วิรัตน์ แสงทองคำ | https://viratts.com

การเลือกตั้งทั่วไปที่จะมาถึง เกี่ยวข้อง เกี่ยวเนื่อง และเชื่อมโยงมิติสังคมมากกว่าครั้งใดๆ

ด้วยความรู้วงในแวดวงการเมืองอย่างจำกัด ความสนใจติดตามการเมืองอย่างไม่กระชั้นชิด แค่ให้ความสนใจในระดับกว้างๆ ในฐานะผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งคนหนึ่ง ย่อมนำเสนอมุมมองเฉพาะตนได้ ในการพิเคราะห์พิจารณาประกอบการตัดสินใจ

ว่าด้วยการเลือกพรรคการเมือง ในที่นี้ ขอจำกัดวงพิจารณาเพียงบางพรรค ว่าด้วยนโยบายและทีมงาน

ได้แก่ พรรคประชาชน (อ้างอิงหมายเลข 1) พรรคภูมิใจไทย (2) พรรคเพื่อไทย (3) และพรรคประชาธิปัตย์ (4)

นโยบาย

ว่าด้วยหลักการและอุดมคติ นโยบายพรรคการเมือง เป็น “แกน” เป็น “หัวใจ” สำหรับสังคมไทยดูเป็นเช่นนั้น มีความสำคัญมากขึ้นเป็นลำดับ ตามวิวัฒนาการทางการเมืองไทย แสดงให้เห็นในช่วงกว่า 2 ทศวรรษมานี้ โดยเฉพาะนโยบายที่เรียกขานกันว่า “ประชานิยม” ซึ่งเป็นมรดกของพรรคการเมือง ตั้งแต่ใช้ชื่อพรรคไทยรักไทย สมัยทักษิณ ชินวัตร เป็นหัวหน้าพรรค เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และได้ก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง ติดต่อกัน 2 ครั้ง ตามเงื่อนไขที่ว่ามา ถือว่าเป็นผู้อยู่ในตำแหน่งนานที่สุด (2545-2549) ก็ว่าได้

เชื่อกันว่า นโยบาย “ประชานิยม” มีพลังให้ฐานทางการเมืองกว้างมากขึ้นกว่าที่ผ่านมา เป็นยุคสมัยใหม่ พลเมืองมีความกระตือรือร้น สนใจ และเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองมากขึ้น

อีกด้านหนึ่ง นโยบาย “ประชานิยม” มีอิทธิพลต่อเนื่อง ปรากฏในนโยบายพรรคการเมืองในเวลาต่อมา ไปจนถึงอยู่ในแผนปฏิบัติของรัฐบาล แม้ในรัฐบาลมาจากหรือสืบเนื่องจากการรัฐประหาร

ในการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมาถึง กับเอกสารเคยส่งถึงครัวเรือน จากคณะกรรมการการเลือกตั้ง ดูจะให้ความสำคัญนโยบายด้วยอยู่บ้าง มักระบุไว้อย่างกระชับ แต่ในขณะนี้ (19 มกราคม) ยังมาไม่ถึง จึงไม่สามารถจับความคิดหลักพรรคการเมือง จากแหล่งข้างต้นได้

ที่ควรพิจารณาอย่างจริงจังที่สำคัญที่สุด จึงอยู่ที่ official website ของแต่ละพรรค เชื่อว่าเป็นที่ที่สำคัญ เป็นข้อมูลต้นแหล่งและเป็นทางการ ซึ่งตั้งใจให้ผู้สิทธิ์เลือกตั้งเข้าถึงได้อย่างเปิดกว้าง ในที่นี้มีความสำคัญ สะท้อน 2 มิติซึ่งควรตั้งขึ้น

หนึ่ง-ความตั้งใจจริงจัง ผ่านการนำเสนออย่างเป็นระบบ ครบถ้วน และสามารถเข้าถึงโดยสะดวก

สอง-ให้ภาพนโยบายอย่างเป็นจริง มองเห็นกระบวนการจากแนวความคิด วิเคราะห์ปัญหา แนวทาง และแผนการปฏิบัติที่เป็นจริงเป็นจัง

ข้างต้นเป็นพื้นฐานสำคัญ สะท้อนความรู้ ประสบการณ์ และศักยภาพของแต่ละพรรค รวมทั้งมองเห็นเจตจำนง ให้ความสำคัญกับผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง

ไม่ว่าจะเห็นด้วย จะชื่นชอบนโยบายหรือไม่ อย่างไร เมื่อพิจารณาอย่างกว้างพบว่า พรรค (1) มีความตั้งใจ จริงจังในการนำเสนอข้อมูลนโยบายอย่างเป็นระบบ เป็นเรื่องราว ไม่ว่าจะมองในแง่มุมใด โดยเปรียบเทียบ ดีกว่าพรรคอื่นๆ

พิจารณาอย่างถี่ถ้วนในสายตาผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง การนำเสนอนโยบายของพรรค (1) มีความสำคัญไม่น้อย

