นัยความเป็นคน | นิ้วกลม
1
อีธาน มอลลิก คือศาสตราจารย์ผู้คร่ำหวอดในแวดวงปัญญาประดิษฐ์แห่ง Wharton School คำถามที่เขาถามเป็นสิ่งที่ทุกคนในยุคสมัยนี้ต้องการคำตอบ
นั่นคือ เราจะใช้เอไออย่างไรให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
เขาตอบคำถามนี้ไว้ในหนังสือ Co-Intelligence
กาลครั้งหนึ่ง โลกเคยจินตนาการถึง “ปัญญาวิเศษ” ที่ล่วงรู้ทุกความรู้บนโลกใบนี้และสามารถตอบคำถามได้ทุกเรื่อง วันนี้เอไอค่อยๆ ขยับตัวไปสู่การเป็นสิ่งนั้น แม้ยังมีข้อบกพร่องอยู่ แต่ก็ฉายภาพให้เห็นศักยภาพอันน่าทึ่งและน่าสะพรึงในเวลาเดียวกัน
หากโลกมี “ปัญญาวิเศษ” เช่นนี้อยู่จริง ใช่ว่าทุกคนจะได้ประโยชน์จากสิ่งนี้เท่าเทียมกัน ความแตกต่างอยู่ตรงที่แต่ละคนจะใช้ปัญญานี้อย่างไร หากมีปัญญาที่สามารถตอบได้ทุกคำถาม ความแตกต่างย่อมอยู่ที่ “ผู้ถาม” ว่าจะสามารถล้วงเอาความฉลาดออกมาได้แค่ไหน
2
ในยุคสมัยที่แทบทุกหน้าที่การงานกำลังถูกเอไอเบียดขับตำแหน่ง ผู้คนสารพัดอาชีพหวาดกลัวว่าจะถูกเอไอแย่งงาน งานวิจัยต่างๆ ชี้ว่า จะเหลือเพียงอาชีพที่ใช้ร่างกายทำงานเท่านั้นที่ถูกสงวนไว้ให้มนุษย์ นักเต้น นักกีฬา ช่างซ่อมอเตอร์ไซค์ อะไรทำนองนี้ โดยมีเงื่อนไขเพียงว่า ปัญญาประดิษฐ์ยังไม่มีเรือนร่าง ถ้ามันมีเมื่อไหร่ก็ตัวใครตัวมัน
แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า เอไอจะมาแย่งตำแหน่งงานมนุษย์ไปทั้งหมด
แน่นอนว่ากระทบ และต้องปรับตัว
อีธาน มอลลิก ชี้ว่า มีสองปัจจัยที่ทำให้มนุษย์ยังไม่ถูกแย่งงานไปจนเกลี้ยง
หนึ่ง-ในหนึ่งอาชีพของเรานั้นมี “งานย่อย” มากมาย ในจำนวนงานย่อยเหล่านั้น มีเพียงบางส่วนที่เอไอทำแทนได้ และอีกจำนวนหนึ่งที่ต้องการการตัดสินใจ การเชื่อมประสาน การสื่อสารกับผู้คน ซึ่งต้องทำโดยพวกเรา-เหล่ามนุษย์
สอง-อาชีพที่พวกเราทำนั้นอยู่ในระบบขนาดใหญ่ ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกระทบกับคนอื่นในระบบนั้นด้วย เช่น ต่อให้เอไอสอนหนังสือได้ดีกว่าครู ก็ใช่ว่านักเรียนทุกคนจะอยากเรียนด้วยในทันที ใช่ว่าโรงเรียนจะปรับหลักสูตรหรือออกแบบการเรียนแบบใหม่ได้ในฉับพลัน ผู้ปกครองก็อาจจะอยากให้ลูกเรียนกับมนุษย์อยู่ นี่เป็นเพียงตัวอย่างเท่านั้น แต่แน่นอนว่า “ระบบ” ไม่ได้ปรับตัวเร็วเท่าพัฒนาการของเทคโนโลยี
มนุษย์จึงยังพอมีความหวัง
ยังพอหายใจหายคอได้ และยังมีงานทำไปได้อีกระยะ
3
