bg-single

เชลยศึกสงครามลาว (16) แผนของผู้หมวด

04.02.2026

บทความพิเศษ | พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์

เชลยศึกสงครามลาว (16)

แผนของผู้หมวด

บันทึกต่อไปของ ร.ท.ประจักษ์ วิสุตกุล “หัวหน้าใจ”

สถานการณ์ในช่วงบ่ายวันที่ 5 เมษายน พ.ศ.2514 หลังที่พวกเราเลิกประชุมแล้ว ทุกอย่างที่บ้านนายังเงียบสงบ ไม่มีการปฏิบัติใดๆ ทั้งของฝ่ายเราและข้าศึก ผมกับลูกน้องผู้บังคับหมู่ 2 คนรีบออกจากบังเกอร์กองพันวิ่งไปจนถึงจุดที่ลงแนวคูเรดแล้วก็รีบลงเดินไปให้ถึงหมวดของผมให้เร็วที่สุดเพื่อประชุมชี้แจงแผนในการถอนตัวในคืนนี้ เนื่องจากว่ามีเวลาในการเตรียมการน้อย ในจิตใจนึกถึงแต่แผนการในคืนนี้ว่าจะต้องทำอย่างไรเมื่อปะทะหรือถูกข้าศึกขัดขวาง จนมาถึงหมวดของผมจึงเรียกจ่าบุญมาบอกให้รวมทุกคนมาฟังคำชี้แจงจากผมด่วนทันที ผมเหลือลูกน้องไม่ถึง 20 คน

ชั่วครู่ทุกคนก็มารวมกันครบ 18 คน ผมรีบชี้แจงแผนการถอนตัวออกจากบ้านนาในคืนนี้ทันทีโดยไม่รั้งรอ เมื่อลูกน้องผมทราบว่าพวกเรา 18-19 คนโดยผมอาสาเป็นหน่วยนำในการถอนตัวคงนึกกันในใจ เอาอีกแล้ว…ผู้หมวดกู ซึ่งผมรู้ใจลูกน้องทุกคนจึงรีบบอกว่า ที่อาสาเป็นหน่วยนำเพราะไม่มีใครอาสา ถ้าเราไม่อาสาก็จะไม่ได้ออกไปจากนรกแห่งนี้ ต้องนอนรอให้มันมาเหยียบหัวเราที่นี่ต่อไป จะเอาแบบนั้นไหมและไม่รู้อะไรจะเกิดขึ้นถ้าเป็นอย่างนั้น แล้วถามว่าหรือทุกคนอยากจะอยู่ต่อไปไม่ต้องการไปให้พ้นนรกแห่งนี้

ทุกคนเงียบและเข้าใจ ผมบอกถึงเวลาเสี่ยงก็ต้องเสี่ยงเพราะยังมองเห็นทางรอดดีกว่ารอความตายอยู่อย่างนี้โดยไม่มีใครมาช่วยเราอีกแล้ว ผมคิดว่าทุกคนเข้าใจเรื่องที่ผมอาสาและคิดว่าการวัดดวงครั้งนี้น่าจะเป็นครั้งสุดท้ายแล้วและคิดว่าทุกคนคงทำใจได้ ผมเลยบอกอีกว่าเราจะมีกำลังของกองร้อยสุรินทร์มาสมทบอีกประมาณ 30 กว่าคนรวมแล้วเป็น 1 หมวด จะเป็นหน่วยนำในการถอนตัวครั้งนี้ ถัดจากเรากับสุรินทร์จะเป็นส่วนของ บก.พัน. และปืนใหญ่พันเชอร์ ปิดท้ายขบวนด้วยหน่วยของ บก.ร้อย 1 และหมวด 2 ปิดท้ายเพื่อระวังป้องกันหลังขบวนให้เรา

เราจะถอนตัวจากบ้านนาไปรวมกำลังกับ BI-14 ที่ภูล่องมาด จะเริ่มถอนตัวเวลา 2 ทุ่มตรง จุดรวมพลอยู่ด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของบ้านนาใกล้กับฐานของกองพันและฐาน บก.ร้อย 1 เราจะถอนตัวลงทางหุบลึกริมฐาน หลังจากนี้ให้ทุกคนไปเตรียมการของตัวเองในการถอนตัว ให้นำเสบียงติดตัวไป 2-3 วัน อาวุธประจำกายและกระสุน 3-4 เบสิกโหลด สิ่งของที่ไม่จำเป็นให้ทิ้งให้หมดโดยการทำลาย แยกส่วนฝังดิน โดยเฉพาะอาวุธและยุทโธปกรณ์ อย่าให้ข้าศึกนำไปใช้ได้อีก ของสะสมสมบัติต่างๆ ต้องสละทิ้งให้หมดเพื่อให้มีความคล่องตัวมากที่สุด เพราะเราเป็นหน่วยนำและเพื่อเอาชีวิตรอดไปให้ถึงภูล่องมาดให้เร็วที่สุด

