สีคิ้ววิปโยค ถึงพระราม 2 เครนมรณะ 2 วัน ’30+2 ศพ’ ทางสัญจรเป็นแดนประหาร บทเรียนที่ถอดไม่เคยเสร็จ
คอลัมน์ อาชญากรรม | อาชญา ข่าวสด
มกราคม 2569 กลายเป็นเดือนที่ประวัติศาสตร์การคมนาคมไทยต้องจารึกด้วยหยดเลือดและหยาดน้ำตา
เมื่อโศกนาฏกรรมเครนถล่ม เกิดขึ้นซ้ำซ้อนในเวลาห่างกันไม่ถึง 24 ชั่วโมง สองจุดยุทธศาสตร์ สองรูปแบบการเดินทาง
แต่จบลงด้วยความสูญเสียมหาศาลเหมือนกัน
คำถามสำคัญที่สังคมส่งเสียงคำรามไปถึงรัฐบาลและบริษัทก่อสร้างยักษ์ใหญ่คือ
เรากำลังใช้ชีวิตอยู่บนความเสี่ยงที่ควบคุมไม่ได้…
ใช่หรือไม่!!?
ช่วงสายของวันที่ 14 มกราคม ขบวนรถด่วนพิเศษดีเซลรางที่ 21 เส้นทางกรุงเทพอภิวัฒน์-อุบลราชธานี กำลังทำความเร็วมุ่งสู่ปลายทาง แล่นถึงจุดตัดบ้านถนนคต อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา
ท่ามกลางผู้โดยสาร 176 ชีวิต บางคนกำลังหลับใหล บางคนกำลังวางแผนการเดินทาง ขณะที่บางคนกำลังคุยโทรศัพท์บอกปลายทางว่า “ใกล้ถึงแล้ว”
เหนือศีรษะของพวกเขาขึ้นไปคือโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน สัญญา 3-4 ซึ่งมีความคืบหน้าไปกว่า 99.54% แทบจะเรียกได้ว่างานเสร็จสมบูรณ์เหลือเพียงเก็บรายละเอียด
แต่ในความสมบูรณ์กลับมีความตายซ่อนอยู่
ความผิดปกติที่ไม่มีใครสังเกตเห็น เครนยักษ์ขนาดมหึมาที่ใช้ในการติดตั้งคานทางยกระดับเกิดการบิดตัวผิดรูปอย่างรุนแรง ก่อนเสียสมดุลถล่มลงมาในจังหวะที่ขบวนรถไฟพุ่งผ่านพอดี
แท่งเหล็กน้ำหนักหลายร้อยตันทิ้งตัวตามแรงโน้มถ่วงโลก ทับเข้ากลางลำรถไฟคันที่สองจนบี้แบน
ผู้คนทั้งหมดในรถคันแรกรอดตายแบบฉิวเฉียด เพราะข้อต่อระหว่างรถฉีกขาดทำให้หลุดจากโศกนาฏกรรมครั้งนี้ เพียงบาดเจ็บเล็กน้อย
ส่วนรถคันที่สามกระแทกเข้ากับคันหน้าอย่างรุนแรงขบวนรถพังยับเยิน
เพียงพริบตาเกิดไฟไหม้ลุกลามไปทั้งรถคันที่สองอย่างรวดเร็ว ทำให้ชาวบ้านที่ประสบเหตุทำได้เพียงยืนมองเปลวเพลิง ก่อนจะตัดใจหันกลับไปช่วยชีวิตผู้บาดเจ็บให้รถคันแรกและคันที่สาม
ท่ามกลางเสียงร้องครวญครางขอความช่วยเหลือ
ทหาร ตำรวจ เจ้าหน้าที่ ปภ. และเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยทั่วโคราช จังหวัดข้างเคียง และจากส่วนกลางระดมกำลังเข้าช่วยเหลือทันที
เหตุสลดครั้งนี้มีผู้บาดเจ็บทั้งสาหัสและไม่สาหัส ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ รวม 69 คน
แต่จำนวนผู้เสียชีวิตมากถึง 30 ราย
ในขณะที่ยังกู้ร่างเหตุสลดสีคิ้วไม่เสร็จสิ้น
เช้าวันที่ 15 มกราคม เวลา 09.15 น. บนถนนพระราม 2 ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นถนนอาถรรพ์ ก็เกิดเหตุซ้ำรอยขึ้นในโครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษหมายเลข 82 (M82) สายทางยกระดับบางขุนเทียน-บ้านแพ้ว ช่วงเอกชัย-บ้านแพ้ว ตอน 7 (กม.30+300) ถนนพระราม 2 ต.ท่าจีน อ.เมือง จ.สมุทรสาคร
