‘ต้องลุยเชิงรุก-ระวังหลงทาง’ รศ.ดร.รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล หวังอะไร ‘รัฐบาลใหม่’ กับนโยบาย ‘ศิลปวัฒนธรรม’
รายงานพิเศษ พันธุ์ทิพย์ ธีระเนตร
‘ต้องลุยเชิงรุก-ระวังหลงทาง’
รศ.ดร.รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล
หวังอะไร ‘รัฐบาลใหม่’
กับนโยบาย ‘ศิลปวัฒนธรรม’
โค้งสุดท้ายของการโกยคะแนนเสียงในการเลือกตั้ง 2569 ที่แต่ละพรรคห้ำหั่นเฉือนคมผ่านทั้งนโยบาย วาทะ และโปรไพล์ผู้สมัครอาสารับใช้ประชาชน
แน่นอนว่า ‘ศิลปวัฒนธรรม’ ไม่ใช่นโยบายหลักที่ถูกขนมาโชว์วิสัยทัศน์ ทว่า หาใช่จะไร้ซึ่งความสำคัญ
หลายพรรคทยอยเปิดยุทธศาสตร์ด้านดังกล่าว ‘ภูมิใจไทย’ ชูประเด็นเปลี่ยนวัฒนธรรมเป็นทุน ตอบโจทย์ปากท้อง
‘เพื่อไทย’ ไปต่อ หนุนซอฟต์เพาเวอร์ THACCA ยกระดับอุตสาหกรรมวัฒนธรรมสร้างสรรค์ 14 ด้าน
‘ประชาชน’ เล่นใหญ่ ประกาศอภิวัฒน์วัฒนธรรม เขียนประวัติศาสตร์แห่งชาติฉบับใหม่
ขณะที่บางพรรค เน้นย้ำอนุรักษ์วัฒนธรรมและวิจัยฟื้นฟูพัฒนาภูมิปัญญาไทยอันดีงาม
รศ.ดร รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ตอบคำถามถึงความคาดหวังต่อรัฐบาลใหม่ในยุทธศาสตร์ นโยบาย ไอเดีย และการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม โดยลงลึกในแนวถนัดอย่างประวัติศาสตร์ และมรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาติอย่างตรงไปตรงมา
: นโยบายด้านศิลปวัฒนธรรมของพรรคไหนเข้าตาบ้าง?
ขอตอบในส่วนของนโยบายที่ไม่เข้าตา คือ บางพรรค เน้นศีลธรรมจรรยา วัฒนธรรมอันดี เหมือนให้คนไปจำศีล มีแค่กล่าวถึงหลักการกว้างๆ เท่านั้น มองไม่เห็นภาพว่าจะนำศิลปวัฒนธรรมไปร่วมพัฒนาประเทศ หรือปากท้องของชาวบ้านอย่างไร
ส่วนนโยบายพรรคที่มียุทธศาสตร์เปลี่ยนวัฒนธรรมเป็นทุน ซึ่งไม่ได้มีพรรคเดียว อันนี้ผมเห็นด้วย
ที่สำคัญคือต้องมีแผนการตลาดที่ยั่งยืน ไม่ใช่เป็นแค่การจัดอีเวนต์แล้วจบ ไม่ใช่แค่การเอาคนไทยมาใส่ชุดไทยรำโชว์ฝรั่ง
ทั้งหมดอยู่ที่ครีเอทีฟไอเดียซึ่งเราจำเป็นต้องพูดเรื่องนี้เป็นอย่างมาก ว่าภาครัฐ ภาคการศึกษาเคยบ่มเพาะครีเอทีฟไอเดียให้สังคมไทยมากน้อยเพียงใด
: ถ้าลงรายละเอียดลึกลงไปในเชิงปฏิบัติ มีข้อแนะนำอะไรเป็นพิเศษ?
