พื้นที่ระหว่างบรรทัด | ชาตรี ประกิตนนทการ

Mystical Royal Nationalism (จบ)

ในบรรดาพระเครื่องและเหรียญตราหลายชิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงสงครามเย็นเป็นต้นมา หนังสือ “พระทรงเสกพรฯ” ชี้ให้ผู้อ่านเห็นถึงการหลอมรวมระหว่างอุดมการณ์ “ชาตินิยม” เข้ากับ “กษัตริย์นิยม” “ศาสนา” และลักษณะเชิง “อภินิหาร” อย่างน่าสนใจ

ซึ่งเป็นลักษณะประการสุดท้ายที่นำมาสู่ Mystical Royal Nationalism

การทำให้วัตถุเหล่านี้เป็นสัญลักษณ์ของชาติเกิดขึ้นจาก 2 ประการเป็นอย่างน้อย

หนึ่ง การออกแบบศิลปกรรมบนวัตถุให้มีลักษณะของศิลปะประจำชาติไทย

และสอง การผสม “มวลสาร” ที่อ้างอิงไปสู่สัญลักษณ์ตัวแทนของแผ่นดินไทย

พระพุทธนวราชบพิตร พระพุทธรูปองค์สำคัญที่รัชกาลที่ 9 มีพระราชดำริจัดสร้างขึ้นเพื่อพระราชทานให้แก่จังหวัดต่างๆ ในช่วงสงครามเย็น คือหนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนประเด็นนี้ชัดเจน

พุทธลักษณะได้รับการปั้นหล่อให้มีลักษณะศิลปะสุโขทัยประยุกต์

พระพุทธนวราชบพิตร ที่มา : หนังสือ “พระพุทธนวราชบพิตร และพระราชดำรัส”

ศิลปะสุโขทัย ในช่วงสงครามเย็น เป็นรูปแบบศิลปะที่ถูกอธิบายโดยรัฐและนักประวัติศาสตร์กระแสหลักทุกแขนงให้เป็นตัวแทนของ “ความเป็นไทย” เป็นรูปแบบที่สะท้อนถึงอิสระเสรีภาพของชนชาติไทยที่ประกาศเอกราชต่อชนชาติขอม เป็นยุคทองที่เป็นต้นกำเนิดของชาติไทยในแทบทุกอย่าง ทั้งภาษา รูปแบบการปกครอง ศิลปะ และวัฒนธรรม กล่าวได้ว่าเป็นรูปแบบศิลปะที่ได้รับบทบาทเป็นภาพแทนแห่งจิตวิญญาณของชาติไทย

(ดูประเด็นนี้เพิ่มใน Chatri Prakitnonthakan, The origins of Sukhothai art as the Thai golden age : the relocation of Buddha images, early Ratanakosin literature and nationalism. South East Asia Research, 27 (3), 254-270.)

การเลือกพุทธลักษณะเป็น “ปางมารวิชัย” สื่อถึงการชนะมารซึ่งในบริบทของพระพุทธรูปองค์นี้คือการชนะมารคอมมิวนิสต์ที่กำลังเข้ามาคุกคามเอกราชของชาติไทย

บริเวณฐานพระมีการฝังติด “พระพิมพ์สมเด็จจิตรลดา” ไว้ด้วย ซึ่งพระพิมพ์องค์นี้จะมีการผสมผงมวลสารศักดิ์สิทธิ์จากปูชนียสถานสำคัญทางพุทธศาสนาทั่วราชอาณาจักร เป็นดั่งตัวแทนของแผ่นดินไทยอันศักดิ์สิทธิ์ทั่วประเทศได้มาอยู่รวมกัน ณ พระพุทธรูปองค์นี้

นอกจากนี้ ที่ฐานพระยังจารึกข้อความว่า “ทยฺยชาติยา สามคฺคิยํ สติสญฺชานเนน โภชิสิยํ รกฺขนฺติ คนชาติไทยจะรักษาความเป็นไทยอยู่ได้ด้วยมีสติ สำนึกอยู่ในความสามัคคี”

เหรียญพระเครื่องหลวงปู่แหวน รุ่นเราสู้ 2520

เหรียญพระเครื่องหลวงปู่แหวน รุ่นเราสู้ 2520 เป็นอีกตัวอย่างที่น่าสนใจ

ตัวเหรียญออกแบบเป็นเหรียญทรงกลม ด้านหน้าเป็นรูปหลวงปู่แหวน พระเกจิสำคัญของภาคเหนือ ด้านหลังออกแบบด้วยสัญลักษณ์ของกองทัพทั้งสี่เหล่าทัพ พร้อมทั้งสัญลักษณ์ของพลเรือน