ปืนกลเอ็ม 60 ไม่ต้องเอาไป ทำลายโดยการแยกชิ้นส่วนหรือฝังดิน เอ็ม 79 ทั้งติดและไม่ติดกับเอ็ม 16 ให้รวบรวมเอาไปให้มากที่สุด รวมทั้งกระสุนด้วยเพื่อใช้เป็นกำลังยิงหลักทำลายข้าศึกเมื่อถูกขัดขวางหรือปะทะซึ่งผู้หมวดจะสั่งการในภายหลัง ขอให้ฟังคำสั่งและปฏิบัติโดยเร็วและจะมีกำลังของกองร้อยสุรินทร์เป็นกองหนุน

หากเกิดการปะทะจะร่วมกันเข้าดำเนินกลยุทธ์และกวาดล้างข้าศึกทันที เราจะมุ่งไปสู่ภูล่องมาดโดยไม่มีการถอยหลังอย่างเด็ดขาดไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ทุกคนจงจำไว้

ผมย้ำกับลูกน้องเดนตายของผมเพื่อให้ทุกคนเข้าใจแผนและเกิดกำลังใจมุ่งมั่นไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในการถอนตัวและบอกว่าถ้าเราถึงภูล่องมาดได้ พวกเราจะรอดกลับบ้านได้ทุกคน ขอรับรอง สำหรับสัญญาณบอกฝ่ายจะแจ้งให้ทราบภายหลัง

ผมย้ำเรื่องสำคัญว่าต่อไปนี้จนถึงเวลาถอนตัวให้ทุกคนปฏิบัติตัวไปตามปกติอย่าแสดงออกใดๆ ให้ข้าศึกรู้ว่าเราจะถอนตัว เป็นเรื่องสำคัญมาก

จากนั้นก็ปิดท้ายให้ทุกคนไปเตรียมการของตัวเองให้พร้อม ให้ยึดตรึงทุกอย่างให้แน่นอย่าให้เกิดเสียงดัง เวลาเคลื่อนที่ต้องเร็วแต่เงียบที่สุด มีเวลาว่างก่อนมืดให้แสดงถึงการเสริมแนวป้องกันทั้งขุดดินและเสริมกระสอบทรายตลอดแนวให้จ่าบุญควบคุมในเรื่องนี้ เราต้องแสดงลวงว่าเราจะยึดอยู่ที่นี่ต่อไป อย่าลืมว่าเราอยู่ในสายตาของข้าศึกตลอดเวลาเพราะมันล้อมพวกเราอยู่ทุกสันเขา โดยเฉพาะด้านทิศใต้และทิศตะวันตก มันเห็นการปฏิบัติการของเราได้ตลอดเวลา ผมย้ำอีกครั้ง และขอให้ทุกคนไปเตรียมการได้หลังจากนี้

มีใครมีปัญหาหรือสงสัยอะไรไหม?

ผมสังเกตดูสีหน้าลูกน้องทุกคนมีกำลังใจ มีความหวังและมีความมุ่งมั่นที่จะทำงานครั้งนี้ให้สำเร็จแม้จะต้องเสี่ยงอีกครั้งก็ตาม ไม่มีใครสงสัยหรือมีปัญหาใดๆ เมื่อผมสั่งการเสร็จ

ผมรู้ใจของลูกน้องผมดีว่าทุกคนก็ไม่อยากอยู่ในนรกแห่งนี้อีกต่อไปแล้ว…ไปให้พ้นได้ก็ดี

ไปตายดาบหน้า

ก่อน 20.00 น. เวลานัดหมาย…

พวกเราเริ่มเดินไปตามคูเรดจนสุดแล้วขึ้นไปข้างบนพื้นราบมุ่งสู่ขอบหน้าผาที่เป็นหุบเขาลึกด้านตะวันออกเฉียงเหนือผ่านออกไปข้างฐาน BI-15 ชั่วครู่เราก็มาถึงขอบหน้าของหุบลึก ผมหยุดกำลังระวังป้องกันรอบตัวและให้หมู่ลาดตระเวนนำและหมู่นำไปตรวจช่องทางลงและวางตัวที่จุดที่จะลงไว้ ผมดูนาฬิกาจากพรายน้ำเรืองแสงอีกประมาณ 10 กว่านาทีก็จะ 2 ทุ่มตามเวลาที่กำหนดในการถอนตัว

