bg-single

Jannis Kounellis ศิลปินผู้ใช้สิ่งของในชีวิตประจําวัน กระตุ้นให้ตระหนักถึงน้ำหนักความเป็นจริง ในชีวิตธรรมดาสามัญ

29.01.2026

อะไร(แม่ง)ก็เป็นศิลปะ | ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์

ในตอนนี้เราขอนำเสนอเรื่องราวของศิลปินร่วมสมัยระดับโลกคนสำคัญ ผู้แวะเวียนมาให้เราได้ทำความรู้จักกับผลงานของเขา ศิลปินผู้นั้นมีชื่อว่า ยานนิส คูเนลลิส (Jannis Kounellis) ศิลปินชาวกรีก ผู้อาศัยและทำงานในอิตาลี

เขาเป็นศิลปินหลักในกระแสเคลื่อนไหวทางศิลปะ อาร์เต้ โพเวร่า (Arte Povera) หรือ Poor art ที่เราถือวิสาสะแปลเป็นภาษาไทยว่า “ศิลปะอนาถา” ที่กำเนิดขึ้นในช่วงกลางทศวรรษ 1960 ถึงกลางทศวรรษ 1970 ในอิตาลี

ในช่วงที่เกิดความไม่สงบทางการเมือง เมื่อศิลปินรุ่นใหม่หัวก้าวหน้าของอิตาลีที่มีแนวคิดทางการเมืองแบบสุดขั้วรวมตัวกันทำงานศิลปะจากวัสดุไร้คุณค่าไร้ราคาที่มีอยู่เกลื่อนกลาดดาษดื่นทุกหนทุกแห่ง รวมถึงเก็บตกของเก่า ของเหลือใช้ และชำรุดทรุดโทรมมาทำงานศิลปะ

ยานนิส คูเนลลิส ภาพจาก https://shorturl.at/wSRwy

คูเนลลิสเกิดในปี 1936 ที่เมืองไพรีอัส ประเทศกรีซ เขาอาศัยอยู่ในกรีซ ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง และสงครามกลางเมืองกรีซ ก่อนที่จะย้ายไปยังกรุงโรม ประเทศอิตาลี ในปี 1956 และเข้าเรียนในสถาบันวิจิตรศิลป์และการออกแบบของอิตาลี (Accademia di Belle Arti)

นับตั้งแต่ปี 1960 ถึง 1966 คูเนลลิสมุ่งเน้นในการทำงานจิตรกรรม ในช่วงแรกๆ เขาทำงานภาพวาดที่ใช้แม่พิมพ์พ่นสีเป็นตัวเลข ตัวอักษร และถ้อยคำต่างๆ ลงบนผืนผ้าใบ ซึ่งมักสะท้อนภาพของป้ายโฆษณาและป้ายสัญลักษณ์ที่พบเห็นทั่วไปตามท้องถนน ต่อมา เขายังเริ่มวาดภาพลงบนกระดาษหนังสือพิมพ์ เพื่อสะท้อนความรู้สึกของตัวเองที่มีต่อสังคมการเมืองสมัยใหม่

เขายังเริ่มหยิบฉวยเอาวัตถุข้าวของที่พบเจอในชีวิตประจำวันอย่าง หิน ไม้ ผ้ากระสอบ ขนสัตว์ เหล็ก ตะกั่ว ทอง ไฟ และเศษชิ้นส่วนของประติมากรรมคลาสสิก หรือแม้แต่ป้ายจราจร และป้ายชื่อถนน มาสอดใส่ในผลงานของเขาหลากหลายรูปแบบ เขาแทนที่ผืนผ้าใบด้วยโครงเตียง ช่องประตู หน้าต่าง หรือแม้แต่พื้นของหอศิลป์

เขายังหยิบเอาภาพที่วาดด้วยการใช้แม่พิมพ์พ่นสีของตัวเองมาสวมใส่เป็นเครื่องแต่งกาย และทำงานศิลปะแสดงสดในสตูดิโอของเขา เพื่อแสดงให้เห็นว่า ตัวเองเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับผลงานจิตรกรรมของตนเองอย่างแท้จริง

คูเนลลิสใช้วิธีการที่เขาเพิ่งค้นพบ อย่างการหลอมรวมงานจิตรกรรม ประติมากรรม และศิลปะแสดงสด เพื่อหาหนทางหลุดพ้นจากกรอบทางศิลปะแบบดั้งเดิม

ศิลปะแสดงสดของยานนิส คูเนลลิส ที่ Galleria La Salita กรุงโรม อิตาลี ปี 1973 ภาพจาก https://shorturl.at/ZpCCf

