หลังเลนส์ในดงลึก | ปริญญากร วรวรรณ

พลบค่ำวันหนึ่ง ผมเดินเลาะลำห้วย ที่อยู่ในช่วงต้นฤดูฝน ระดับน้ำซึ่งลดต่ำลงไปในตอนฤดูแล้งยังไม่เพิ่มขึ้น แม้ว่าจะมีสายฝนโปรยปรายลงมาบางวันแล้ว

หญ้าริมฝั่งเริ่มงอก หาดทรายมีสีเขียวๆ ปกคลุม กลางลำห้วย เป็นดอนทราย สายน้ำเหลือเพียงสายเล็กๆ บางช่วงเป็นแอ่ง ลึกพอที่กวางจะลงไปแช่ บางวันผมเห็นช้างนำฝูงลงมาใช้ด้วย

ค่ำนี้ผมเดินมาตามเส้นทางเดิม แต่ด้วยความรู้สึกที่ต่างไปจากทุกวัน เพราะช่วงบ่าย ควายป่า 18 ตัว เดินโผล่ออกมาจากโค้งน้ำ พวกมันหยุดหากินอยู่ริมลำห้วย ตรงข้ามซุ้มบังไพรที่ผมอยู่

หลังจากหลายสัปดาห์แห่งการเฝ้ารอ ผมออกจากซุ้มบังไพรด้วยปลื้มปีติ

เหลืออีกราว 800 เมตร จะถึงจุดที่ผมต้องข้ามลำห้วย และเดินไปตามด่านอีก 500 เมตร จะถึงแคมป์ใต้ดงไผ่ เมื่อถึงแคมป์ ผมจะรีบก่อไฟ หุงข้าว และระหว่างนั้นจะลงไปอาบน้ำ

ช่วงบ่ายสภาพอากาศร้อนอบอ้าว การได้นอนแช่น้ำ คือความรื่นรมย์อย่างหนึ่ง

ขึ้นจากน้ำ ข้าวซึ่งหุงในหม้อสนามน้ำจะแห้งพอดี ผมจะย่างกุนเชียง น้ำพริกปลากระป๋องที่ทำเมื่อวานยังเหลือ

ผมเงยหน้ามองดวงจันทร์ขึ้น 14 ค่ำที่กำลังโผล่พ้นสันเขา ขณะนั้น ในแอ่งกลางลำห้วยมีการเคลื่อนไหว เงาตะคุ่มๆ ลุกขึ้นจากการนอนแช่ จ้องมาทางผม มันคือควายป่าร่างทะมึน

เราอยู่ห่างกันไม่ถึง 10 เมตร ไม่ทันขยับ ควายตัวนั้นก็พุ่งเข้าหา สภาพแสงน้อย รวมทั้งควายป่านอนแช่น้ำโผล่ขึ้นมาแค่ปลายจมูก และมันเป็นฝ่ายอยู่เหนือลม ทำให้ผมไม่เห็น และควายป่าเองก็ไม่รู้ตัว เราอยู่ใกล้กันเกินไป ผมไม่แน่ใจนักว่าทำไมมันถึงหยุดตอนใกล้จะถึงตัวผม อาจเพราะคำว่า หยุด ที่ผมร้องออกไป มันผละไป

เป็นครั้งแรกที่ผมถูกสัตว์ป่า “ชาร์จ” นั่นก็ไม่ใช่ครั้งสุดท้าย เป็นครั้งแรกที่ผมเริ่มเข้าใจถึงความหมายของ ระยะห่าง

ต่อมาผมถูกสัตว์ป่าชาร์จอีกหลายครั้ง หากพูดให้ถูกตามความเป็นจริง คงต้องใช้คำว่าผมพลาดอีกหลายครั้ง บางครั้งจบลงด้วยบาดแผล ทุกครั้งหลังจากจบลงผมเรียกมันว่าบทเรียน

เมื่อมองย้อนกลับไป สาเหตุไม่ได้ซับซ้อน ไม่ใช่เพราะสัตว์ป่าดุร้ายมากขึ้น ไม่ใช่เพราะโชคร้าย แต่เพราะผมเข้าใกล้มากเกินไปใกล้ กว่าที่มันยอมรับ ใกล้กว่าระยะอนุญาต

ในป่า “ระยะห่าง” ไม่ใช่เพียงเรื่องของมารยาท มันคือภาษา เป็นการสื่อสารที่สัตว์ป่าใช้บอกเราว่าตรงนี้คือเส้นและเส้นนั้นไม่ควรถูกข้าม เป็นเส้นที่ควรให้เกียรติกัน

