bg-single

อีธาน มอลลิก มนุษย์จะยังมีความหมายอยู่ได้อย่างไร

02.02.2026

นัยความเป็นคน | นิ้วกลม

1

อีธาน มอลลิก คือศาสตราจารย์ผู้คร่ำหวอดในแวดวงปัญญาประดิษฐ์แห่ง Wharton School คำถามที่เขาถามเป็นสิ่งที่ทุกคนในยุคสมัยนี้ต้องการคำตอบ

นั่นคือ เราจะใช้เอไออย่างไรให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

เขาตอบคำถามนี้ไว้ในหนังสือ Co-Intelligence

กาลครั้งหนึ่ง โลกเคยจินตนาการถึง “ปัญญาวิเศษ” ที่ล่วงรู้ทุกความรู้บนโลกใบนี้และสามารถตอบคำถามได้ทุกเรื่อง วันนี้เอไอค่อยๆ ขยับตัวไปสู่การเป็นสิ่งนั้น แม้ยังมีข้อบกพร่องอยู่ แต่ก็ฉายภาพให้เห็นศักยภาพอันน่าทึ่งและน่าสะพรึงในเวลาเดียวกัน

หากโลกมี “ปัญญาวิเศษ” เช่นนี้อยู่จริง ใช่ว่าทุกคนจะได้ประโยชน์จากสิ่งนี้เท่าเทียมกัน ความแตกต่างอยู่ตรงที่แต่ละคนจะใช้ปัญญานี้อย่างไร หากมีปัญญาที่สามารถตอบได้ทุกคำถาม ความแตกต่างย่อมอยู่ที่ “ผู้ถาม” ว่าจะสามารถล้วงเอาความฉลาดออกมาได้แค่ไหน

2

ในยุคสมัยที่แทบทุกหน้าที่การงานกำลังถูกเอไอเบียดขับตำแหน่ง ผู้คนสารพัดอาชีพหวาดกลัวว่าจะถูกเอไอแย่งงาน งานวิจัยต่างๆ ชี้ว่า จะเหลือเพียงอาชีพที่ใช้ร่างกายทำงานเท่านั้นที่ถูกสงวนไว้ให้มนุษย์ นักเต้น นักกีฬา ช่างซ่อมอเตอร์ไซค์ อะไรทำนองนี้ โดยมีเงื่อนไขเพียงว่า ปัญญาประดิษฐ์ยังไม่มีเรือนร่าง ถ้ามันมีเมื่อไหร่ก็ตัวใครตัวมัน

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า เอไอจะมาแย่งตำแหน่งงานมนุษย์ไปทั้งหมด

แน่นอนว่ากระทบ และต้องปรับตัว

อีธาน มอลลิก ชี้ว่า มีสองปัจจัยที่ทำให้มนุษย์ยังไม่ถูกแย่งงานไปจนเกลี้ยง

หนึ่ง-ในหนึ่งอาชีพของเรานั้นมี “งานย่อย” มากมาย ในจำนวนงานย่อยเหล่านั้น มีเพียงบางส่วนที่เอไอทำแทนได้ และอีกจำนวนหนึ่งที่ต้องการการตัดสินใจ การเชื่อมประสาน การสื่อสารกับผู้คน ซึ่งต้องทำโดยพวกเรา-เหล่ามนุษย์

สอง-อาชีพที่พวกเราทำนั้นอยู่ในระบบขนาดใหญ่ ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกระทบกับคนอื่นในระบบนั้นด้วย เช่น ต่อให้เอไอสอนหนังสือได้ดีกว่าครู ก็ใช่ว่านักเรียนทุกคนจะอยากเรียนด้วยในทันที ใช่ว่าโรงเรียนจะปรับหลักสูตรหรือออกแบบการเรียนแบบใหม่ได้ในฉับพลัน ผู้ปกครองก็อาจจะอยากให้ลูกเรียนกับมนุษย์อยู่ นี่เป็นเพียงตัวอย่างเท่านั้น แต่แน่นอนว่า “ระบบ” ไม่ได้ปรับตัวเร็วเท่าพัฒนาการของเทคโนโลยี