คูเนลลิสดำดิ่งสู่ประวัติศาสตร์สุนทรียศาสตร์อันมั่งคั่งของแผ่นดินที่เขาเลือกเป็นบ้าน และเชื่อมั่นว่า ความสำคัญของศิลปะ อยู่ที่การสะท้อนเครือข่ายอันซับซ้อนของความเชื่อและคุณค่าที่เป็นแก่นแกนของพัฒนาการทางวัฒนธรรม ตลอดจนประวัติศาสตร์ เขาสรุปว่า ศิลปะวิวัฒนาการขึ้นเพื่อตอบสนอง และแสดงออกถึงรูปแบบทางความคิดพื้นฐานทางเทววิทยา ปัญญา และการเมือง แต่อย่างไรก็ตาม เขามองว่า สังคมยุโรปหลังสงครามขาดรูปแบบทางสุนทรียะที่เหมาะสมในการสะท้อนลักษณะอันกระจัดกระจายของสังคมร่วมสมัย งานจิตรกรรมและประติมากรรมแบบดั้งเดิมของยุโรป ซึ่งเป็นผลผลิตของวัฒนธรรมแบบดั้งเดิม จึงไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ทางสังคมการเมืองอันไม่แน่นอนและผันผวนที่เขารับรู้ได้

เขาและศิลปินอิตาเลียนที่มีสุนทรียศาสตร์และอุดมการณ์ทางการเมืองคล้ายคลึงกันจึงมุ่งไปสู่เป้าหมายทางศิลปะในรูปแบบเดียวกัน และถูกรวมกลุ่มภายใต้ชื่อ อาร์เต้ โพเวร่า ซึ่งถูกนิยามชื่อเป็นครั้งแรกโดยนักวิจารณ์ศิลปะชาวอิตาลี เจอร์มาโน เชลันท์ (Germano Celant) ในปี 1967 เพื่อใช้นิยามกลุ่มศิลปินหัวก้าวหน้าของอิตาลีที่หยิบเอาวัสดุธรรมดาสามัญไปจนถึงสามานย์ อย่างผ้าขี้ริ้ว กระดาษหนังสือพิมพ์ และวัสดุในยุคก่อนยุคอุตสาหกรรมอย่างดิน ก้อนหิน ถ่านหิน ไปจนถึงสิ่งปฏิกูลอย่างอุจจาระ ซึ่งเป็นของที่ตรงกันข้ามอย่างสุดขั้วกับวัสดุตามจารีตที่ศิลปินใช้ทำงานศิลปะ (ชั้นสูง) อย่างผ้าใบ หินอ่อน หรือสำริด นอกจากนั้น พวกเขายังใช้วัสดุที่ไม่แข็งแรงคงทนและเสื่อมสลายง่ายดายตามกาลเวลา

ที่ทำเช่นนี้ไม่ใช่เพราะตระหนี่ถี่เหนียวหรือยากจน ไม่มีสตางค์ซื้อของดีๆ มาทำงานแต่เพียงอย่างเดียว หากแต่เพราะต้องการแสดงนัยยะต่อต้านคุณค่าความงามตามขนบ ไปจนถึงคุณค่าทางวัฒนธรรมที่สถาปนาโดยสถาบันของรัฐและความก้าวหน้าของระบบอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่นั่นเอง

ผลงานของพวกเขายังนำวัสดุจากธรรมชาติและวัสดุอุตสาหกรรมมาใช้ในการทำงานศิลปะ เพื่อก่อให้เกิดการเผชิญหน้ากันในเชิงกวี ระหว่างธรรมชาติ วัฒนธรรม และสภาพแวดล้อมที่มนุษย์สร้างขึ้น

ด้วยเหตุนี้ หนึ่งในศิลปินคนสำคัญของกระแสเคลื่อนไหวอย่างคูเนลลิส จึงทำงานศิลปะที่ปิดกั้นประตูหน้าต่างพื้นที่แสดงงานด้วยการกองหินหรือเศษไม้จำนวนมาก เขายังไปไกลถึงขั้นนำสัตว์ที่ยังมีชีวิตอยู่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของผลงานศิลปะ เพื่อสร้างกระบวนทัศน์ใหม่ในการรับรู้ทางศิลปะอย่างสิ้นเชิงให้แก่ผู้ชม

Untitled (1998) ถ่ายภาพโดย ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์

ดังเช่นผลงานอย่าง Untitled (12 Horses) (1969) ของคูเนลลิส ที่เปลี่ยนพื้นที่แสดงงานศิลปะให้กลายเป็นคอกปศุสัตว์ ด้วยการผูกม้า (มีชีวิต) จำนวน 12 ตัวไว้กับผนังหอศิลป์ ผลงานชิ้นนี้เป็นที่กล่าวขานและถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างอื้อฉาว และกลายเป็นตำนานในโลกศิลปะ ด้วยแนวคิดที่ว่า งานศิลปะอาจจะเป็นอะไรก็ได้ และไม่จำเป็นต้องมีคุณค่าในเชิงพาณิชย์เลยด้วยซ้ำ