มิติแรก-ว่าด้วยเนื้อหา จากนโนยายแต่ละเรื่อง สู่ความเชื่อมโยงเป็นระบบให้ภาพใหญ่ ในเชิงโครงสร้าง มองในภาพกว้าง และเข้าถึงอุดมคติทางการเมือง

อีกมิติ-ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ทำให้การเข้าถึงข้อมูลง่ายๆ หลากหลายแบบ ทั้งกว้าง และเฉพาะเจาะจง ด้วยระบบสืบค้น

และการตอบคำถาม อย่างมีประสิทธิภาพ

ทีมงาน

เชื่อว่าโดยทั่วไป มักให้ความสนใจผู้เสนอตัวเป็นนายกรัฐมนตรีของแต่ละพรรคมากเป็นพิเศษ เชื่อว่าผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งซึ่งจดจ่อ คงรู้จักตัวตนบุคคลเหล่านั้นมาพอสมควรแล้ว

ในที่นี้ จึงให้ความสำคัญในภาพที่กว้างขึ้น ว่าด้วยทีมงานจากเคยพิจารณาทั้งจากคณะกรรมการบริหารพรรค และบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งหรือ Party list คราวนี้ มีทีมบริหารเข้ามาประกอบเพิ่มเติม โดยเฉพาะพรรค (1) ดูเป็นแบบแผน กับพรรค (2) เปิดเฉพาะตัวชูโรง ทั้งนี้ เชื่อมั่นว่า ทีมงานที่ว่านั้นจะสะท้อนบุคลิก ศักยภาพของพรรคการเมืองนั้นๆ ในความหมายกว้าง

เท่าที่สืบค้น ไม่สามารถหาข้อมูลที่เปิดเผยอย่างจริงจังอย่างเป็นเรื่องเป็นราวในที่อื่นๆ ใดได้เท่าที่ควร นอกจากใน official website แต่น่าเสียดาย หลายพรรคไม่มีข้อมูลที่ครบถ้วน

อีกแล้ว พรรค (1) เปิดกว้างว่าด้วย profile บุคคลสำคัญ และทรงอิทธิพลในพรรคอย่างเป็นระบบ เกี่ยวกับวัย การศึกษา และประสบการณ์

ด้วยพยายามแสวงหาข้อมูลจากแหล่งอื่นๆ ประกอบ จึงพอให้ภาพเชิงเปรียบเทียบกันในบางประเด็นที่คิดว่าสำคัญได้ ว่าด้วยวัย-คิดว่า มีความสำคัญด้วยเกี่ยวกับรุ่น (generation) โดยภาพรวม มีความแตกต่างกัน ทั้งมุมมองต่อโลก ประสบการณ์ และความคุ้นชิน จนถึงแบบแผนและการปรับตัวในการตอบสนองต่อสภาพและสถานการณ์ต่างๆ มองภาพกว้างๆ อย่างหยาบๆ จะพบว่า พรรค (2) พรรค (3) และพรรค (4) มีความคล้ายคลึงกัน

บุคคลสำคัญของพรรคส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุไล่เลี่ยกันในช่วง 60-70 ปี ขณะที่พรรค (1) แตกต่างออกไปอย่างเห็นได้ชัด แม้วัยโดยรวมเฉลี่ยอยู่ในช่วง 40-50 ปี แต่ปรากฏช่วงวัยหลากหลายมากกว่าพรรคใดๆ

ว่าด้วยประสบการณ์-ในประเด็นนี้จะพิจารณาอย่างรอบคอบ รอบด้าน เท่าที่เป็นไปได้

หากเริ่มต้นจากพื้นฐาน ว่าด้วยการศึกษาในระบบ ว่าไปแล้ว สังคมกำลังพัฒนาอย่างไทยให้ความสำคัญเรื่องนี้มากกว่าสังคมซึ่งพัฒนาแล้ว ปรากฏชัดว่า พรรค (1) โดยภาพรวมมีบุคลากรผู้มีการศึกษาในสาขาต่างๆ อย่างหลากหลาย และอยู่ในระดับที่ดูดีกว่าพรรคอื่น โดยเปรียบเทียบ

ว่าด้วยประสบการณ์การทำงานก่อนมาสู่การเมือง คงต้องยอมรับว่าพรรค (1) มาจากหลากหลายสาขาอาชีพ สะท้อนยุคสมัยใหม่

ขณะที่พรรคอื่น ส่วนใหญ่มักอ้างอิงประสบการณ์ทางการเมืองเป็นสำคัญ

พอจะมีข้อสังเกตอยู่บ้างว่านักการเมืองทั่วไป ส่วนหนึ่งมักมีประสบการณ์คล้ายๆ กัน เช่น เป็นข้าราชการ เป็นทนายความ อีกส่วนเป็นนักธุรกิจท้องถิ่น มักมีความสัมพันธ์กับระบบและอำนาจรัฐไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เช่น เป็นผู้รับเหมา มีกลุ่มก้อนหนึ่งสร้างฐานะและอิทธิพลในระดับพื้นที่ ที่เรียกกันว่า “บ้านใหญ่”