มนุษย์จึงยังพอมีความหวัง

ยังพอหายใจหายคอได้ และยังมีงานทำไปได้อีกระยะ

3

มีการทดลองให้คนทำงานประเภทเดียวกัน (งานที่ปรึกษา) กลุ่มหนึ่งในเอไอ (ChatGPT-4) อีกกลุ่มทำด้วยวิธีการแบบเดิม ปรากฏว่ากลุ่มที่ทำงานกับเอไอทำผลงานได้ดีกว่าอย่างมีนัยสำคัญ งานของพวกเขาเร็วกว่า สร้างสรรค์กว่า เรียบเรียงดีกว่า วิเคราะห์ได้ลึกซึ้งกว่า

แต่พอพิจารณาลงไปในรายละเอียด กลุ่มคนที่ทำงานร่วมกับเอไอก็แบ่งออกเป็นสองประเภท กลุ่มที่ใช้งานเอไอทั้งดุ้น คือคัดลอกคำถามมา นำไปป้อนให้ปัญญาประดิษฐ์ แล้วนำคำตอบที่ได้มาใช้เลย กลุ่มนี้ทำผลงานด้อยประสิทธิภาพและผิดพลาด ขณะที่อีกกลุ่มที่เพียงใช้เอไอ “ช่วยทำงาน” แต่ยังมีการตรวจสอบ วิเคราะห์ และคิดต่อยอด จะได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่ามาก

ตัวอย่างนี้ทำให้เห็นว่า ถ้าเรา “ปล่อย” ให้เอไอทำงานไปเลย เรามีโอกาสกลายเป็นมนุษย์ที่ขี้เกียจ ไม่ใส่ใจ และมีทักษะในการใช้วิจารณญาณด้อยลง

มีคนตั้งชื่อปรากฏการณ์นี้ว่า “ผล็อยหลับคาพวงมาลัย” ซึ่งผมชอบมาก เพราะมันทำให้เห็นภาพว่า มนุษย์ผู้เคยถือพวงมาลัยและต้องคอยควบคุมและกำหนดทิศทางการทำงาน เมื่อเชื่อเอไอมากเกินไป เหมือนเชื่อมั่นในรถที่ขับเองได้ แล้วปล่อยมันพาไป สุดท้ายมันอาจพุ่งตกเหว หรือพาหลงทางไปโผล่อีกที่ก็เป็นได้

นี่คือการใช้เอไอโดยปล่อยมือจากความรับผิดชอบ ซึ่งให้ผลอันตรายกว่าที่คิด

4

คำถามสำคัญในยุคที่มนุษย์ต้องร่วมงานกับเอไอสำหรับมอลลิกคือ

“งานประเภทไหนบ้างที่ควรสงวนไว้กับมนุษย์”

เขาเรียกมันว่า Just Me Task

ซึ่งเป็นงานที่ถ้าฝืนใช้เอไอจะมีแต่ปัญหา ตัวอย่างที่ชัดเจนคือการลองให้เอไอเขียนมุขตลก เราจะพบว่ามันฝืด แป้ก และเชย นี่คือตัวอย่างของการงานที่มนุษย์ยังทำได้ดีกว่า

หรืออย่างการเขียนหนังสือก็เช่นกัน เอไอสามารถเขียนบทความที่ดีได้ แต่ยังไม่เก่งพอจะลอกเลียนน้ำเสียง ลีลาภาษา และรูปแบบการเขียนเฉพาะตัวของนักเขียนต่างๆ ได้

สิ่งที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ความรู้สึกและสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว มุมมองเฉพาะตัว ไม่ใช่ข้อมูลหรือคำตอบพื้นฐานที่เป็นสากล สิ่งเหล่านี้ยังเป็นขอบเขตของมนุษย์อยู่

