Alicja Kwade ศิลปินผู้ใช้ศิลปะกระตุ้นให้ผู้ชม ตั้งคำถามต่อการรับรู้ ความเป็นจริงของตัวเอง
อะไร(แม่ง)ก็เป็นศิลปะ | ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์
ในตอนนี้เราขอนำเสนอเรื่องราวของศิลปินร่วมสมัยระดับโลกคนสำคัญ ผู้แวะเวียนมาให้เราได้ทำความรู้จักกันอีกคน ศิลปินผู้นั้นมีชื่อว่า อลิเซีย ควาเดอ (Alicja Kwade) ศิลปินร่วมสมัยชาวโปแลนด์-เยอรมัน ผู้พำนักและทำงานอยู่ในกรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี
เธอเป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติจากผลงานประติมากรรม, ศิลปะจัดวางในพื้นที่สาธารณะ, ภาพยนตร์, ภาพถ่าย และผลงานบนกระดาษ ที่ท้าทายแนวคิดทางวิทยาศาสตร์และปรัชญา ด้วยการรื้อถอนขอบเขตทางการรับรู้ของศาสตร์เหล่านั้น ภาษาทางศิลปะของเธอประกอบด้วยการรื้อสร้างวัตถุในชีวิตประจำวัน และวัสดุจากธรรมชาติเสียใหม่ เพื่อสำรวจแก่นแท้ของความเป็นจริง และพิจารณาโครงสร้างทางสังคม เธอมักเปลี่ยนข้อสมมุติฐานที่เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปให้กลายเป็นคำถามปลายเปิด เพื่อท้าทายระบบความเชื่อที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคย พร้อมทั้งแสวงหาคำอธิบายใหม่ๆ เพื่อทำความเข้าใจโลกของเรา
ควาเดอเกิดในกาตอวิตแซ เมืองอุตสาหกรรม ซึ่งในขณะนั้นตั้งอยู่ในประเทศโปแลนด์ในยุคคอมมิวนิสต์ เธอเป็นลูกสาวของนักวิทยาศาสตร์กับเจ้าของหอศิลป์และนักอนุรักษ์ ว่ากันว่าเธอต้องการเป็นศิลปินตั้งแต่อายุห้าขวบ ครอบครัวเธอลี้ภัยจากโปแลนด์มายังเยอรมันตะวันตกในปี 1987 เธอเติบโตในเมืองฮันโนเฟอร์จวบจนอายุ 19 ก่อนที่จะย้ายไปยังกรุงเบอร์ลิน และเข้าศึกษาที่สถาบันศิลปะแห่งเบอร์ลิน (Berlin University of the Arts) ตั้งแต่ปี 1999 – 2005 ในปี 2002 ควาเดอยังได้ใช้เวลาหนึ่งปีในโครงการอีราสมุส หรือโครงการแลกเปลี่ยนและให้ทุนการศึกษาของสหภาพยุโรป ที่สถาบัน Chelsea College of Arts ในกรุงลอนดอนอีกด้วย



เมื่อครั้งยังเด็ก พ่อของอลิเซีย ควาเดอ ไม่ได้เล่าเทพนิยายก่อนนอนแบบที่ใครหลายคนคุ้นเคยให้เธอฟัง แต่เขามักจะพูดกับเธอก่อนนอนว่า “ลองจินตนาการดูสิ ว่าอวกาศนั้นไร้ขอบเขต” ซึ่งเธอจินตนาการตาม และยังคงทำเช่นนั้นจวบจนถึงทุกวันนี้