มีการทดลองให้คนทำงานประเภทเดียวกัน (งานที่ปรึกษา) กลุ่มหนึ่งในเอไอ (ChatGPT-4) อีกกลุ่มทำด้วยวิธีการแบบเดิม ปรากฏว่ากลุ่มที่ทำงานกับเอไอทำผลงานได้ดีกว่าอย่างมีนัยสำคัญ งานของพวกเขาเร็วกว่า สร้างสรรค์กว่า เรียบเรียงดีกว่า วิเคราะห์ได้ลึกซึ้งกว่า
แต่พอพิจารณาลงไปในรายละเอียด กลุ่มคนที่ทำงานร่วมกับเอไอก็แบ่งออกเป็นสองประเภท กลุ่มที่ใช้งานเอไอทั้งดุ้น คือคัดลอกคำถามมา นำไปป้อนให้ปัญญาประดิษฐ์ แล้วนำคำตอบที่ได้มาใช้เลย กลุ่มนี้ทำผลงานด้อยประสิทธิภาพและผิดพลาด ขณะที่อีกกลุ่มที่เพียงใช้เอไอ “ช่วยทำงาน” แต่ยังมีการตรวจสอบ วิเคราะห์ และคิดต่อยอด จะได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่ามาก
ตัวอย่างนี้ทำให้เห็นว่า ถ้าเรา “ปล่อย” ให้เอไอทำงานไปเลย เรามีโอกาสกลายเป็นมนุษย์ที่ขี้เกียจ ไม่ใส่ใจ และมีทักษะในการใช้วิจารณญาณด้อยลง
มีคนตั้งชื่อปรากฏการณ์นี้ว่า “ผล็อยหลับคาพวงมาลัย” ซึ่งผมชอบมาก เพราะมันทำให้เห็นภาพว่า มนุษย์ผู้เคยถือพวงมาลัยและต้องคอยควบคุมและกำหนดทิศทางการทำงาน เมื่อเชื่อเอไอมากเกินไป เหมือนเชื่อมั่นในรถที่ขับเองได้ แล้วปล่อยมันพาไป สุดท้ายมันอาจพุ่งตกเหว หรือพาหลงทางไปโผล่อีกที่ก็เป็นได้
นี่คือการใช้เอไอโดยปล่อยมือจากความรับผิดชอบ ซึ่งให้ผลอันตรายกว่าที่คิด

4
คำถามสำคัญในยุคที่มนุษย์ต้องร่วมงานกับเอไอสำหรับมอลลิกคือ
“งานประเภทไหนบ้างที่ควรสงวนไว้กับมนุษย์”
เขาเรียกมันว่า Just Me Task
ซึ่งเป็นงานที่ถ้าฝืนใช้เอไอจะมีแต่ปัญหา ตัวอย่างที่ชัดเจนคือการลองให้เอไอเขียนมุขตลก เราจะพบว่ามันฝืด แป้ก และเชย นี่คือตัวอย่างของการงานที่มนุษย์ยังทำได้ดีกว่า
หรืออย่างการเขียนหนังสือก็เช่นกัน เอไอสามารถเขียนบทความที่ดีได้ แต่ยังไม่เก่งพอจะลอกเลียนน้ำเสียง ลีลาภาษา และรูปแบบการเขียนเฉพาะตัวของนักเขียนต่างๆ ได้
สิ่งที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ความรู้สึกและสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว มุมมองเฉพาะตัว ไม่ใช่ข้อมูลหรือคำตอบพื้นฐานที่เป็นสากล สิ่งเหล่านี้ยังเป็นขอบเขตของมนุษย์อยู่
เหตุผลที่มนุษย์ไม่ควรยกการงานเหล่านี้ให้เอไอทำจนหมด ก็เพราะ “กระบวนการ” กว่าจะเกิดงานสร้างสรรค์ขึ้นมานั้น ผ่านขั้นตอนของการใคร่ครวญ ทบทวนตัวเอง ค้นพบตัวเอง ลับคมความคิด ซึ่งสิ่งเหล่านี้ช่วยเติมเต็มความเป็นมนุษย์ของเรา