พิพิธภัณฑ์ต่างๆ ต้องเน้นออนไลน์ โซเชียลให้มากขึ้น ซึ่งทุกวันนี้ก็มีหลายแห่งพยายามทำ เช่น พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ (พช.) พระนคร มีการถ่ายคลิปให้ภัณฑารักษ์ออกมาให้ความรู้ เชิญชวนคนมาเยี่ยมชม ซึ่งก็เป็นการเปลี่ยนภาพลักษณ์ได้ดี ยอดวิว ยอดแชร์เยอะ
อย่างไรก็ตาม คนที่เข้าไปดูพิพิธภัณฑ์กรมศิลป์ ไปดูความสวยงามเป็นหลัก คนเข้าไปศึกษาเชิงลึกก็มีบ้าง แต่น้อย
เทศกาล Night at the Museum คือไปดูของเดิม แค่เปลี่ยนบรรยากาศเป็นยามค่ำคืน แม้ตอนนี้จะฮิต แต่ต่อไปอีก 5 ปีอาจไม่มีใครมา
ผมมองว่าสิ่งสำคัญคือ การตอบคำถามสังคม เช่น ตอนนี้มีปัญหาอะไรค้างคาจิตใจ ต้องงัดเอามาพูด มาเสวนาจริงจัง
อย่างเรื่องคนไทยมาจากไหน ความเป็นไทยคืออะไร ขอมกับเขมรคือใคร เหมือนหรือต่างกันอย่างไรในการใช้คำนี้ หรือไทยรบพม่าเพราะอะไร ก็เพราะเรื่องการค้าที่มันขัดแย้งผลประโยชน์
มิติเศรษฐกิจอย่างนี้ แม้ในวงวิชาการประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรมจะรู้กัน แต่ประชาชนทั่วไปยังไม่ได้รับรู้กว้างขวาง
นี่คือสิ่งอยากให้รัฐบาลใหม่ผลักดันในแง่ของการเรียนรู้
หากคนในสังคมเข้าใจเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์ อคติและความขัดแย้งจะลดลง อย่าเหยียดวัฒนธรรมเพื่อนบ้าน เพราะแม้แต่วัฒนธรรมบ้านเรา หลายสิ่งก็คือมรดก ‘วัฒนธรรมร่วม’ ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
อีกประการหนึ่งที่อยากเห็นคือ พิพิธภัณฑ์ออนไลน์ หรือพิพิธภัณฑ์เสมือนจริง (Virtual Museum) ซึ่งเมืองนอกเขาทำมานานแล้ว และกรมศิลป์บ้านเราก็ทำมาหลายปีเหมือนกันในหลายพิพิธภัณฑ์สำคัญ เช่น พช.พระนคร, พช.เรือพระราชพิธี, พช.สุพรรณบุรี, พช.จันทรเกษม เป็นต้น
แต่ควรได้รับการพัฒนาอย่างจริงจังมากขึ้นอีก ทั้งรูปแบบ และเนื้อหา
: ทุกวันนี้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติมีกิจกรรมแนวไลฟ์สไตล์เยอะ มีกาชาปองโบราณวัตถุ มีเวิร์กช็อปอักษรพ่อขุนรามในวันเด็ก และอีกมากมาย สิ่งที่ควรพัฒนาอีกเพื่อสอดรับกับสังคมปัจจุบันมากขึ้นคืออะไร?
เนื้อหาในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติควรอธิบายให้เข้าใจง่ายกว่านี้ ทุกวันนี้ถ้าไปดูตามตู้จัดแสดง มักระบุแค่ว่านี่คืออะไร พุทธศตวรรษที่เท่าไร แต่ไม่ได้อธิบายถึงความสำคัญและคุณค่าในเชิงพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ว่าถ้าไม่มีของชิ้นนี้ปัจจุบันจะเป็นอย่างไร
อีกอย่างหนึ่ง ต้องระวังหลงทาง อย่าไปมูเตลูมากเกิน ส่วนตัวไม่ติดเรื่องการตามกระแสสังคม หรือหนุนการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีอยู่แล้ว แต่อย่าลืมภารกิจหลักในด้านวิชาการ ไม่อย่างนั้นจะไม่ต่างจากศูนย์พระเครื่องท่าพระจันทร์
ขอฝากอีกเรื่อง คือ หอสมุดแห่งชาติ ซึ่งนำหนังสือที่พ้นลิขสิทธิ์ไปแล้วมาขึ้นออนไลน์ อันนี้คือเรื่องที่ดีมาก แต่ระบบการสืบค้นสามารถพัฒนาให้ดีขึ้นกว่านี้ได้อีก และวารสารสำคัญของต่างประเทศต้องสแกนขึ้นเว็บไซต์ให้ประชาชนอ่านได้ครบถ้วน
: ส่วนตัวคิดว่าหลักสำคัญในการสร้างมูลค่ามรดกวัฒนธรรมคืออะไร?