ทั้งนี้ โดยรวมแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก

หนึ่ง-พรรคที่ไม่มีประสบการณ์ในการบริหารรัฐ ด้วยไม่เคยร่วมงานเป็นรัฐบาลมาก่อน มีเพียงหนึ่งเดียวใน 4 พรรค (อ้างถึงข้างต้น) คือพรรค (1) ขณะเดียวกันบุคคลสำคัญของพรรคนี้ ล้วนมีประสบการณ์ทางการเมืองอีกด้านหนึ่ง ในฐานะฝ่ายค้าน ย่อมมองเห็นภาพกว้าง ด้วยความสัมพันธ์ สามารถเข้าถึงข้อมูล ระบบ และกระบวนการบริหารรัฐบางระดับ

ส่วนที่ว่าพรรคอื่นๆ มีบุคลากรคนสำคัญๆ มีบทบาทบริหารรัฐมาก่อนนั้น จะกล่าวถึงเป็นข้อได้เปรียบอย่างแท้จริงก็คงไม่ได้เสียทีเดียว หากประสบการณ์ที่ว่า มีคุณค่าอย่างที่อ้าง คงไม่มีกระแสที่ดังขึ้นๆ ที่ว่าสังคมไทยในทุกมิติกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายใหม่ เป็นแรงบีบคั้นครั้งสำคัญ เรียกร้องให้ปรับตัว ปรับโครงสร้าง

พรรคผู้มีประสบการณ์บริหารรัฐที่กล่าวอ้าง ล้วนมีส่วน ล้วนอยู่ในช่วงทศวรรษที่น่าเป็นห่วงที่ผ่านมาทั้งสิ้น พอจะอ้างอิงบางดัชนี ทั้งดัชนีการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ที่ตกต่ำอย่างต่อเนื่อง ด้วยอัตราการเติบโตต่ำที่สุดในภูมิภาค ขณะอีกดัชนีพุ่งขึ้น ที่เรียกว่า Corruption Perception Index (อ้างอิงจาก www.transparency.org) อยู่ในอันดับที่สูงกว่า 100 จาก 180 (ประเทศในอันดับสุดท้ายที่มีการคอร์รัปชั่นมากที่สุด) อย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2562 ที่พอสัมผัสได้ การเลือกตั้งทั่วไปครั้งนี้แตกต่างและยกระดับขึ้นจากครั้งก่อนๆ จากฝักฝ่ายที่มีจุดยืนทางการเมืองแตกต่างกัน จากคาดหวังเฉพาะทางเศรษฐกิจ สู่มิติที่กว้างและซับซ้อนขึ้น ท่ามกลางกระแสลมแห่งการเปลี่ยนแปลง



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

สุทธิพงษ์ นำประชุมมูลนิธิรักษ์เขาขยายชัยนาท ตั้งเป้าหมายให้เป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับนักเรียนและเยาวชน แหล่งศึกษาตามธรรมชาติ ฯลฯ
สตอกโฮล์มเปิดเวที “ประชุมสันติภาพโลก 2026” เชิญผู้นำ-นักสันติวิธีทั่วโลก ร่วมสร้างอนาคตแห่งสันติภาพ 22 สิงหาคมนี้
CKPower ใช้นวัตกรรมเปลี่ยน “ของเสีย” เป็นคุณค่า คว้า 2 รางวัล TJDA ปีนี้
“สีหศักดิ์” ชี้ “กัมพูชา” ลากไทยเข้ากลไกประนอมภาคบังคับทำปิดประตูเจรจาเขตแดนทางบก รับกังวลกรณีเขมรประโคมข่าว “รถถังจีน” ในช่วงสถานการณ์เปราะบาง
“วัชระพล” มอบนโยบาย อ.ส.ค.เร่งแผนการตลาดระบายสต๊อกนมก่อนพึ่งงบฯ แนะเพิ่มประสิทธิภาพบริหาร-มาร์เก็ตติ้งให้แข่งได้ในตลาดเสรี
พิธีศพ อาลี คาเมเนอี : วาทกรรมแห่งศาสนา และอำนาจการทูตผ่านมุมมองภาษาศาสตร์
เคปเวิร์ด ‘ซินเดอเรลล่า’ ฟุตบอลโลก ผู้ชนะหัวใจคนทั้งโลก
คำถามเชิงซ้อน : คำถามลวงให้เราตอบ
จากเวทีปราศรัยสู่หน้าฟีด : อ่านยุทธศาสตร์หาเสียงผู้ว่าฯ กทม. ผ่านโซเชียลมีเดีย
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (14)
ทบ.ร้อน ชิง ‘ทบ.1’ ‘บิ๊กเต้-แม่ทัพไก่’ จับตา หมาก ‘แม่ทัพคอแดง’ มองข้ามช็อต ทัพใต้ ‘รองคิ้ว-รองด้วง’
จากแหวนทองคำ 2 พันปี สู่ใจคนเมืองเพชร ทวีโรจน์ กล่ำกล่อมจิตต์ อยากมี ‘มิวเซียมท้องถิ่น’