ก่อน 2 ทุ่มไม่กี่นาที เพื่อนผมไอ้เหมียวก็นำกำลังกองร้อยสุรินทร์มาสมทบ ได้ยินเสียงไอ้เหมียวพูดเบาๆ ในความมืดในกลุ่มทหารของมันและมีพวกเราคนหนึ่งถามสัญญาณผ่านว่า “โคราช” ได้รับคำตอบว่า “สุรินทร์” เพื่อนผมไอ้เหมียว (ร.ต.พนา สมิตานนท์ เพื่อนร่วมรุ่น จปร.15/ตท.4) พูดออกมาในกลุ่ม “เฮ้ย…ไอ้จักษ์ กูอยู่นี่แล้ว”

แล้วผมกับไอ้เหมียวก็พบกันในความมืด ผมบอกกับมันว่า “เฮ้ย! ไอ้เหมียว หมู่ของกู 2 หมู่จะนําลงไปก่อน แล้วมึงกับลูกน้องตามพวกกูไปก็แล้วกัน 2 ทุ่มตรงกูจะลงหุบทันทีตามแผน ไม่มีการลังเลเปลี่ยนใจใครไม่มาก็ช่างมัน” ไอ้เหมียวบอก “เออ กูจะอยู่ติดกับมึงนี่แหละ ไปไหนไปด้วยกันโว้ย ไม่มีทิ้งกันอย่างเด็ดขาด”

ผมดูเวลาอีกประมาณ 2 นาทีจะ 2 ทุ่ม พอจะมองเห็นและได้ยินเสียงกําลังพลของพวกเราเป็นกลุ่มๆ ในความมืดกําลังเคลื่อนย้ายมารวมกันบริเวณที่ราบใกล้จุดที่ผมจะลงจนเริ่มมีจํานวนมากขึ้นเรื่อยๆ

ก่อนจะสั่งลงหุบ ผมรวบพระในคอของผมออกมาอาราธนา รวมทั้งนึกถึงเสด็จพ่อ ร.5 ขอให้ปกป้องคุ้มครองพวกเราให้ปลอดภัยและขอให้ออกถูกทางที่ไม่มีอุปสรรคใดๆ ในครั้งนี้

ถอนตัว

พอได้เวลา 2 ทุ่มตรง ผมสั่งคนของผมเคลื่อนลงหุบทันที พวกเราค่อยๆ ไต่ลงไปในหุบลึกประมาณ 40-50 องศา ลาดบ้างชันบ้าง ค่อยๆ ไถลตามกันลงไปในความมืดสนิทข้างล่าง ยิ่งลงลึกไปมากเท่าไรก็ยิ่งมืดสนิทแทบมองไม่เห็นกัน ต้องใช้มือคลําและเกาะกันลงไป ส่วนใหญ่ต้องยึดต้นไม้หรือสิ่งใดก็ได้ที่พอยึดได้และแข็งแรงพอที่จะไม่ให้ตัวเองกลิ้งลงหุบไปจากแรงโน้มถ่วงที่พยายามดึงเราให้ไหลลงไปก้นหุบ มันทําให้การเคลื่อนที่ช้ามาก แต่พวกเราก็พยายามไต่ลงไปอย่างช้าๆ เพื่อให้ถึงก้นหุบที่เป็นลําธาร ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทําได้

เสียงกิ่งไม้ที่หักจากพวกเราลุยกันลงมา ดังทั้งข้างหน้าและข้างหลัง ถ้าข้าศึกอยู่ใกล้ๆ แถวนั้น มันต้องได้ยินเราแน่นอน แต่ก็ไม่มีใครสนใจกันอีกแล้ว ทุกคนพยายามไต่เพื่อไปให้ถึงก้นหุบให้เร็วที่สุด คิดแค่นั้น

เราเคลื่อนแบบเลื่อนไถลกันลงมาเรื่อยๆ เกือบชั่วโมงแล้ว ผมดูนาฬิกา แต่ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะถึงก้นหุบลึกและลําธาร ดูเวลามันนานมากพอสมควร แต่ความจริงเราอาจเคลื่อนลงมาจากข้างบนขอบเนินได้ไม่กี่ร้อยเมตร เนื่องจากความมืดของหุบลึกและความชันที่ทําให้การเคลื่อนตัวลงมาช้ามาก