“ฉันมักได้แรงบันดาลใจอย่างมากจากแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ ฟิสิกส์ และปรัชญา ตั้งแต่ฉันยังเป็นเด็กมากๆ ฉันมักรู้สึกมีความปรารถนาอย่างลึกซึ้งที่จะทำความเข้าใจว่า ทำไมฉันจึงอยู่ที่นี่? สิ่งนี้หมายถึงอะไรกันแน่? ซึ่งแน่นอนว่านี่คือคำถามที่ยิ่งใหญ่ เก่าแก่ และซับซ้อนที่สุดที่มนุษย์ตั้งขึ้นมา ฉันพยายามทำความเข้าใจว่าโครงสร้างพื้นฐานของความเป็นจริงคืออะไรกันแน่”
ควาเดอมักแปรเปลี่ยนวัสดุอย่างไม้ แก้ว และทองแดง ด้วยการผ่านกระบวนการทางเคมี เพื่อสำรวจความไม่จีรังของโลกทางกายภาพ ผลงานของเธอมักประกอบด้วยการสะท้อน การสร้างเสียงที่เกิดซ้ำๆ และการสร้างสำเนาที่ไม่เที่ยงตรงและคลาดเคลื่อน เพื่อสร้างพื้นที่ที่โอบล้อมและสร้างประสบการณ์ให้ผู้ชมโดยตรง และกระตุ้นให้ผู้ชมตั้งคำถามต่อการรับรู้ความเป็นจริงของตัวเอง
“ฉันหลงใหลในพรมแดนระหว่างวิทยาศาสตร์กับความสงสัยคลางแคลงใจ ซึ่งแรงบันดาลใจสำคัญอย่างหนึ่งที่สุดของฉันคือ นักมายากลผู้ยิ่งใหญ่อย่างแฮร์รี ฮูดินี (Harry Houdini) นั่นเอง”



ผลงานของเธอมักเป็นประติมากรรมและศิลปะจัดวางที่ใช้วัสดุสามัญ แต่เปี่ยมด้วยนัยยะเชิงสัญลักษณ์ อย่างก้อนหิน, โคมไฟ, นาฬิกา โดยมักทำงานในลักษณะของศิลปะเฉพาะพื้นที่ (Site-Specific Art) ที่ทำให้ผู้ชมเผชิญหน้ากับวัตถุที่เคยพบเห็นได้ทั่วไป หากถูกควาเดอแปรเปลี่ยนให้เกิดผลลัพธ์อันแปลกประหลาด ลึกลับ อย่างก้อนกรวดริมถนนที่ถูกตัดและขัดเงาราวกับอัญมณีล้ำค่า โคมโฟที่เปิดและปิดแสงอย่างลึกลับส่งผ่านแสงไปทั่วผนังกระจก วัสดุก่อสร้างที่โดยปกติแข็งทื่อกลับหย่อนยาน ห้อยโตงเตง
การแปรสภาพเชิงเล่นแร่แปรธาตุในงานของควาเดอที่กระทำต่อสิ่งที่เราคุ้นเคยเหล่านี้ ทำให้ความสามารถในการรับรู้ของเรายอกย้อน เกิดความสับสน คลางแคลงใจ ด้วยผลงานเหล่านี้ เธอทำให้เส้นแบ่งที่เราคุ้นเคยเป็นอย่างดี อย่างความแตกต่างระหว่างอดีตกับปัจจุบัน ข้อเท็จจริงกับเรื่องสมมุติ และคุณค่าอันสูงส่งกับความต่ำต้อยด้อยค่า เกิดความพร่าเลือนอย่างจงใจ
ในผลงานศิลปะบนพื้นที่สาธารณะครั้งแรกของเธออย่าง Against the Run (2015) ควาเดอได้ติดตั้งนาฬิกาอะลูมิเนียมในสไตล์นาฬิกาถนนแบบโบราณในศตวรรษที่ 19 ความสูง 16 ฟุต ที่คนมักพบเห็นจนชินตาในนิวยอร์ก แต่เธอกลับสร้างความน่าประหลาดใจให้ผู้พบเห็นด้วยการสร้างกลไกให้ขัดแย้งกับนาฬิกาตามขนบเดิมๆ ด้วยการทำให้หน้าปัดของนาฬิกาหมุนถอยหลังทวนเข็มนาฬิกา ในขณะที่เข็มชั่วโมงและนาทีหมุนไปในทิศทางตรงกันข้าม แต่เข็มวินาทีกลับหยุดนิ่ง ชี้ขึ้นในแนวตั้งตลอดเวลา
ผลงานชิ้นนี้ของเธอทำให้ความเข้าใจของผู้ชมที่มีต่อการทำงานของเวลาแปรผันจนอ่านเวลาไม่ได้ แม้ว่านาฬิกาจะบอกเวลาที่ถูกต้องอยู่ก็ตาม
