เมื่อคำนวณจากองศาต่างๆ ของวงหินตั้งซึ่งเคยตั้งอยู่ที่ไวน์ มาวน์ ก่อนที่จะถูกย้ายไปตั้งใหม่ที่สโตนเฮนจ์นั้น ก็จะมีแสงพาดทะลุเข้ามาในวงหิน ในแสงแรกของวันครีษมายัน ไม่ต่างไปจากที่สโตนเฮนจ์ด้วยเช่นกัน ซึ่งก็ย่อมแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของระเบียบการจัดวางที่เกี่ยวพันอยู่กับแสงอาทิตย์ในวันครีษมายันอย่างชัดเจน

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า การที่แสงแรกแห่งฤดูร้อน อันแสนอบอุ่น และเป็นสัญลักษณ์ของฤดูกาลเพาะปลูก พาดผ่านทะลุเข้ามายังศูนย์กลางของสโตนเฮนจ์ อันเป็นที่สถิตของผีบรรพชน รวมถึงมีร่างเสมือนของผีบรรพชน เมื่อเทียบกับความเชื่อทั่วไปในคตินับถือบรรพชนผู้ล่วงลับไปแล้ว ก็ควรมีความหมายเชิงสัญลักษณ์ของการที่ผีบรรพชนได้ดลบันดาลให้เกิดความอุดมสมบูรณ์แก่ลูกหลานนั่นเอง

หินตั้งที่อื่นๆ ในยุโรปบางแห่งก็มีลักษณะในทำนองนี้ด้วยเหมือนกัน เช่น “เนินหินสลีฟ นา คายเยอห์” หรือ “เนินเขาของแม่มดคายเยอห์” (Slieve na Calliagh หรือที่สะกดแบบภาษาไอริชว่า Slaibh na Cailli) ซึ่งตั้งอยู่ใกล้เคียงกับกลุ่มสุสานของมนุษย์เมื่อ 6,000 ปีที่แล้ว แถบเมืองโอลด์คาสเซิล (Oldcastle) ในเคาน์ตี้มีธ (County Meath) ประเทศไอร์แลนด์ ก็จะมีปรากฏการณ์ทำนองเดียวกันนี้ในช่วงวันเหมายัน (Winter Solstice) อันเป็นวันที่มีกลางคืนยาวนานที่สุด และกลางวันสั้นที่สุด โดยจะตรงกับช่วงราววันที่ 21-22 ธันวาคม ของทุกปี และในหลายวัฒนธรรมมักถือเป็นวันเริ่มต้นของฤดูหนาว

ที่น่าสนใจอีกอย่างก็คือ แม่มดคายเยอห์ ถูกรู้จักในอีกชื่อว่า “ราชินีแห่งฤดูหนาว” (Queen of Winter) ตามตำนานท้องถิ่นเป็นแม่มดอย่างที่เรียกว่า “hag” หมายถึงแม่มดที่มีลักษณะเป็นหญิงชรา ซึ่งมีผิวหนังเหี่ยวย่น และมีหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัว ทำนองเดียวกับที่คนไทยเราคุ้นตากันดีจากรูปร่างหน้าตาของแม่มดใจร้าย ที่นำเอาแอปเปิ้ลพิษมาให้กับสโนไวต์ ในการ์ตูนของดิสนีย์นั่นแหละ

แต่แม่มดแห่งเนินหินสลีฟ นา คายเยอห์ตนนี้ มีลักษณะที่พิเศษกว่าแม่มดจำพวก hag โดยทั่วไป เพราะมีร่างกายที่ใหญ่มหึมาราวกับยักษ์ปักหลั่น โดยนักวิชาการเชื่อกันว่า แม่มดตนนี้น่าจะเป็นร่างจำแลงของเทพีแห่งพลังธรรมชาติในยุคดั้งเดิม (primitive nature goddess) มาก่อน ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจนักเมื่อพิจารณาถึงปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับเนินหินสลีฟ นา คายเยอห์ ในช่วงวันเหมายัน

การที่มีจำนวนของสิ่งปลูกสร้างหินหลายแห่งมีลักษณะการฝังที่สัมพันธ์กับช่วงเวลาพิเศษที่เกี่ยวข้องกับฤดูกาลเหล่านี้ ช่วยให้มั่นใจได้เพิ่มขึ้นว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวถูกสร้างขึ้นอย่างจงใจโดยมนุษย์โบราณ ที่ได้สร้างหินตั้งเหล่านี้

และถ้าจะว่ากันตามนี้แล้ว อะไรที่เรียกว่า “หินตั้ง” เฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการเป็นสุสาน หรือสถานที่ติดต่อกับผีบรรพชน ก็เป็นสถานที่สำหรับกระทำการสักการะบรรพชนผู้ล่วงลับเหล่านั้น ซึ่งมีฐานะเป็น “ผี” ที่สามารถให้คุณ ให้โทษ ต่อผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ได้ อันเป็นความเชื่อที่ดูจะมีความเป็นสากล เพราะปรากฏร่องรอยหลักฐานอยู่ในหลากหลายวัฒนธรรมโบราณทั่วทั้งโลก



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

แกะรอย ประวัติศาสตร์แห่ง ‘อาทิตย์ 3 ดวง’ หรือ ‘Sundogs’ (2)
กราบเรียน ท่านนายกฯ (ฉบับที่ 3) เรื่อง ปัญหาบางประการในความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา | สุรชาติ บำรุงสุข
ธำรงศักดิ์โพล เปิดผลสำรวจ ร้อยละ 62.18 ชี้ควรมีการเลือกตั้งผู้ว่าจังหวัดทุกจังหวัดได้แล้ว
“เผ่าภูมิ” ยินดี คลังสานต่อ “Negative Income Tax” ยุคเพื่อไทย พุ่งเป้าช่วยคนจน เสนอเกณฑ์รายได้ต่ำกว่า 6 หมื่น/ปี รับสูงสุด 12,000 บาท/ปี
แตรฝรั่ง (3)
ตามสถิติเอเลียนน่าจะมีจริง แต่…
aespa คั้นชีวิตให้เปรี้ยวเข็ดฟันมากกว่าเดิม ด้วยอัลบั้มชุดใหม่ Lemonade
จาก ‘ทรงวิทย์’ ถึง ‘อุกฤษฎ์’ จาก ‘ศอ.ปชด.’ สู่ ‘ศบค.ชด.’ ‘อนุทิน’ ติดดาบ ‘ผบ.หยอย’ คุม ทุกชายแดน กรำศึกเขมร รอบสุดท้าย
‘โต เลิม’ เยือนไทย : เห็นอะไรในประวัติศาสตร์ และความสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม
สุทธิชัย วีรกุลสุนทร ‘เฮียล้าน ลุยต่อ’ ป้องกันแชมป์ ส.ก.จอมทอง สมัย 7 ไม่หวั่นคู่แข่งเจนใหม่
‘บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ’ มองประเทศไทยที่ ‘หยุดนิ่ง’ ‘คนรุ่นหลัง’ จะ ‘ทุกข์ยาก’ กว่านี้
Prachachat Business Awards 2026 เปิดทำเนียบ 5 สุดยอดธุรกิจไทย ‘ฮั่วเซ่งเฮง’ รายได้สูงสุด ปตท.สผ.แชมป์จ่ายภาษี