แม้เอไอจะเขียนบทความที่ดีงามมากๆ ขึ้นมาได้ ทว่าสิ่งที่เราเสียไปก็คือขั้นตอนทั้งหมดที่ไหลผ่านสมอง หัวใจ และร่างกายของเราไป หากปล่อยให้ขั้นตอนเช่นนี้หายไปจากชีวิตทีละน้อย จนกระทั่งไม่เหลือหลอ เราย่อมกลายเป็นคนที่คิดไม่เป็น รู้สึกไม่เป็น ไม่เข้าใจตัวเอง ไม่เติบโตงอกงาม-กลายเป็นเพียงร่างกายที่ใช้เอไอช่วย “ผลิตผลงาน” ออกมาเท่านั้น
ความหมายของการเป็นมนุษย์ไม่ได้อยู่ที่ “ผลงานที่ยอดเยี่ยม” (ซึ่งเอไอช่วยได้) หากอยู่ที่ “กระบวนการ” เปลี่ยนแปลงจากจุดเริ่มต้นกระทั่งมาถึงจุดสุดท้ายเมื่อผลงานถูกสร้างสรรค์ขึ้น ในตอนนั้นตัวเราได้เปลี่ยนแปลงไปเป็นอีกคน เข้าใจบางสิ่งมากขึ้น คุณสมบัติในตัวเปลี่ยนแปลงไป อาจจะอดทนมากขึ้น ละเอียดอ่อนมากขึ้น เข้าอกเข้าใจคนอื่นมากขึ้น
มนุษย์ไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่อ “ทำผลงาน” ทว่าผลงานนี่เองที่ทำให้เรา “มีชีวิต” ผ่านกระบวนการสร้างมันขึ้นมา
5
อีธาน มอลลิก แบ่งงานที่มนุษย์ให้เอไอช่วยทำออกเป็นสองประเภท
หนึ่ง-งานที่มอบหมายได้ คือส่งให้มันทำแล้วตรวจสอบโดยละเอียด งานแบบนี้คืองานที่เราไม่ได้อยากทำ ไม่สลักสำคัญ งานน่าเบื่อ ซ้ำซาก ไม่ท้าทายสำหรับมนุษย์ แต่ปัญญาประดิษฐ์จัดการได้ง่ายดาย
เช่น การคัดกรองอีเมล กรอกเอกสาร กรอกแบบฟอร์ม จัดการนัดหมาย จองเที่ยวบิน ฯลฯ เราสามารถมอบหมายให้มันทำ แล้วตรวจสอบความถูกต้องก็พอ จะช่วยทำให้เราลดทอนเวลาจากงานน่าเบื่อเหล่านี้ แล้วสงวนเวลาไปใช้กับงานที่ทำให้เราได้เรียนรู้และเติบโต ทั้งทางความคิดและจิตวิญญาณ
สอง-งานอัตโนมัติ คืองานที่ส่งให้มันทำแล้วไม่ต้องตรวจสอบ ประเภทที่สามารถตั้งโปรแกรมไว้แล้วมันก็ทำงานไปตามโปรแกรม ไม่มีอะไรซับซ้อน ซึ่งจะมีงานที่ปัญญาประดิษฐ์ทำได้โดยอัตโนมัติมากขึ้นในอนาคต เช่น พนักงานรับโทรศัพท์ที่ตอบคำถามซ้ำๆ เหมือนเดิม อีกหน่อยโลกอาจไม่มีอาชีพนี้แล้ว
6
แล้วมนุษย์ควรทำงานร่วมกับเอไอในลักษณะไหน
มอลลิกตอบว่า เราควรทำงานกับเอไอในสองลักษณะ
หนึ่ง-แบบเซนทอร์ (สิ่งมีชีวิตในเทพปกรณัมที่ครึ่งบนเป็นคน ครึ่งล่างเป็นม้า) คือวิธีการแบ่งงานกันชัดเจน ให้เอไอทำในส่วนที่มันทำได้ดี แล้วมนุษย์ก็ทำให้ส่วนที่เราทำได้ดี มองเห็นมันเป็นผู้ช่วย รับหน้าที่ทำในชนิดงานที่มันถนัด
สอง-แบบไซบอร์ก คือการผสานงานระหว่างมนุษย์กับเครื่องจักร ไม่มีการขีดเส้นแบ่งชัดเจนเหมือนแบบแรก เช่น ถ้าผมจะเขียนหนังสือสักเล่ม ผมอาจเขียนขึ้นมาย่อหน้าหนึ่ง แล้วให้เอไอเขียนต่ออีกย่อหน้า แล้วผมปรับแก้ แต่งเสริม แล้วโยนไปให้มันเขียนต่อไปอีก วิธีการแบบนี้ทำให้เราได้ผลลัพธ์ที่แตกต่างจากตอนทำด้วยตัวเองเพียงลำพัง