เหตุผลที่มนุษย์ไม่ควรยกการงานเหล่านี้ให้เอไอทำจนหมด ก็เพราะ “กระบวนการ” กว่าจะเกิดงานสร้างสรรค์ขึ้นมานั้น ผ่านขั้นตอนของการใคร่ครวญ ทบทวนตัวเอง ค้นพบตัวเอง ลับคมความคิด ซึ่งสิ่งเหล่านี้ช่วยเติมเต็มความเป็นมนุษย์ของเรา

แม้เอไอจะเขียนบทความที่ดีงามมากๆ ขึ้นมาได้ ทว่าสิ่งที่เราเสียไปก็คือขั้นตอนทั้งหมดที่ไหลผ่านสมอง หัวใจ และร่างกายของเราไป หากปล่อยให้ขั้นตอนเช่นนี้หายไปจากชีวิตทีละน้อย จนกระทั่งไม่เหลือหลอ เราย่อมกลายเป็นคนที่คิดไม่เป็น รู้สึกไม่เป็น ไม่เข้าใจตัวเอง ไม่เติบโตงอกงาม-กลายเป็นเพียงร่างกายที่ใช้เอไอช่วย “ผลิตผลงาน” ออกมาเท่านั้น

ความหมายของการเป็นมนุษย์ไม่ได้อยู่ที่ “ผลงานที่ยอดเยี่ยม” (ซึ่งเอไอช่วยได้) หากอยู่ที่ “กระบวนการ” เปลี่ยนแปลงจากจุดเริ่มต้นกระทั่งมาถึงจุดสุดท้ายเมื่อผลงานถูกสร้างสรรค์ขึ้น ในตอนนั้นตัวเราได้เปลี่ยนแปลงไปเป็นอีกคน เข้าใจบางสิ่งมากขึ้น คุณสมบัติในตัวเปลี่ยนแปลงไป อาจจะอดทนมากขึ้น ละเอียดอ่อนมากขึ้น เข้าอกเข้าใจคนอื่นมากขึ้น

มนุษย์ไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่อ “ทำผลงาน” ทว่าผลงานนี่เองที่ทำให้เรา “มีชีวิต” ผ่านกระบวนการสร้างมันขึ้นมา

5

อีธาน มอลลิก แบ่งงานที่มนุษย์ให้เอไอช่วยทำออกเป็นสองประเภท

หนึ่ง-งานที่มอบหมายได้ คือส่งให้มันทำแล้วตรวจสอบโดยละเอียด งานแบบนี้คืองานที่เราไม่ได้อยากทำ ไม่สลักสำคัญ งานน่าเบื่อ ซ้ำซาก ไม่ท้าทายสำหรับมนุษย์ แต่ปัญญาประดิษฐ์จัดการได้ง่ายดาย

เช่น การคัดกรองอีเมล กรอกเอกสาร กรอกแบบฟอร์ม จัดการนัดหมาย จองเที่ยวบิน ฯลฯ เราสามารถมอบหมายให้มันทำ แล้วตรวจสอบความถูกต้องก็พอ จะช่วยทำให้เราลดทอนเวลาจากงานน่าเบื่อเหล่านี้ แล้วสงวนเวลาไปใช้กับงานที่ทำให้เราได้เรียนรู้และเติบโต ทั้งทางความคิดและจิตวิญญาณ

สอง-งานอัตโนมัติ คืองานที่ส่งให้มันทำแล้วไม่ต้องตรวจสอบ ประเภทที่สามารถตั้งโปรแกรมไว้แล้วมันก็ทำงานไปตามโปรแกรม ไม่มีอะไรซับซ้อน ซึ่งจะมีงานที่ปัญญาประดิษฐ์ทำได้โดยอัตโนมัติมากขึ้นในอนาคต เช่น พนักงานรับโทรศัพท์ที่ตอบคำถามซ้ำๆ เหมือนเดิม อีกหน่อยโลกอาจไม่มีอาชีพนี้แล้ว