ผลงานนาฬิกาอันเปี่ยมอารมณ์ขันลักลั่นชิ้นนี้ของควาเดอ สะท้อนความสนใจของเธอในการสำรวจและท้าทายระบบต่างๆ ที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นเพื่อทำความเข้าใจชีวิตและโลกของเรา ด้วยเหตุนี้ ผลงานชิ้นนี้จึงชักชวนให้ผู้ชมลองมองความเป็นจริงจากมุมมองใหม่ๆ ดูนั่นเอง



ในผลงานศิลปะจัดวาง Light Touch of Totality (2020) ที่จัดแสดงเป็นครั้งแรกที่สถาบัน MIT List Visual Arts Center ในปี 2020 อันประกอบไปด้วยวงแหวนสเตนเลสจำนวนห้าวง แต่ละวงมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 16 ฟุต ทั้งหมดถูกจัดวางซ้อนไขว้กันให้ดูนิ่งงันราวกับถูกแช่แข็งหยุดนิ่งเอาไว้ในกาลเวลา โดยแต่ละวงมีจุดสัมผัสกันและกันและมีมุมเอียงในองศาที่แตกต่างกัน
บางส่วนของวงแหวนบางวงมีลูกปัดสีขาวและสีดำประปรายที่ทำจากไม้และหินลาพิสลาซูลีร้อยด้วยเส้นเอ็นห้อยลงมาจำนวน 1,400 เส้น ก่อนให้เกิดลักษณะคล้ายม่านที่สั่นไหวเล็กน้อยตามแต่การเคลื่อนไหวของอากาศภายในพื้นที่แสดงงาน
วงแหวนเหล่านี้เป็นสัญลักษณ์แทนของทั้งวงแหวนดาวเคราะห์ และเส้นลองจิจูด ในขณะที่ลูกปัดที่ห้อยอยู่แทนหน่วยของข้อมูลของจักรวาลและห้วงอวกาศ ด้วยรูปแบบนี้ ผลงานชิ้นนี้จึงสอดคล้องกับความสนใจอย่างต่อเนื่องของควาเดอในแนวคิดเกี่ยวกับโลกคู่ขนาน และเวลาที่ไม่ได้เดินเป็นเส้นตรง (Non-linear time)
หรือผลงานที่เธอร่วมทำในโครงการฟื้นฟูปรับปรุงอาคาร 550 Madison Avenue ในปี 2021 อย่าง Solid Sky (2021) ที่ประกอบด้วยประติมากรรมจัดวางหินอ่อนขัดเงาทรงกลมสีน้ำเงิน น้ำหนัก 24 ตัน ซึ่งทำจากหินควอร์ตไซต์อะซูลมาคาวบัส (Azul Macaubas Quartzite) หินควอร์ตไซต์สีฟ้าหายากอายุประมาณ 1.2 พันล้านปีที่ขุดจากประเทศบราซิล แขวนลอยจากเพดานโถงล็อบบี้ของอาคารลงมาที่ความสูง 49 ฟุตด้วยโซ่สเตนเลสจำนวน 10 เส้น ตำแหน่งของประติมากรรมทรงกลมถูกหมุนให้สอดคล้องกับมุมเอียงของแกนโลกที่ 23.5 องศา ชื่อและรูปลักษณ์สีฟ้าอมขาวของผลงานชิ้นนี้ แทนสัญลักษณ์ของชิ้นส่วนของท้องฟ้าที่ถูกดึงลงมาสู่ระดับพื้นดิน ในขณะเดียวกัน ก็ชวนให้นึกถึงการมองเห็นโลกทั้งใบลอยแขวนอยู่เหนือศีรษะ ลวดลายวนในเนื้อหินอ่อนยังชวนให้นึกถึงภาพถ่ายทางอากาศเหนือผืนมหาสมุทรบนโลก