สัตว์ป่าไม่ได้ชาร์จเพราะความโกรธ มันไม่ได้ต้องการแสดงอำนาจ การพุ่งเข้าหาเป็นเพียงคำเตือนขั้นสุดท้าย

ที่จริงมีคำเตือนก่อนหน้านั้น อาจเป็นเสียงคำรามขู่ ยืนจ้องเขม็ง กระทืบตีน เป็นการสั่งสอนที่คำเตือนถูกเพิกเฉย

ทุกครั้งที่ผมบาดเจ็บเพราะสัตว์ป่า พูดได้ว่าผมแพ้ความคิดของตัวเอง ความคิดที่บอกว่า “อีกนิดเดียว” “ขยับเข้าไปอีกหน่อย ภาพจะดีกว่านี้”

ในสายตาของสัตว์เราเป็นสิ่งแปลกปลอมที่กำลังละเมิดพื้นที่ชีวิตของมัน

เรามี “ภาพจำ” กับสัตว์ป่าแตกต่างกัน

เป็นไปได้ว่า เพราะประสบการณ์ ภาพจำส่วนหนึ่งไม่ได้เกิดจากป่าแต่เกิดจากเรื่องเล่านิยายการผจญภัย เรื่องเล่าข้างกองไฟสร้างสัตว์ป่าให้เป็นชีวิตอันตราย

บางแห่งพูดถึงพวกมันในฐานะของอาหาร

มีไม่น้อยที่มองพวกมันในฐานะของศัตรู เป็นสิ่งที่ต้องเอาชนะ เพื่อยืนยันความกล้าหาญของคน

ภาพเหล่านั้นฝังแน่น และดูเหมือนว่าไม่เคยจางหาย

เรื่องเสือกินคน เรื่องสัตว์ป่าทำความเดือดร้อน เราฟังโดยไม่ย้อนกลับไปหาเรื่องราวว่า สาเหตุใดที่ทำให้สัตว์ป่าเป็นอย่างนั้น

ในป่าจริง สัตว์ป่าไม่รู้หรอกว่าการที่คนฆ่ามันได้นั้นคือความกล้า

มันไม่รู้หรอกว่าถูกให้รับบทบาทเป็นผู้ร้าย มันรู้เพียงว่าต้องเอาชีวิตให้รอด ต้องปกป้อง และต้องรักษาพื้นที่ของมันไว้

ในยุคสมัยที่คนเข้าป่าโดยถือปืนในมือ มักมองสัตว์ป่าอีกแบบ ระยะห่างของเขาไม่ใช่ระยะความเคารพแต่เป็นระยะของอำนาจ

สัตว์ถูกมองผ่านศูนย์เล็งไม่ใช่ผ่านสายตา

ในมุมมองเช่นนั้นการชาร์จคือภัยไม่ใช่สัญญาณ คือความผิดของสัตว์ ไม่ใช่ผลจากการรุกล้ำ

เรื่องเล่าที่ถ่ายทอดออกมาจึงเต็มไปด้วยความดุร้าย ความน่ากลัว และความจำเป็นของการต้องกำจัดสัตว์เหล่านั้น

ควายป่า : อาการยืนนิ่ง ราวกับพร้อมเข้าโจมตี คือสัญญาณว่าผู้บุกรุกเข้ามาใกล้เกินระยะอนุญาตแล้ว

ผมมองเหตุการณ์เดียวกัน แต่เล่าเรื่องออกมาอีกแบบ ไม่ใช่เพราะผมใจดีกว่าหรือเข้าใจสัตว์มากกว่าใคร แต่เพราะผมเคยอยู่ในช่วงเวลาแห่งความผิดพลาดบ่อย

เมื่อยืนอยู่ใกล้พอ จะเห็นว่าดวงตาของสัตว์ป่าไม่ได้เต็มไปด้วยความอาฆาต แต่เต็มไปด้วยความลังเล หวาดกลัว

ในช่วงเวลานั้นมันมีทางให้เลือกสองทาง หนึ่ง หนี หรือสอง เข้าโจมตี

หากมันเลือกประการหลัง นั่นคือการบอกอย่างชัดเจนว่าให้เราถอยไป ในป่า

รวมทั้งชีวิตในป่า ไม่มีสิ่งใดไร้เหตุผล มีเพียงเหตุผลที่เราไม่ยอมฟัง

บทเรียนจากสัตว์ป่าสอนผมว่าการเคารพไม่ได้แปลว่าการถอยหนีตลอดเวลา แต่คือการรู้ว่าควรหยุดตรงไหน