6

แล้วมนุษย์ควรทำงานร่วมกับเอไอในลักษณะไหน

มอลลิกตอบว่า เราควรทำงานกับเอไอในสองลักษณะ

หนึ่ง-แบบเซนทอร์ (สิ่งมีชีวิตในเทพปกรณัมที่ครึ่งบนเป็นคน ครึ่งล่างเป็นม้า) คือวิธีการแบ่งงานกันชัดเจน ให้เอไอทำในส่วนที่มันทำได้ดี แล้วมนุษย์ก็ทำให้ส่วนที่เราทำได้ดี มองเห็นมันเป็นผู้ช่วย รับหน้าที่ทำในชนิดงานที่มันถนัด

สอง-แบบไซบอร์ก คือการผสานงานระหว่างมนุษย์กับเครื่องจักร ไม่มีการขีดเส้นแบ่งชัดเจนเหมือนแบบแรก เช่น ถ้าผมจะเขียนหนังสือสักเล่ม ผมอาจเขียนขึ้นมาย่อหน้าหนึ่ง แล้วให้เอไอเขียนต่ออีกย่อหน้า แล้วผมปรับแก้ แต่งเสริม แล้วโยนไปให้มันเขียนต่อไปอีก วิธีการแบบนี้ทำให้เราได้ผลลัพธ์ที่แตกต่างจากตอนทำด้วยตัวเองเพียงลำพัง

โดยเราสามารถกำหนดให้เอไอมีหลายบทบาท เพื่อสำรวจมุมมองที่กว้างไปกว่าการทำงานแบบหัวเดียวกระเทียมลีบแบบเดิม เช่น เรากำหนดให้มันเป็นบรรณาธิการ เป็นนักวิชาการที่มีข้อมูลชั้นดี เป็นนักเขียนนิยายที่มีวิธีเล่าเรื่องที่น่าสนใจ สิ่งเหล่านี้จะช่วยต่อยอดผลงานของเราให้กว้างไกลและหลากหลายยิ่งขึ้น

เหมือนทำงานแล้วมีมือไม้มากขึ้น มีสมองมากขึ้น

การทำงานกับเอไอในลักษณะ “ปัญญาคู่คิด” จะช่วยพาเราออกไปจาก “อคติ” ที่เราเคยล้อมกรอบตัวเองไว้จากสิ่งที่เรียนมา ประสบการณ์ส่วนตัว และวิธีคิดแบบเดิมๆ ของตัวเอง ด้วยการใช้เอไอเป็นเสมือนเพื่อน เหมือนอาจารย์ เหมือนพี่เลี้ยง ที่คอยโยนไอเดียใหม่ๆ เสนอทางเลือกใหม่ๆ ให้ข้อมูลใหม่ๆ พาเราออกไปนอกขอบเขตสมองอันจำกัดของเรา

แน่นอนว่า การเกิดขึ้นและพัฒนาไปของเอไอจะส่งผลกระทบต่อสังคมมนุษย์อีกมาก ทั้งด้านบวกและด้านลบ ทั้งให้ความหวังและสร้างความกังวล คำถามที่จะต้องถามเกี่ยวกับเรื่องนี้จึงเป็นคำถามสำคัญ

ผมคิดว่า อีธาน มอลลิก ได้ตอบคำถามสำคัญของยุคสมัยเอาไว้หนึ่งคำถาม นั่นคือคำถามที่ว่า

“มนุษย์จะยังมีความหมายอยู่ได้อย่างไร”

คำตอบคือ อย่าปฏิเสธเอไอ ใช้งานมัน แต่อย่าเชื่อมัน หรือปล่อยมือให้มันพาเราไปโดยไม่จับพวงมาลัยเอาไว้ ให้มันเป็น “คู่คิด” แต่สุดท้ายแล้วการตัดสินใจควรขึ้นอยู่กับเรา