ผลงานชิ้นนี้ยังอ้างอิงถึงองค์ประกอบอันโดดเด่นของอาคารหลังนี้อย่างหน้าจั่วทรงกลม ซึ่งสามารถมองได้ว่า ประติมากรรมทรงกลมที่มีลวดลายคล้ายท้องฟ้าชิ้นนี้ เป็นส่วนหนึ่งของท้องฟ้าที่มองผ่านช่องวงกลมของหน้าจั่ว ซึ่งถูกหยุดนิ่งเอาไว้และตกลงมาสู่พื้นดิน ด้านล่างของประติมากรรมถูกแขวนอยู่สูงจากพื้นล็อบบี้ประมาณ 12 ฟุต 11 นิ้ว เพื่อให้อยู่สูงพ้นระยะเอื้อมถึงเล็กน้อย แต่ก็ใกล้พอที่จะสร้างความรู้สึกใกล้จนจับต้องได้ และชวนให้ผู้อยู่ข้างใต้ประติมากรรมรู้สึกเขย่าขวัญสั่นประสาทอยู่ไม่น้อย
ผลงานของอลิเซีย ควาเดอ ถูกจัดแสดงและสะสมในพิพิธภัณฑ์ชั้นนำทั่วโลก รวมถึงร่วมแสดงในมหกรรมศิลปะนานาชาติ เวนิส เบียนนาเล่ ครั้งที่ 57 ในปี 2017



ข่าวดีสำหรับมิตรรักแฟนศิลปะชาวไทยก็คือ ตอนนี้เรามีโอกาสได้ชมผลงานของอลิเซีย ควาเดอ โดยไม่ต้องเดินทางไปชมในพิพิธภัณฑ์ หรือมหกรรมศิลปะในประเทศอื่น เพราะดิบ บางกอก (Dib Bangkok) พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ ที่เพิ่งเปิดใหม่ในกรุงเทพฯ ได้จัดแสดงผลงานของควาเดอให้ชมบนลานกลางแจ้งด้านหน้าพิพิธภัณฑ์กันเลยทีเดียว กับผลงานที่มีชื่อว่า Pars pro Toto (2020) ประติมากรรมหินทรงกลมก้อนใหญ่ยักษ์ และขนาดย่อมลงมาในจำนวนหลายลูก ที่วางกระจายอยู่ทั่วลานกลางแจ้ง ราวกับเป็นดาวเคราะห์ในห้วงจักรวาลก็ไม่ปาน
ประติมากรรมเหล่านี้ทำจากหินธรรมชาติจากทั่วโลก ที่ก่อตัวจากฝุ่นละอองของดวงดาวในช่วงเวลาหลายพันล้านปี ควาเดอสร้างผลงานศิลปะที่สร้างสายสัมพันธ์เชิงกวีระหว่างพื้นหินใต้ฝ่าเท้ากับสรวงสวรรค์เหนือหัวของเรา ผลงานชุดนี้ยังเล่นกับขนาดที่สร้างความรู้สึกต่อผู้ชมว่า พวกมันเป็นดาวเคราะห์ที่ถูกจำลองลงมาในขนาดจิ๋ว หรือลูกหินขนาดยักษ์ที่กดให้เราตัวหดเล็กลงกันแน่
ชื่อของผลงานอย่าง Pars pro Toto นั้นแปลว่า “ส่วนหนึ่งแทนทั้งหมด” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ถึงมิติของจักรวาล ตั้งแต่ระดับอะตอมไปจนถึงระบบสุริยะ
ผลงานชุดนี้เปิดให้สาธารณชนเข้าชมกันได้ฟรี โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย รวมถึงเปิดโอกาสให้มีปฏิสัมพันธ์ สัมผัส จับต้องประติมากรรมหินแต่ละชิ้นกันได้อย่างเสรี โดยไม่ต้องกลัวหินยักษ์จะกลิ้งใส่ เพราะถูกยึดเอาไว้กับพื้นอย่างแน่นหนาแล้วน่ะนะ
พิพิธภัณฑ์ดิบ บางกอก เปิดทำการวันพฤหัสบดี – จันทร์ เวลา 10.00 – 19.00 น. (ปิดวันอังคารและพุธ) สามารถดูรายละเอียดเกี่ยวกับผลงานและกิจกรรมของพิพิธภัณฑ์ได้ทางเว็บไซต์ https://dibbangkok.org/
ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก Dib Bangkok, FYI Bangkok
ข้อมูลจาก alicjakwade.com