เมื่อเครนติดตั้งทางยกระดับ (Launching Gantry) ที่แขวนเต็มไปด้วยแท่งปูนเซกเมนต์ (ชิ้นส่วนคอนกรีตสำเร็จรูปที่นำมาประกอบเป็นพื้นถนน) เกิดเคลื่อนตัว ถล่มลงมาทับรถกระบะขนส่งสินค้า 2 คัน ที่สัญจรอยู่บนทางหลักฝั่งขาออกมุ่งหน้าภาคใต้
มีผู้เสียชีวิต 2 คน ติดอยู่ในซากรถ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 2 คน
เหมือนปรากฏการณ์ ‘เดจาวู’ ที่วนกลับมาฉายซ้ำๆ ไม่รู้กี่รอบ
เหตุครานี้แสดงความล้มเหลวของการจัดการความปลอดภัยการทำงานที่ควรจบลงในเวลาวิกาล เนื่องจากระเบียบการก่อสร้างบนถนนพระราม 2 จะอนุญาตให้ทำได้เฉพาะช่วงกลางคืน (19.00 – 04.00 น.) และต้องปิดการจราจรทั้งหมด
เมื่อถึงช่วงเช้าจะมีการคืนผิวจราจรให้ประชาชนใช้ตามปกติ กลับมีโครงสร้างที่เปราะบางหลงเหลือมาจนถึงช่วงเวลาเร่งด่วน ที่รถราสัญจรกันแน่นขนัด
แต่เหตุวุ่นวายยังไม่จบอยู่เพียงเท่านั้น
หลังเกิดเหตุสลดเพียง 5 วัน เกิดไฟไหม้ซ้ำในบริเวณดังกล่าวขึ้นในวันที่ 20 มกราคม สาเหตุพบเกิดจากสะเก็ดไฟในการตัดเหล็กเพื่อเคลื่อนย้ายซากเครนร่วงไปโดนคราบน้ำมันบนพื้น
บ่งบอกถึงความต่ำเตี้ยในมาตรฐานความปลอดภัยของบริษัทผู้รับผิดชอบได้เป็นอย่างดี
เหตุสะเทือนขวัญสีคิ้วและพระราม 2 ที่ห่างกันไม่ถึง 24 ชั่วโมง ถูกจับจ้องจากทุกภาคส่วนทันที เพราะมีจุดร่วมเดียวกัน
ผู้รับเหมาก่อสร้างคือบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ITD
จากข้อมูลพบว่า บริษัทอิตาเลียนไทยฯ ถือสัญญากับกระทรวงคมนาคมรวม 14 สัญญา มูลค่ามหาศาลกว่า 113,126.18 ล้านบาท ครอบคลุมตั้งแต่มอเตอร์เวย์, ทางด่วน, รถไฟทางคู่, รถไฟฟ้า ไปจนถึงงานปรับปรุงรันเวย์สนามบิน
เมื่อยิ่งเจาะลึกย้อนหลังกลับไปในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา การปฏิบัติงานที่อยู่ในขอบข่ายของบริษัทนี้เกิดอุบัติเหตุใหญ่ๆ จนกลายเป็นข่าวขึ้นหนังสือพิมพ์หน้าหนึ่งไม่ว่างเว้น
28 เมษายน 2560 อุปกรณ์ยกแท่งปูน (Launcher) ร่วงหล่นทับคนงานเสียชีวิต 3 ราย ในโครงการ รถไฟฟ้าสายสีแดง (ช่วงบางซื่อ-รังสิต) บริเวณหน้าวัดดอนเมือง
ช่วงปี 2564-2567 เกิดอุบัติเหตุซ้ำซ้อนในโครงการทางยกระดับบนถนนพระราม 2 หลายครั้ง เช่น คานปูนถล่มและอุปกรณ์ก่อสร้างร่วงหล่น ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตสะสมรวม 8 ราย
15 มีนาคม 2568 โครงสร้างคานทางด่วน สายพระราม 3-ดาวคะนอง ทรุดตัวขณะเทคอนกรีตบริเวณด่านดาวคะนอง ทำให้คนงานเสียชีวิต 5 ราย