มันสอนว่าการอยู่ร่วมกันไม่จำเป็นต้องเข้าใกล้แต่ต้องเข้าใจ

และบางครั้งการถอยหนึ่งก้าวอาจทำให้เห็นภาพที่กว้างและชัดเจนกว่า “ภาพ” ที่ไม่ต้องแลกด้วยเลือด

ผมยังทำงานในป่า ยังเข้าใกล้สัตว์ป่า มีโอกาสที่จะถูกสั่งสอนอีก แต่ผมพยายามรักษาระยะห่างให้ดีขึ้น พยายามเคารพให้มากขึ้น

เคารพพื้นที่ชีวิต เคารพคำเตือน

ถึงวันนี้เราอยู่บนโลกซึ่งเปลี่ยนแปลงไปทุกมิติแล้ว ในป่าก็หนีไม่พ้นกับความเปลี่ยนแปลง มี “สัตว์ป่วย” จำนวนมาก มีคนจำนวนมากบาดเจ็บ มีไม่น้อยถึงแก่ชีวิต การปะทะระหว่างคนกับสัตว์ป่าเกิดขึ้นบ่อยๆ

และไม่ผิดเลยหากจะเรียกว่า เหตุการณ์เช่นนี้มันคือ โศกนาฏกรรม

เราคงต้องทำความเข้าใจ การทำความเข้าใจกับ “ต้นเหตุ” ของปัญหา อาจทำให้เราเดินทางไปถึงวันที่สัตว์ป่ากับคนแบ่งปันพื้นที่อยู่กันได้

หลายคนเข้าป่า และออกมาพร้อมกับเรื่องเล่า ในป่ามีเรื่องเล่า

แต่คนฟังจำเป็นต้องรู้ว่า แท้จริงนั้น “เรื่องเล่า” ไม่ได้มีแค่เพียงเรื่องเล่าของคน



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

‘แดง’ หวนคุมพืชสวนโลกอีสาน ตามรอยราชพฤกษ์ 2549 ยุค ‘นายใหญ่’
​สพป.ชัยนาท ร่วมกับ ศูนย์ประสานงานทางการศึกษาเนินขาม ผนึกกำลังจิตอาสาฟื้นฟูผืนป่าเขาขยาย สานต่อแนวคิด “เขาขยาย เขาทะเลทราย สู่เขาสวรรค์”
“อนุทิน” ตอบปม UNCLOS ย้ำ ยังไม่ถึงเวลาฟื้นสัมพันธ์-ไม่มีเปิดด่าน มั่นใจรักษาอธิปไตยได้เต็มที่ !
การทูตไม้ไผ่ (Bamboo Diplomacy)ของเวียดนาม : พัฒนาการและข้อจำกัด
ผู้สมัคร ส.ก. ห้วยขวาง เปิดหน้าชนทุนต่างชาติ แฉ 4 ปัญหาใหญ่แย่งอาชีพ-สร้างมลพิษ กางแผน 3 ระดับ ดึงภาษีคืนท้องถิ่น
เจ้าฟ้าและสามัญชน ชีวิตโลดโผนผจญภัย ของนักเรียนทุนไทยในต่างแดน (1)
เส้นทางรัก ‘บิ๊ก-ไอซ์’ หลังตั้งเป้าจะเป็นโสดยาว อายุเยอะต้องใช้เวลาดูให้มั่นใจ
ธงทอง จันทรางศุ | ว่าด้วย ‘หมาจริง – หมาปลอม’
วิกฤตโจ๋ไทยจาก ‘มวน’ สู่ ‘พอต’ ‘บุหรี่ซอมบี้’ ภัยร้ายแบบใหม่ ปฏิบัติการ ‘ระดับชาติ’ หยุดควัน
ผ่าคดี ผอ.ป.ป.ช.เมินกฎหมาย ‘เมาขับ’ ขยี้ดับหนุ่มไรเดอร์ เป่าแอลฯ ทะลุ 189 มก.% สังคมจับจ้องพิรุธสลับตัว
เหยี่ยวถลาลม | แหวนแม่-นาฬิกาเพื่อน แค่ยอดภูเขาน้ำแข็ง ป.ป.ช.
เจาะชีวิต ‘โกแพ’ วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ มท.4 เลือดใหม่พรรคสีน้ำเงิน จุดเริ่มต้นที่ไม่ได้ชอบการเมือง?