ผลงานนี้ของเขาถูกยกให้เป็นจุดกำเนิดของศิลปะ อาร์เต้ โพเวร่า เลยก็ว่าได้

ผลงานศิลปะจัดวางชิ้นนี้ของคูเนลลิสยังสะท้อนช่วงเวลาที่อิตาลีเกิดปรากฏการณ์ “ปาฏิหาริย์ทางเศรษฐกิจ” ที่อิตาลีประสบกับการอพยพครั้งใหญ่ของประชากรจากชนบททางภาคใต้ ไปสู่เมืองอุตสาหกรรมทางภาคเหนือ โดยผู้คนเกือบสองล้านคนละทิ้งฟาร์มและครอบครัวเพื่อหางานทำในโรงงานอุตสาหกรรม เหล่าบรรดาม้าที่ถูกผูกไว้กับผนังที่ดูเหมือนกับฟาร์มปศุสัตว์อันว่างเปล่านี้ ราวกับสะท้อนปรากฏการณ์การละทิ้งฟาร์มของชาวชนบทไปสู่การทำงานอุตสาหกรรมยังไงยังงั้น

คูเนลลิสยังนำวัสดุอันธรรมดาสามัญ แต่แปลกแหวกแนวในการทำงานศิลปะอย่างถ่านหิน เนื้อสัตว์ ตะกั่ว กาแฟบด ควัน ไปจนถึงหัวพ่นไฟ มาใช้ในผลงานศิลปะจัดวางของเขา เขายังมองข้ามการแสดงงานในสภาพแวดล้อมตามขนบอย่างหอศิลป์ ไปสู่สถานที่ทางประวัติศาสตร์ ซึ่งโดยส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ทางอุตสาหกรรมอีกด้วย

คูเนลลิสเป็นศิลปินที่เข้ารวมการแสดงมหกรรมศิลปะนานาชาติชั้นนำของโลกเป็นจำนวนมาก อาทิ Documenta ในปี 1972, 1977 และ 1982, เวนิส เบียนนาเล ในปี 1972, 1976, 1978, 1980, 1984, 1988, 1993 และ 2011 และอื่นๆ อีกมากมาย ผลงานของเขายังได้รับการจัดแสดงและสะสมในพิพิธภัณฑ์และสถาบันศิลปะจำนวนมาก อาทิ Kunstmuseum เมืองเบิร์น สวิตเซอร์แลนด์, พิพิธภัณฑ์ Boijmans Van Beuningen เมืองรอตเตอร์ดัม เนเธอร์แลนด์, Mus?e d’Art Moderne de la Ville de Paris เมืองปารีส ฝรั่งเศส, พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยชิคาโก สหรัฐอเมริกา, พิพิธภัณฑ์ Reina Sof?a กรุงมาดริด สเปน ฯลฯ

Untitled (1998) ภาพจาก FYI Bangkok

ในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ปี 2017 คูเนลลิสก็อำลาจากโลกนี้ไปในกรุงโรมด้วยอายุ 80 ปี เหลือทิ้งไว้แต่เพียงผลงานและแรงบันดาลใจให้คนทำงานศิลปะรุ่นหลัง

ข่าวดีสำหรับมิตรรักแฟนศิลปะชาวไทยก็คือ ตอนนี้เรามีโอกาสได้ชมผลงานของยานนิส คูเนลลิส โดยไม่ต้องถ่อไปชมในพิพิธภัณฑ์ที่ประเทศอื่น เพราะดิบ บางกอก (Dib Bangkok) พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ ที่เพิ่งเปิดใหม่ในกรุงเทพฯ ได้จัดแสดงผลงานของคูเนลลิสในนิทรรศการเปิดตัวอย่าง ล่อง(ไม่)หน (In)visible Presence กับผลงาน Untitled (1998) อันมีที่มาจากการที่ในช่วงปี 1960

เมื่อคูเนลลิสย้ายจากกรีกไปยังอิตาลีในตอนที่เป็นวัยนักศึกษา เขาไม่มีสตางค์ซื้อผ้าใบตามปกติ เขาจึงวาดภาพลงบนผ้าปูที่นอนของเพื่อนสนิท หลังจากช่วงกลางยุค 1960 เขาเปลี่ยนมาทำงานกับโครงสร้างแผ่นเหล็ก ดังที่ปรากฏในผลงานจิตรกรรมวัสดุผสมชิ้นนี้ ที่ใช้แผ่นเหล็กน้ำหนักราว 1,200 ปอนด์ (หรือประมาณ 544.31 กิโลกรัม) กับกองผ้ามือสองจำนวนกว่าร้อยผืน นํามาม้วนติดกับแผ่นเหล็กขนาดเท่ากับเตียงคู่หนึ่ง เตียง อันเต็มไปด้วยร่องรอยสนิมจากมือคนแผ่นนี้ คูเนลลิสสนใจในการใช้วัสดุในชีวิตประจําวัน เพื่อกระตุ้นให้ผู้ชมตระหนักถึงน้ำหนักของความเป็นจริงในชีวิตอันธรรมดาสามัญของเรา