เพราะมนุษย์ยังต่างจากเอไอในเรื่องสำคัญ นั่นคือ เรายังมีหัวใจที่รู้ทุกข์สุขของมนุษย์ด้วยกัน เรายังมีเส้นจริยธรรม ศีลธรรม เพราะเรามีชีวิตจริงอยู่ในสังคม และเรายังเป็นมนุษย์ที่ต้องการเติบโตและงอกงาม

ความหมายของการมีชีวิตอยู่ของมนุษย์ขึ้นอยู่กับกระบวนการสร้างสรรค์ที่เราได้ลงมือคิด ลงมือทำ สิ่งนี้ย่อมไม่มีวันเปลี่ยนแปลง

ยิ่งใช้เอไอมากขึ้น เรายิ่งค้นพบว่ามันทำอะไรได้ดี มันทำอะไรได้ไม่ดี และมันกำลังเขยิบตัวเข้ามาคุกคามหน้าที่ อาชีพ และคุณค่าของมนุษย์อย่างไรบ้าง ทั้งสามเรื่องนี้เป็นคำตอบที่แปรเปลี่ยนไปตามกาลเวลา เพราะเอไอจะเก่งขึ้นไปอีก ความเปลี่ยนแปลงจะเร็วขึ้นไปอีก และคำถามที่ว่านี้จะถูกถามถี่ขึ้นเรื่อยๆ จริงจังขึ้นเรื่อยๆ

“มนุษย์จะยังมีความหมายอยู่ได้อย่างไร”

หากใช้เอไอโดยที่ไม่เคยตั้งคำถามนี้

ถึงวันหนึ่ง เราอาจไม่เหลือความคิดแม้แต่จะตั้งคำถามนี้ด้วยซ้ำ



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

กราบเรียน ท่านนายกฯ (ฉบับที่ 3) เรื่อง ปัญหาบางประการในความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา | สุรชาติ บำรุงสุข
ธำรงศักดิ์โพล เปิดผลสำรวจ ร้อยละ 62.18 ชี้ควรมีการเลือกตั้งผู้ว่าจังหวัดทุกจังหวัดได้แล้ว
“เผ่าภูมิ” ยินดี คลังสานต่อ “Negative Income Tax” ยุคเพื่อไทย พุ่งเป้าช่วยคนจน เสนอเกณฑ์รายได้ต่ำกว่า 6 หมื่น/ปี รับสูงสุด 12,000 บาท/ปี
แตรฝรั่ง (3)
ตามสถิติเอเลียนน่าจะมีจริง แต่…
aespa คั้นชีวิตให้เปรี้ยวเข็ดฟันมากกว่าเดิม ด้วยอัลบั้มชุดใหม่ Lemonade
จาก ‘ทรงวิทย์’ ถึง ‘อุกฤษฎ์’ จาก ‘ศอ.ปชด.’ สู่ ‘ศบค.ชด.’ ‘อนุทิน’ ติดดาบ ‘ผบ.หยอย’ คุม ทุกชายแดน กรำศึกเขมร รอบสุดท้าย
‘โต เลิม’ เยือนไทย : เห็นอะไรในประวัติศาสตร์ และความสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม
สุทธิชัย วีรกุลสุนทร ‘เฮียล้าน ลุยต่อ’ ป้องกันแชมป์ ส.ก.จอมทอง สมัย 7 ไม่หวั่นคู่แข่งเจนใหม่
‘บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ’ มองประเทศไทยที่ ‘หยุดนิ่ง’ ‘คนรุ่นหลัง’ จะ ‘ทุกข์ยาก’ กว่านี้
Prachachat Business Awards 2026 เปิดทำเนียบ 5 สุดยอดธุรกิจไทย ‘ฮั่วเซ่งเฮง’ รายได้สูงสุด ปตท.สผ.แชมป์จ่ายภาษี
Space within space