โดยเหนือสัญลักษณ์ทั้งห้าออกแบบเป็นรูปพระมหาพิชัยมงกุฎ ที่หมายถึงองค์พระมหากษัตริย์ กลางเหรียญมีเลข 2520 คือปีที่สร้าง โดยมีเส้นรัศมีกระจายออกไปโดยรอบ

สื่อถึงบุญญาธิการของรัชกาลที่ 9 ที่แผ่ออกไปสู่กองทัพต่างๆ โดยรอบของรัศมีออกแบบเป็นรูปหัวใจเกี่ยวร้อยกันไปโดยรอบ หมายถึงกองทัพและพลเรือนต่างมีใจรักสามัคคีเพื่อพิทักษ์รักษาสถาบันกษัตริย์ และวงนอกสุดของเหรียญจารึกพระพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ พร้อมข้อความว่า “เราสู้ สู้ตรงนี้ สู้ที่นี่”

(อ้างถึงใน “พระทรงเสกพรฯ” หน้า 349)

วัตถุมงคลทั้งสองชิ้นไม่ใช่แค่เพียงทำหน้าที่เป็นวัตถุศักดิ์สิทธิ์ที่สร้างขวัญกำลังใจให้แก่ผู้คนในภาวะสงครามเย็น

แต่คือหลักฐานเชิงรูปธรรมของช่วงเวลาที่ “ชาติ-กษัตริย์-ศาสนา-อภินิหาร” หลอมรวมเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์ โดยมีสถาบันกษัตริย์เป็นศูนย์กลางที่สำคัญที่สุด

เรื่องเล่าปาฏิหาริย์ในกรณีของพระพิมพ์สมเด็จจิตรลดาที่เกิดขึ้นโดยที่พระพิมพ์ชุดนี้ไม่เคยผ่านพิธีพุทธาภิเษกใดๆ คือสิ่งที่ยืนยันประเด็นนี้ได้อย่างชัดเจน

ในส่วนของเหรียญเราสู้ ที่ผ่านพิธีพุทธาภิเษกของพระเกจิชั้นนำก็สะท้อนให้เราเห็นถึงพระพุทธศาสนาที่ถูกดึงเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชาตินิยมไทยและหนุนเสริมให้อุดมการณ์กษัตริย์นิยมก้าวขึ้นมามีบทบาทนำเหนืออุดมการณ์ชุดอื่น

หนังสือ “พระทรงเสกพรฯ” ทำให้เรามองเห็นกระบวนการ “ปรับ/สร้าง” ภายในของสถาบันกษัตริย์ผ่านการผลิตพระเครื่องและเหรียญตรา ที่ทำให้อุดมการณ์กษัตริย์นิยมสามารถต่อสู้ อยู่รอด และเอาชนะความท้าทายต่างๆ มาได้ ตั้งแต่ภัยคุกคามจากจักรวรรดินิยม, การปฏิวัติ 2475, และสงครามเย็น

ในบางช่วงเวลาอุดมการณ์ชุดนี้อาจถดถอย แต่ก็ไม่เคยสูญหาย และในที่สุดก็สามารถครองอำนาจนำชุดอุดมการณ์ของภาครัฐมาได้โดยตลอดจนถึงปัจจุบัน

ในทัศนะของผม หนังสือเล่มนี้มีศักยภาพที่จะเข้าไปขยายความหรือต่อยอดแนวคิดของ ธงชัย วินิจจะกูล ว่าด้วย “ราชาชาตินิยม” ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นว่าด้วยเงื่อนไขทางการเมือง สังคม และวัฒนธรรมอะไรที่ทำให้อุดมการณ์ชุดนี้ครอบงำสังคมไทยได้อย่างมีพลัง

ซึ่งข้อเสนอที่ผมมองเห็นจากหนังสือ “พระทรงเสกพรฯ” (ไม่ว่าผู้เขียนจะตั้งใจเสนอหรือไม่ก็ตาม) ก็คือ “คุณลักษณะเชิงอภินิหาร” ที่ถูกสถาปนาขึ้นแวดล้อมสถาบันกษัตริย์มาโดยตลอดและไม่เคยสูญหายไปไหน ผ่านเครื่องมือและสื่อกลางนานาชนิด (ในกรณีหนังสือเล่มนี้นำเสนอผ่านพระพุทธรูป พระเครื่อง วัตถุมงคล และเหรียญตรา) ซึ่งอาจจะเป็นปัจจัยหลักที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของราชาชาตินิยมก็เป็นได้