มีพวกเราบางคนเกาะพลาดลื่นไหลลงหุบไป ได้ยินเสียงครูดลงไปและเสียงจากกิ่งไม้ที่หักจากการกลิ้งลงไป ก็คงไปได้เร็วขึ้น แต่คงไม่มากนัก เพราะต้องติดต้นไม้และไขว่คว้าหาที่ยึดจนได้ คงไม่มีใครยอมกลิ้งลงไปถึงก้นหุบแน่เพราะอาจบาดเจ็บได้ ในยามนี้ถ้าเกิดบาดเจ็บหนักคงช่วยกันลําบากแน่นอน ต้องช่วยตัวเองอย่าให้เกิดการบาดเจ็บดีที่สุด

ผมดูเวลาขณะนี้ 4 ทุ่มกว่า เราไต่ลงมา 2 ชั่วโมงกว่าแล้ว หุบลึก ป่ารกทึบและความชันเป็นอุปสรรคอย่างมากต่อพวกเราในการเคลื่อนย้าย ซึ่งผมคิดว่ามันเป็นเส้นทางการเคลื่อนย้ายที่ปลอดภัยที่สุดกว่าด้านอื่น ผมต้องการความปลอดภัย จึงเลือกไปในภูมิประเทศที่ยากลําบากที่สุด พวกเรายอมลําบากดีกว่าเกิดปัญหาและอุปสรรคในการเคลื่อนย้ายหรือถูกซุ่มโจมตีระหว่างเคลื่อนย้าย

นอกจากนั้นเมื่อเราลงไปลึกพอสมควรแล้วความลึกของหุบก็จะปิดบังเรื่องเสียงของพวกเราที่มีเป็นจํานวนมากได้เป็นอย่างดีรวมทั้งแสงสว่างด้วย เพราะมีบางคนใช้แสงสว่างจากไฟฉายนําทางหรือเมื่ออุปกรณ์สําคัญหลุดตกหล่นในความมืดมิดซึ่งเป็นเรื่องที่ห้ามกันยากเมื่อคนจํานวนมากต้องเดินไปในความมืดมิดเหมือนคนตาบอดในสภาพภูมิประเทศเป็นป่ารกทึบในหุบลึกของภูเขาที่มีความลาดชันมากๆ

พวกเราพยายามเคลื่อนที่ต่อไป จับยึดเหนี่ยวกิ่งไม้ปล่อยตัวลงไป มือคลําแตะหลังเพื่อนข้างหน้า เพื่อกันกิ่งไม้และหนามแหลมคมที่อาจทิ่มแทงใบหน้าและดวงตาได้ถ้าไม่ระมัดระวัง หรือไม่ก็ใช้มือยื่นไปข้างหน้า



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

“ลิณธิภรณ์” ดันท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ สู่ศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ ชูอัตลักษณ์ดาราศาสตร์ เชื่อมคนทุกวัย
มือที่สามที่ไม่มีมือ
วิชาชีพสถาปนิก ในวิกฤตความชอบธรรม (1)
เชลยศึกสงครามลาว (53)
พระเครื่อง ของขลัง ผ้ายันต์ กับสงครามมหาเอเชียบูรพา (1)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (198)
E-DUANG | เส้นทาง ของ แถลงการณ์ คำพูด เส้นทาง ความจริง และ การไล่ล่า
“อนุทิน” โต้กระแสน้ำท่วมงบหมด ยันใช้งบกลางเยียวยา เผยอัดฉีดเพิ่มอีก 1 หมื่นล้าน จ่ายไวแบบ First Come First Serve
สส.ปารเมศ ชี้“ข้าวสารแซนด์บ็อกซ์” ต้องรื้อที่ต้นตอ! ขอชวนภูมิใจไทย ร่วมแก้ พ.ร.บ. สถานบริการ 2509
สุดารัตน์ จี้ต้องเข็นเศรษฐกิจไทยออกจาก “หล่ม” ที่ติดมายาวนานให้ได้ หลังไทยเจ้าภาพจัดประชุม IMF และ World Bank
ปฎิมา นักเขียน ชีวิต กับ ความใฝ่ฝัน นักเขียน ‘อาชีพ’
ดินแดง ราชปรารภ อารมณ์ ‘ร่วม’ ของ ‘มวลชน’ เบื้องหน้า การตาย ของเพื่อน