โดยเราสามารถกำหนดให้เอไอมีหลายบทบาท เพื่อสำรวจมุมมองที่กว้างไปกว่าการทำงานแบบหัวเดียวกระเทียมลีบแบบเดิม เช่น เรากำหนดให้มันเป็นบรรณาธิการ เป็นนักวิชาการที่มีข้อมูลชั้นดี เป็นนักเขียนนิยายที่มีวิธีเล่าเรื่องที่น่าสนใจ สิ่งเหล่านี้จะช่วยต่อยอดผลงานของเราให้กว้างไกลและหลากหลายยิ่งขึ้น
เหมือนทำงานแล้วมีมือไม้มากขึ้น มีสมองมากขึ้น
การทำงานกับเอไอในลักษณะ “ปัญญาคู่คิด” จะช่วยพาเราออกไปจาก “อคติ” ที่เราเคยล้อมกรอบตัวเองไว้จากสิ่งที่เรียนมา ประสบการณ์ส่วนตัว และวิธีคิดแบบเดิมๆ ของตัวเอง ด้วยการใช้เอไอเป็นเสมือนเพื่อน เหมือนอาจารย์ เหมือนพี่เลี้ยง ที่คอยโยนไอเดียใหม่ๆ เสนอทางเลือกใหม่ๆ ให้ข้อมูลใหม่ๆ พาเราออกไปนอกขอบเขตสมองอันจำกัดของเรา
แน่นอนว่า การเกิดขึ้นและพัฒนาไปของเอไอจะส่งผลกระทบต่อสังคมมนุษย์อีกมาก ทั้งด้านบวกและด้านลบ ทั้งให้ความหวังและสร้างความกังวล คำถามที่จะต้องถามเกี่ยวกับเรื่องนี้จึงเป็นคำถามสำคัญ
ผมคิดว่า อีธาน มอลลิก ได้ตอบคำถามสำคัญของยุคสมัยเอาไว้หนึ่งคำถาม นั่นคือคำถามที่ว่า
“มนุษย์จะยังมีความหมายอยู่ได้อย่างไร”
คำตอบคือ อย่าปฏิเสธเอไอ ใช้งานมัน แต่อย่าเชื่อมัน หรือปล่อยมือให้มันพาเราไปโดยไม่จับพวงมาลัยเอาไว้ ให้มันเป็น “คู่คิด” แต่สุดท้ายแล้วการตัดสินใจควรขึ้นอยู่กับเรา
เพราะมนุษย์ยังต่างจากเอไอในเรื่องสำคัญ นั่นคือ เรายังมีหัวใจที่รู้ทุกข์สุขของมนุษย์ด้วยกัน เรายังมีเส้นจริยธรรม ศีลธรรม เพราะเรามีชีวิตจริงอยู่ในสังคม และเรายังเป็นมนุษย์ที่ต้องการเติบโตและงอกงาม
ความหมายของการมีชีวิตอยู่ของมนุษย์ขึ้นอยู่กับกระบวนการสร้างสรรค์ที่เราได้ลงมือคิด ลงมือทำ สิ่งนี้ย่อมไม่มีวันเปลี่ยนแปลง
ยิ่งใช้เอไอมากขึ้น เรายิ่งค้นพบว่ามันทำอะไรได้ดี มันทำอะไรได้ไม่ดี และมันกำลังเขยิบตัวเข้ามาคุกคามหน้าที่ อาชีพ และคุณค่าของมนุษย์อย่างไรบ้าง ทั้งสามเรื่องนี้เป็นคำตอบที่แปรเปลี่ยนไปตามกาลเวลา เพราะเอไอจะเก่งขึ้นไปอีก ความเปลี่ยนแปลงจะเร็วขึ้นไปอีก และคำถามที่ว่านี้จะถูกถามถี่ขึ้นเรื่อยๆ จริงจังขึ้นเรื่อยๆ
“มนุษย์จะยังมีความหมายอยู่ได้อย่างไร”
หากใช้เอไอโดยที่ไม่เคยตั้งคำถามนี้
ถึงวันหนึ่ง เราอาจไม่เหลือความคิดแม้แต่จะตั้งคำถามนี้ด้วยซ้ำ
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