หลังจากนั้นเพียงแค่ 2 สัปดาห์ ก็เกิดเหตุสลดครั้งใหญ่ของประเทศ อาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่ ความสูง 30 ชั้น ย่านจตุจักร พังถล่มลงมาทั้งหลังระหว่างการก่อสร้าง
โดยมีรายงานผู้เสียชีวิตรวม 92 ราย สูญหาย 4 ราย และบาดเจ็บ 9 ราย ในวันที่ 28 มีนาคม 2568
เหตุซ้ำซากจากผู้รับเหมารายเดียว ทำให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ไม่อาจนิ่งเฉยอีกต่อไป สั่งเรียกประชุมด่วนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงคมนาคม อัยการสูงสุด กรมบัญชีกลาง และกฤษฎีกา เพื่อหาทางลงดาบ
ทั้งสั่งการให้กระทรวงคมนาคมดำเนินการบอกเลิกสัญญากับบริษัทอิตาเลียนไทยฯ ทั้ง 2 สัญญา (สีคิ้วและพระราม 2) และสั่งขึ้นบัญชีดำ (Blacklist) ผู้รับเหมาทันที
พร้อมตั้งคำถามถึงกรมบัญชีกลาง เหตุใดรายชื่อผู้รับเหมาเจ้าเดิมที่เคยเกิดเหตุตึก สตง.ถล่มเมื่อปีก่อน จึงยังไม่ถูกขึ้นบัญชีดำจนนำมาสู่ความสูญเสียในครั้งนี้
กระทรวงคมนาคมรีบแต่งตั้งคณะกรรมการ 3 ชุด เพื่อสืบสวนข้อเท็จจริงทั้ง 2 เหตุสลดว่าเกิดจากอะไร เกิดขึ้นจากบุคลากร อุปกรณ์ หรือไม่อย่างไร โดยจะต้องได้ข้อสรุป รายงานกลับมายังกระทรวงคมนาคมภายใน 7 วัน
และต้องชี้แจงรายละเอียดไปยังสาธารณชนได้
นอกจากนั้น ยังให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคมประสานผู้รับจ้าง หยุดการก่อสร้างโครงการของอิตาเลียนไทย จำนวน 10 โครงการ 14 สัญญา เป็นเวลา 15 วัน
เช่นเดียวกับโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ทุกบริษัทในความรับผิดชอบของกระทรวงคมนาคม ที่ใช้อุปกรณ์ยกของหนักหรือทำงานที่สูง (Lifting Gear) อาทิ เครน รอก สลิง (ลวดสลิง, สลิงผ้า) โซ่ยก ตะขอ อุปกรณ์ยกชั่วคราวทุกชนิด
เพื่อเข้าตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัย และรายงานผลการตรวจสอบต่อกระทรวงคมนาคม สำหรับพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายและมาตรการที่เกี่ยวข้องต่อไป
30 ชีวิตที่สีคิ้ว และอีกหลายวิญญาณบนพระราม 2 คือเครื่องเตือนใจที่ดังที่สุดถึงมาตรฐานความปลอดภัยแบบไทยๆ ที่มักจะวัวหายแล้วล้อมคอกเสมอมา
ถึงเวลาแล้วหรือยังที่มาตรการเด็ดขาด ไม่ใช่เพียงแค่ไฟไหม้ฟาง แต่เป็นบรรทัดฐานใหม่ที่จะคืนความปลอดภัยให้สู่สังคมอย่างแท้จริง
การเยียวยาด้วยเงินหลักล้านบาท ก็ไม่สามารถทดแทนความสูญเสียของครอบครัวได้
ทุกวันนี้ชาวบ้านตาดำๆ ทำได้เพียงสวดมนต์ภาวนาในใจยามต้องสัญจร ไม่ว่าจะทางถนนหรือระบบราง ด้วยคล้ายต้องย่างเท้าเข้าสู่สนามเสี่ยงโชคที่ไม่รู้ว่า…
วันนี้จะเป็นคิวของใคร!!?
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