จริงๆ แล้วประเทศไทยขายของเก่ากิน อย่างการแสดงนาฏศิลป์ ชาวต่างชาติดูรู้เรื่องกี่คน ส่วนคนไทยดู 1-2 รอบก็เบื่อแล้ว
ดังนั้น เราควรมีการครีเอตอะไรใหม่ๆ ซึ่งรัฐบาลชุดที่ผ่านๆ มา รวมถึงราชการไทยก็พยายามทำมาเรื่อยๆ แต่ผมคิดว่ายังสามารถพัฒนาไปได้อีก ต้องมองว่าอะไรขายได้ และไม่ได้ขายแค่คนไทย แต่ขายฝรั่งด้วย
อย่างงิ้วจีนในไทย ขายได้ทั้งเอเชียและฝรั่งซึ่งมองเป็นแบบโอเปร่า แต่ต้องมีระบบเพอร์ฟอร์แมนซ์ใหม่ เล่นผสมผสานกับดนตรีสากล
เราต้องขายความเป็นไทยให้เป็นส่วนหนึ่งของโลก โดยทำอย่างไรก็ได้ให้เข้าสู่กระแสความเป็นสากลซึ่งก็เป็นสิ่งที่มีคนพูดกันมานานแล้ว
สำหรับการอนุรักษ์ ก็อนุรักษ์ไป มันคือสิ่งที่ต้องทำ นอกจากนี้ การทำให้ประชาชนคนไทยเองเข้าใจเรื่องเหล่านี้ได้ง่ายก็เป็นสิ่งที่ต้องทำเช่นกัน
: การทวงคืนโบราณวัตถุไทยจากต่างแดน อยากให้รัฐบาลชุดใหม่ผลักดันอย่างไร?
แน่นอนว่า ผมอยากให้ภาครัฐเดินหน้าเชิงรุกให้มากกว่าที่ผ่านมา
อย่างเรื่องข้อมูลส่วนใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับทั้งโบราณวัตถุ โบราณสถานและแหล่งโบราณคดีซึ่งเป็นที่มาของสิ่งที่เราไปทวงคืน เท่าที่ทราบคือภาคประชาชนอย่าง กลุ่มสำนึก 300 องค์มีบทบาทอย่างมาก เพราะฉะนั้น กรมศิลปากรควรตื่นตัวมากกว่านี้
: การได้คืนโบราณวัตถุจากพิพิธภัณฑ์ต่างชาติอย่างต่อเนื่อง รวมถึงประติมากรรมประโคนชัย ทำให้ประเด็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บุรีรัมย์ ถูกพูดถึงอีกครั้ง อยากให้รัฐบาลชุดต่อไปรับไว้พิจารณาหรือไม่?
พิพิธภัณฑ์ที่มีเนื้อหาอธิบายการเกิดขึ้นของจังหวัด ชุมชน ควรมีทุกจังหวัด ต้องย้ำว่าไม่ใช่พิพิธภัณฑ์ที่แค่โชว์ของ แต่เป็นการบอกเล่าพัฒนาการ องค์ประกอบ และเหตุการณ์สำคัญ
เช่น หลังการปฏิรูปสมัยรัชกาลที่ 5 เกิดอะไรขึ้นบ้าง รวมถึงต้องอธิบายความสัมพันธ์กับบ้านเมืองใกล้เคียง เพราะไม่มีจังหวัดหรือชุมชนไหนอยู่โดดๆ
แม้หลายจังหวัดมีพิพิธภัณฑ์เมือง แต่เท่าที่เคยไปดู เหมือนกลายเป็นห้องเก็บของ สุดท้ายก็ร้าง ไม่มีคนเข้า ซึ่งน่าเสียดายมาก ทั้งสถานที่ งบประมาณ และโอกาสในการเรียนรู้ของประชาชน
เพราะฉะนั้น แค่นโยบายภาพใหญ่ของรัฐบาลไม่พอ ท้ายที่สุดก็ต้องเป็นเรื่องการดำเนินการในท้องถิ่นด้วย
: ขอแวะไปที่การศึกษาสายสังคมศาสตร์ สถานการณ์วันนี้และแนวโน้มวันหน้ามีอะไรควรแก้ไขรื้อสร้าง?
ผมมาสอนที่รามคำแหงทันตั้งแต่ยุคที่นักศึกษาแสนกว่าคน เดี๋ยวนี้เหลือ 6 หมื่น เมื่อเด็กเกิดน้อย คนเข้าเรียนน้อย ผลกระทบต่อไปในอีก 10 ปี 20 ปี จะเป็นอย่างไรสำหรับระดับอุดมศึกษา เราได้เห็นการทยอยปิดตัวของโรงเรียนเอกชนกันแล้ว
นักศึกษารามฯ วันนี้มีคนวัยเกษียณมาเรียนเพิ่มขึ้นมาก ว่างก็มาเรียน บางคนอยากรู้ก็มาเรียนเป็นงานอดิเรก
มหาวิทยาลัยต้องปรับตัวอย่างจริงจังให้เป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยเฉพาะฝั่งสังคมศาสตร์
ทุกวันนี้วิชาโบราณคดี ประวัติศาสตร์ยังคงถูกถามว่าจบแล้วทำอะไรกิน ทั้งที่เป็นศาสตร์ที่มีความสำคัญในการทำความเข้าใจปัจจุบันผ่านสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตว่า เพราะสังคมยุคนั้นเป็นอย่างนั้น วันนี้เราจึงเป็นอย่างนี้ แล้วแนวทางการแก้ไขควรเป็นอย่างไรดี
นี่คือสิ่งที่ไม่เคยมีการสอนจริงๆ จังๆ ถึงแม้การเรียนการสอนประวัติศาสตร์ทุกวันนี้จะครอบคลุมมาถึงประวัติศาสตร์ร่วมสมัย หรือประวัติศาสตร์สมัยใหม่ก็ตาม
: จากคำตอบข้างต้น ปัญหาการศึกษาเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ครีเอทีฟไอเดียไม่ทะลุเพดานสร้างสรรค์หรือไม่?