หรือพูดให้ชัดก็คือ ถ้าอยากจะเข้าใจพลังที่แท้จริงของอุดมการณ์ “ราชาชาตินิยม” ที่ทำงานอย่างทรงพลังในสังคมไทย เราอาจต้องเจาะเข้าไปที่ใจกลางจิตวิญญาณที่หล่อเลี้ยงอุดมการณ์ชุดนี้

นั่นก็คือ “คุณลักษณะเชิงอภินิหาร” ซึ่งอุดมการณ์ชุดอื่นไม่ว่าจะเป็น “ชาตินิยม” “สังคมนิยม” “เสรีนิยม” ฯลฯ ไม่มีคุณสมบัตินี้ปรากฏอยู่เลย

แน่นอน ไม่ปฏิเสธเงื่อนไขอีกมากที่ทำให้อุดมการณ์ชุดนี้ครองอำนาจนำ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกาที่เลือกสนับสนุนสถาบันกษัตริย์ให้เป็นสัญลักษณ์ในการต่อสู้ภัยคอมมิวนิสต์, ความขัดแย้งทางการเมืองหลากหลายกลุ่มในสังคมไทยที่เปิดทางให้แก่การครองอำนาจนำของอุดมการณ์ชุดนี้, การบังคับใช้กฎหมายที่รุนแรงและเข้มงวดจนทำให้สถาบันกลายเป็นสิ่งที่วิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้ ฯลฯ

แต่สิ่งที่อยากชวนให้คิดคือ “คุณลักษณะเชิงอภินิหาร” อาจเป็นตัวละครที่สำคัญอีกตัวหนึ่งที่ทำให้อุดมการณ์ชุดนี้มีพลัง ซึ่งงานที่ผ่านมาอาจจะยังละเลยไป

ที่สำคัญคือ เป็นปฏิบัติการที่ทำงานอยู่ในระดับชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการแขวนพระเครื่อง กราบไหว้บูชา ติดห้อยตามเสื้อผ้า และทำงานผ่านเรื่องเล่าเชิงปาฏิหาริย์ที่ตีพิมพ์อยู่ในสิ่งพิมพ์แบบชาวบ้านมากมาย แม้กระทั่งเรื่องเล่าที่ถูกส่งผ่านตามตลาดเช่าพระทั้งหลาย

ในงานของ Michael Billig ว่าด้วย Banal nationalism คุณ Billig เสนอว่า อุดมการณ์ชาตินิยมในรัฐชาติสมัยใหม่ที่ทรงพลังอยู่ได้นั้น มิได้เกิดจากพลังของเหตุการณ์พิเศษที่เป็นเรื่องเล่าแห่งชาติอันยิ่งใหญ่เท่านั้น แต่คือการถูก “ผลิตซ้ำ” อย่างเงียบๆ ในชีวิตประจำวัน ผ่านสิ่งเล็กน้อยที่ดูเป็นธรรมดาสามัญและไม่เป็นการเมืองต่างหาก

ซึ่งเมื่อนำมาพิจารณาในบริบทไทย สิ่งนี้ได้ก่อให้เกิดภาวะ “ความศักดิ์สิทธิ์ที่กลายเป็นความสามัญ” (The Banality of Sacredness) ที่ทำให้ความขลังและปาฏิหาริย์กลายเป็นเรื่องปกติประจำวันที่โอบล้อมวิถีชีวิตของผู้คนไว้อย่างแนบเนียน

และถ้าเราลองปรับใช้แนวคิดนี้มองการสถาปนาอำนาจนำของ “ราชาชาตินิยม” ในมิติ “คุณลักษณะเชิงอภินิหาร” ผ่านการใช้สอยพระเครื่องและเหรียญตราต่างๆ เราอาจพบคำตอบที่น่าสนใจในการทำความเข้าใจอุดมการณ์ชุดนี้มากขึ้นหรือไม่ นี่คือคำถามที่เกิดจากการอ่าน “พระทรงเสกพรฯ”

หาก Banal nationalism ทำให้ชาติปรากฏผ่านธง ป้าย และภาษาในชีวิตประจำวัน Banality of Sacredness ก็ได้ทำให้ความศักดิ์สิทธิ์ของสถาบันกษัตริย์แทรกซึมอยู่ในกิจวัตรประจำวันที่ดูไม่เป็นการเมืองอย่างการแขวนพระหรือพกเหรียญ