Untitled (1969) ภาพจาก FYI Bangkok

ในนิทรรศการยังมีผลงาน Untitled (1969) ศิลปะจัดวางรูปกระเช้าตาชั่งหลายชั้นที่แขวนลงจากเพดาน ในแต่ละชั้นบรรจุวัตถุดิบที่เราบริโภคในทุกวี่วันอย่างผงกาแฟเอาไว้

ผลงานชิ้นนี้แสดงความสนใจของคูเนลลิสที่มีต่อกาแฟ ในฐานะวัตถุดิบซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบการค้าโลก ในฐานะที่ตัวเขาเป็นผู้อพยพย้ายถิ่นฐาน เขามองกาแฟในฐานะสินค้าที่ถูกขนส่งจากประเทศในโลกที่สามไปสู่ประเทศที่พัฒนาแล้ว

กลิ่นอายของกาแฟเองยังเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงเราเข้ากับความทรงจำในชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี และผู้ชมอย่างเราก็ไม่เพียงได้รับอนุญาตให้ดูงานชิ้นนี้ด้วยตาแต่เพียงเท่านั้น หากแต่ยังสามารถใช้จมูกสูดดมผงกาแฟบนตาชั่งเพื่อรำลึกถึงความทรงจำที่ว่านั้นได้อีกด้วย

Untitled (1969) ภาพจาก FYI Bangkok

ล่อง(ไม่)หน (In)visible Presence นิทรรศการที่นำเสนอผลงานชิ้นสำคัญจากคอลเลกชั่นของพิพิธภัณฑ์ดิบ บางกอก จัดแสดงตั้งแต่วันที่ 21 ธันวาคม 2025 – 3 สิงหาคม 2026 เปิดทำการวันพฤหัสบดี – จันทร์ เวลา 10.00 – 19.00 น. (ปิดวันอังคารและพุธ) สามารถจองบัตรเข้าชมล่วงหน้าได้ทางเว็บไซต์ https://dibbangkok.org/in-visible-presence.html

ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก Dib Bangkok, FYI Bangkok



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

แกะรอย ประวัติศาสตร์แห่ง ‘อาทิตย์ 3 ดวง’ หรือ ‘Sundogs’ (2)
กราบเรียน ท่านนายกฯ (ฉบับที่ 3) เรื่อง ปัญหาบางประการในความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา | สุรชาติ บำรุงสุข
ธำรงศักดิ์โพล เปิดผลสำรวจ ร้อยละ 62.18 ชี้ควรมีการเลือกตั้งผู้ว่าจังหวัดทุกจังหวัดได้แล้ว
“เผ่าภูมิ” ยินดี คลังสานต่อ “Negative Income Tax” ยุคเพื่อไทย พุ่งเป้าช่วยคนจน เสนอเกณฑ์รายได้ต่ำกว่า 6 หมื่น/ปี รับสูงสุด 12,000 บาท/ปี
แตรฝรั่ง (3)
ตามสถิติเอเลียนน่าจะมีจริง แต่…
aespa คั้นชีวิตให้เปรี้ยวเข็ดฟันมากกว่าเดิม ด้วยอัลบั้มชุดใหม่ Lemonade
จาก ‘ทรงวิทย์’ ถึง ‘อุกฤษฎ์’ จาก ‘ศอ.ปชด.’ สู่ ‘ศบค.ชด.’ ‘อนุทิน’ ติดดาบ ‘ผบ.หยอย’ คุม ทุกชายแดน กรำศึกเขมร รอบสุดท้าย
‘โต เลิม’ เยือนไทย : เห็นอะไรในประวัติศาสตร์ และความสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม
สุทธิชัย วีรกุลสุนทร ‘เฮียล้าน ลุยต่อ’ ป้องกันแชมป์ ส.ก.จอมทอง สมัย 7 ไม่หวั่นคู่แข่งเจนใหม่
‘บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ’ มองประเทศไทยที่ ‘หยุดนิ่ง’ ‘คนรุ่นหลัง’ จะ ‘ทุกข์ยาก’ กว่านี้
Prachachat Business Awards 2026 เปิดทำเนียบ 5 สุดยอดธุรกิจไทย ‘ฮั่วเซ่งเฮง’ รายได้สูงสุด ปตท.สผ.แชมป์จ่ายภาษี