เราพูดในเรื่องการครีเอต แต่ปัญหาคือ ไม่มีฐานให้เด็กไปครีเอต เราไม่ได้ปูพื้นตรงนี้ งานศิลปวัฒนธรรมบ้านเราส่วนใหญ่พุ่งไปจากจุดศูนย์กลาง การให้กระทรวงวัฒนธรรมเป็นเจ้าภาพในการชำระหรือเขียนประวัติศาสตร์แห่งชาติ เชื่อว่าสุดท้ายก็จะออกมาเป็นแนวรวมศูนย์อยู่ดี ผมไม่เห็นด้วยกับการใช้ระบบคณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ ซึ่งจะทำให้วนกลับไปลูปเดิม คือ ประวัติศาสตร์มีศูนย์กลางเดียว แต่ควรมีคณะกรรมการของแต่ละภูมิภาคจัดการ อย่างที่ครั้งหนึ่งธนาคารไทยพาณิชย์เคยทำสารานุกรมวัฒนธรรมไทยภาคต่างๆ
เพราะฉะนั้น ควรให้กระทรวงวัฒนธรรมดูแลแค่นโยบายหลัก แต่การสร้างสรรค์ศิลปะ วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ ควรเป็นเรื่องของภูมิภาครับไป เพราะเขารู้ว่าตัวเองมีอะไร จะพัฒนาต่อไปอย่างไร ส่วนรัฐบาลจะมอบนโยบาย สนับสนุนด้านงบประมาณอะไรก็ว่าไป
เมื่อเราคิดจะกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ก็ต้องรวมด้านวัฒนธรรมด้วย รัฐบาลคือโครงสร้างหลักด้านยุทธศาสตร์ แต่การบริหารจัดการต้องให้ท้องถิ่นดำเนินการเอง
รวมถึงมหาวิทยาลัยต่างๆ ในส่วนภูมิภาค เช่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, มหาวิทยาลัยขอนแก่น, มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และอื่นๆ แล้วยังมีมหาวิทยาลัยราชภัฏทั่วประเทศอีก ผมเชื่อว่าจะเป็นการทำให้ท้องถิ่นมีส่วนร่วม และตอบโจทย์ของเขาเองได้ดีขึ้น
ในส่วนของประวัติศาสตร์ท้องถิ่นก็เช่นกัน ในอดีตมักเป็นการอิงกับกรุงเทพฯ ซึ่งไม่ควรเป็นอย่างนั้น เพราะคนจะไม่เข้าใจท้องถิ่นตัวเอง
: แล้วถ้ามีการเคลียร์ ‘ประวัติศาสตร์ชาติ’ แนวทางควรเป็นอย่างไร?
เราควรทำประวัติศาสตร์แห่งชาติที่เน้นผู้คนในดินแดนที่เป็นประเทศไทยในปัจจุบันว่ามีความเป็นมาเป็นไปอย่างไร
ที่สำคัญคือ อย่าไปยึดติดเรื่องสงคราม ต้องย้ำว่ารัฐไทยคือส่วนหนึ่งของโลก เมื่อโลกเปลี่ยนแปลง มันกระทบกระเทือนอย่างไรต่อบ้านเมืองของเราอย่างไร
นี่คือสิ่งที่ไม่ค่อยได้รับความสำคัญ ทำให้เราไม่เข้าใจว่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มันเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ทั้งในแง่ของประวัติศาสตร์โบราณ และประวัติศาสตร์สมัยใหม่
: โดยสรุปแล้ว วงการศิลปวัฒนธรรมและแวดวงประวัติศาสตร์โบราณคดีวันนี้ ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลเพียงพอหรือไม่?
ผมคิดว่ายังไม่เพียงพอ อย่างไรก็ตาม คงไม่ใช่ความผิดของรัฐบาลไหน แต่ส่วนหนึ่งเพราะวงการนี้อาจยังไม่ได้ตอบโจทย์สังคมเท่าที่ควร
ถ้าตอบโจทย์ หรือสามารถทำให้เห็นว่า ศิลปะ วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ สำคัญมากพอ เชื่อว่ารัฐบาลจะต้องให้ความสำคัญ และให้การสนับสนุนเอง