และจากความคิดนี้ก็ได้นำผมไปสู่การนึกถึงคำว่า “Mystical Royal Nationalism” ขึ้นในที่สุด ซึ่งหากจะให้นิยามแนวคิดนี้ว่าคืออะไร ก็คงจะได้ประมาณนี้

Mystical Royal Nationalism หมายถึง ชาตินิยมที่สถาบันกษัตริย์ถูกทำให้เป็นศูนย์กลางของชาติ ผ่านการระดมใช้สัญญะศักดิ์สิทธิ์ ความเชื่อเชิงอภินิหาร และญาณวิทยาที่อยู่นอกเหตุผลสมัยใหม่

แนวคิดนี้อาศัยความเชื่อเชิงจักรวาลวิทยา อภิปรัชญาทางศีลธรรม และการเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ที่ถูกทำให้ศักดิ์สิทธิ์ เพื่อสถาปนาอำนาจนำของสถาบันกษัตริย์ซึ่งถูกทำให้ดำรงอยู่นอกการเมืองแบบทางการ

แต่ในขณะเดียวกันก็ยังคงทำหน้าที่เป็นกลไกอำนาจศูนย์กลางของสังคม

ชาตินิยมรูปแบบนี้ทำงานในลักษณะของอำนาจนำ โดยทำให้อำนาจทางการเมืองถูกทำให้ดูเป็นชะตากรรมทางศีลธรรมและความจำเป็นทางจิตวิญญาณ ความจงรักภักดีจึงถูกผูกเข้ากับการเป็นสมาชิกของชาติ ขณะที่การไม่เห็นด้วยหรือการท้าทายอำนาจถูกแปรความหมายให้กลายเป็นการลบหลู่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ มากกว่าจะถูกมองว่าเป็นความเห็นต่างทางการเมือง

แนวคิดนี้สะท้อนว่าอำนาจอธิปไตยมิได้ตั้งอยู่บนโครงสร้างกฎหมายหรือระบบราชการเพียงอย่างเดียว หากยังถูกค้ำจุนด้วยระบอบเชิงสัญลักษณ์ที่ผสานการปกครองเข้ากับความศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งทำให้ความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่มีเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์ถูกแปรเปลี่ยนให้กลายเป็นความจริงทางศีลธรรมที่ดูไร้กาลเวลา



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

”เอกนัฏ“ ส่ง“ทีมสุดซอยพลังงาน” หอบหลักฐานยื่น กขค. ฟันเพิ่มอีก 5 คลังน้ำมัน กักตุน เก็งกำไร ประวิงเวลา ปฏิเสธการขายในช่วงวิกฤตทึ่ผ่านมา
ทำไมเกษตรกรไทยถึงยังจน? MatiTalk ดร.นุ่น รัสรินทร์ สภาพัฒน์ ไทยขาดผู้นำ ขาดวิสัยทัศน์แก้การเกษตรเชิงโครงสร้างมายาวนาน
ธงทอง จันทรางศุ | ยกเลิกตำแหน่ง ‘บรรณารักษ์’ คิดให้ดี ก่อน ‘สายเกินไป’
เส้นทางความรัก 10 ปี ของ ‘ไมเคิล ศิรชัช’ สู่วันคุกเข่าขอ ‘กุ๊กไก่’ แต่งงาน
คำตอบของมาเคียเวลลี เรื่อง ‘ผู้ปกครองดีเพราะมีกุนซือเก่งใช่หรือไม่’
กก.หมู่บ้านรักษาศีล 5 ลงพื้นที่ “เกาะช้าง” ผู้ว่าตราด ย้ำ!! ศีล 5 ทำให้สังคมปกติสุข ประชาชน “สุขกาย สบายใจ”
จับตารัฐแก้เกมไฟใต้ ส่ง ‘ปูด้วง’ คุม ‘สมช.’ แต่ยังย้ำเปิดช่องเจรจา ดึงคนพื้นที่สานสันติ
เบื้องหลัง ‘มังกรทมิฬ’ เปิดหน้ากากตำรวจหุ้นลม ผู้อยู่หลังม่านผับจีนห้วยขวาง
ยุติธรรมชำรุด | เหยี่ยวถลาลม
สงครามอิหร่าน กับการอับจนทางเลือกของทรัมป์
OZZY | กวีกระวาด : อนุชา วรรณาสุนทรไชย
เลขสิบสามหลัก | เรื่องสั้น : วัชรินทร์ จันทร์ชนะ